พิมพร ศิริวรรณ

นักเขียนผู้สนใจการสร้าง "องค์กรแห่งความสุข" (Happy Workplace) ทั้งในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

16 พฤศจิกายน 2560
574

นานี้มีสุข “ข้าวกล้องบ้านศรีเบญจรงค์”

สัปดาห์นี้ชวนมารู้จัก คุณธววิกา ปานเจริญ ซึ่งเมื่อหลายปีก่อน ได้หันหลังให้งานประจำในเมือง และเลือกมาเป็นเกษตรกร

บนพื้นที่กว่า 30 ไร่ ในตำบลบางช้าง อ. สามพราน จ. นครปฐม ความน่าสนใจของคุณธววิกา หรือคุณเล็กคือ การเปลี่ยนจากการทำนาเคมี มาเป็นนาอินทรีย์ ซึ่งตั้งแต่เช้ายันค่ำของทุกวัน เธอจะมีความสุขกับการทำงานในแปลงนาของเธอ ขณะที่วันนี้ “คุณนะ” คู่ชีวิตของเธอ ได้มาเป็นอีกหนึ่งสมองและสองมือ ช่วยกันสร้างความเปลี่ยนแปลง โดยไม่เพียงสามารถเปลี่ยนจากนาเคมี เป็นนาอินทรีย์ แต่ยังได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ IFOAM เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ที่ผ่านมา นาอินทรีย์ของครอบครัวนี้ ยังได้ชื่อว่าเป็นนาที่สวยที่สุดในประเทศไทย โดยตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยงต้นคุณนายตื่นสาย หลากสีที่ปลูกไว้รอบคันนา จะบานสะพรั่ง สร้างความสดชื่นให้ครอบครัวอย่างมากมาย

นิยามความสุขของครอบครัวนี้เป็นอย่างไร ความมุ่งมั่นของพวกเขาเป็นอย่างไร ทำไมต้องเปลี่ยนจากเคมีมาเป็นอินทรีย์ มันยากหรือง่ายอย่างไร มาฟังเรื่องราวที่คุณเล็ก ได้บอกเล่าให้ผู้เขียนกันค่ะ

อะไรคือความสุขของคุณเล็กและครอบครัว

ตั้งแต่มาทำเกษตรอินทรีย์ นั้นเล็กมีความสุขมาก ถึงมันจะเหนื่อย แต่ก็สุขใจทุกครั้ง ที่ได้เห็นข้าวที่เราปลูกเจริญ เติบโต งอกงาม โดยที่เรา ไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี เลย พอเก็บผลผลิตได้ นอกจากจะเก็บไว้ทานเองแล้ว เรายังสามารถ นำสิ่งดีๆ นี้ ไปให้ผู้บริโภค ซึ่งผู้บริโภคก็จะมีสุขภาพดีด้วย อันนี้แหละ คือความสุขที่ได้รับจากการทำนาอินทรีย์

ยากไหม ในการเปลี่ยนจากเคมี มาเป็นอินทรีย์

ตอนแรกรู้สึกยาก เพราะไม่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง สิ่งที่กลัวในตอนแรกคือกลัวว่าผลผลิต จะได้ไม่ดี ถามตัวเองตลอดว่าถ้าไม่ใช้เคมีแล้ว จะได้ผลผลิตดีไหมต้นแบบก็ไม่มี ประสบการณ์ก็ไม่มี ไม่รู้จะหาใครมาแนะนำ แต่หลังจากตัดสินใจที่จะก้าว และตั้งใจที่เปลี่ยนแปลง ก็เริ่มซื้อหนังสือมาอ่าน ไปรวมกลุ่มเรียนรู้ หาที่ปรึกษา พอทำได้สำเร็จ ตอนนี้ ทุกอย่างก็ดูง่ายไปหมด ไม่มีอะไรยากอีกแล้ว

คู่ชีวิตมีส่วนสำคัญมากอย่างไร

แรกเริ่มนั้นเราสนใจเรื่องเกษตรอินทรีย์เพียงคนเดียว ก็เหนื่อยหน่อย แต่เมื่อปีที่แล้ว สามี ได้หันมาช่วย ช่วยกันเรียนรู้ ก็ทำให้อะไรๆ ง่ายขึ้น มีคู่คิด มีที่ปรึกษา

ทำอย่างไรจึงเปลี่ยนมาเป็นเกษตรอินทรีย์

สิ่งที่สำคัญถ้าจะหันจากเคมีมาทำเกษตรอินทรีย์ก็คือ “ใจ”ใจเราต้องรักที่จะทำเกษตรอินทรีย์ ถ้าใจไม่ชอบก็ยากที่เปลี่ยน แต่ขอบอกไว้เลยว่า เมื่อหันมา ทำเกษตรอินทรีย์แล้วรับรองว่าจะไม่ผิดหวัง เพราะจะช่วยลดต้นทุนการผลิต ไม่ต้องเสียเงินไปซื้อปุ๋ย หรือยาเคมี เพราะเราสามารถใช้สมุนไพรในท้องถิ่นทดแทนได้ เช่นบอระเพ็ด สะเดา นำมาหมักแล้วฉีดพ่น ช่วยป้องกันหนอนแมลงได้ทุกชนิด ได้ผลดี ไม่เป็นอันตรายกับผู้ใช้ ผู้บริโภคก็ปลอดภัย เวลาเกี่ยวข้าวก็ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะไม่มีการเผาตอซังหรือฟาง และเรายังนำมาใช้หมักทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ได้ด้วย

ได้รับใบรับรองมาตรฐานอินทรีย์แล้วจะทำอะไรต่อ

ถึงแม้จะได้รับการรับรองแล้ว เราก็ยังไม่หยุดที่จะเรียนรู้ เราจะไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ยังมีเรื่องต้อง ศึกษาเรียนรู้ หาเทคนิคใหม่ๆ เพื่อเพิ่มผลผลิตในแปลงนาให้มากขึ้น และเรายังจะต้องทำหน้าที่ เป็นผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ เรื่องนี้ ให้ ผู้อื่นต่อด้วย

ปัจจุบันนอกจาก ปลูกข้าวหอมมะลิ 105 เรายังปลูกข้าวหอมนครชัยศรี ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวพื้นเมืองของ ที่มีความหอม ทานอร่อย เราอยากฟื้นข้าวพื้นเมืองของเรากลับมา เรายังน้อมนำแนวพระราชดำริ ของในหลวง รัชกาลที่ 9 ในการทำเกษตรผสมผสาน ทำให้ปีนี้เรามีการปรับพื้นที่นาใหม่ ลดพื้นที่สำหรับนาข้าวลง ทำคันนาให้กว้างขึ้น เพื่อจะได้มีพื้นที่ในการปลูกพืชอย่างอื่นเช่น ต้นหม่อน มะเขือเทศ ตะไคร้ และ ผักสวนครัวอื่นๆ เพื่อเก็บไว้ทานเอง เมื่อเหลือก็แบ่งขาย ทำให้ไม่เพียงมีรายได้เพิ่ม ระหว่างรอผลผลิตจากข้าว แต่ค่าใช้จ่ายก็ลดลง ไม่ต้องซื้อผักและ พืชสวนครัว อื่นด้วย“ตอนนี้ข้าวในนาเริ่มออกรวงแล้ว เห็นรวงข้าวในนาของเราทีไร ก็มีความสุข ไม่อยากไปไหน อยากทำงานทุกวัน”

ท่านผู้อ่านที่สนใจ อยากสัมผัสความสุข ในการทำงานในแปลงนาสวย หรือนาข้าวกล้องบ้านศรีเบญจรงค์ ของคุณธววิกา ปานเจริญ และครอบครัว ซึ่งสวยงามและเป็นธรรมชาติมากๆ สามารถ ติดต่อผู้เขียนมาได้ ที่ 081-928-2808หรือ Linepimporn999 เราจะไปลงพื้นที่เกี่ยวข้าวกับคุณธววิกากันคะ

 

 

 

 

 

แชร์ข่าว :
Tags: