ดร.อาภรณ์ ชีวะเกรียงไกร

คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ "ส่องกล้องเศรษฐกิจ"

14 กันยายน 2560
286

ความไม่สงบในคาบสมุทรเกาหลี

ท่ามกลางการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจทั่วโลก ที่มีการขยายตัวเป็นวงกว้างนับตั้งแต่สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น และประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ทั้งหลาย

จนประเทศต่างๆ เริ่มที่จะลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำผิดปกติมายาวนาน ตลอดจนการอัดฉีดปริมาณเงินจำนวนมากเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ แต่ในต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก็ได้มีสิ่งที่กระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และก่อความปั่นป่วนของตลาดเงินตลาดทุน จากการที่ประเทศเกาหลีเหนือได้ทดลองระเบิดนิวเคลียร์ระยะไกลที่ท้าทายต่อประชาคมโลก เป็นปฏิบัติการต่อเนื่องถึง 6 ครั้ง โดยเฉพาะการประกาศว่าจะใช้เกาะกวมของสหรัฐอเมริกาเป็นเป้าหมาย พร้อมอ้างความสำเร็จในการทดลองยิงขีปนาวุธ และสร้างความกังวลต่อประชาคมโลกว่าจะกลายเป็นชนวนให้เกิดสงคราม หรือการทำให้เกิดปฏิบัติการทหารในคาบสมุทรเกาหลีเกิดขึ้น

ผลกระทบเกิดขึ้นต่อ ตลาดหุ้นตกต่ำทั่วโลก ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา และค่าทองคำ และเป็นที่ชัดเจนว่าสหรัฐอเมริกาจะออกมากดดันให้ประเทศต่างๆ ได้ร่วมมือในการปฏิบัติการสั่งสอนต่อประเทศเกาหลีเหนือ ในระดับรุนแรงที่สุด ที่ในระยะแรกสหรัฐอเมริกาเสนอให้คว่ำบาตรกับทุกประเทศที่ค้าขายกับเกาหลีเหนือ การระงับการส่งออกน้ำมันที่ส่งออกไปประเทศเกาหลีเหนือทั้งหมด และการยึดทรัพย์สินที่อยู่ต่างประเทศทั้งหมดของผู้นำเกาหลีเหนือ คณะรัฐมนตรีและสมากชิกรัฐสภา แต่มาตรการที่รุนแรงดังกล่าวไม่ได้รับความเห็นชอบจากประเทศจีนและรัสเซีย จนกระทั่งได้มีการหารือกันของคณะมนตรีความมั่นคงชาติที่คาดว่ามาตรที่ผ่อนปรนลงมานี้จะเป็นที่ยอมรับได้จากผู้นำของเกาหลีเหนือ

แต่นับเป็นความโชคดีที่ในที่สุดแล้ว สหรัฐอเมริกาได้ผ่อนคลายความกดดันลง ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าจะยังไม่ใช้กำลังทางทหารเข้าจัดการกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่จะหาวิธียุติปัญหาด้วยสันติวิธี จนกระทั่งในวันที่ 11 กันยายน ที่ผ่านมา คณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ ได้ประกาศมาตรการในการคว่ำบาตรประเทศเกาหลีเหนือ เพื่อกดดันให้ยุติโครงการนิวเคลียร์ สรุปรวมได้ 3 ประการหลัก ซึ่งคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.3 พันล้านเหรียญ ดอลลาร์ สหรัฐอเมริกา

หนึ่ง การลดปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบและน้ำมันที่กลั่นสำเร็จแล้วที่ส่งไปยังประเทศเกาหลีเหนือลงประมาณร้อยละ 30 ซึ่งหมายถึงการส่งออกน้ำมันดิบและน้ำมันสุก(ที่รวมถึง ก๊าซธรรมชาติ)ไปยังเกาหลีเหนือจะมีเพดานอยู่ที่ 8.5 ล้านลิตรต่อปี การปรับลดเพดานการนำเข้าพลังงงานร้อยละ 30 นี้ คาดว่าจะทำให้การนำน้ำมันไปใช้ในการทหารหรือกองทัพลดลง ซึ่งก็ยังไม่มั่นใจว่า ปริมาณน้ำมันที่ลดลงนี้จะไปลดส่วนการใช้ของประชาชนหรือการใช้ของกองทัพ

สอง การห้ามการส่งออกเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์สิ่งทอจากประเทศเกาหลีเหนือซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลัก เข้าใจว่าน่าจะเป็นการลดการมีเงินสกุลต่างประเทศสำหรับการใช้ซื้อวัสดุอุปกรณื เครื่องมือในการผลิตอาวุธยุทธโธปกรณ์ ต่างๆ ซึ่งการควบคุมไม่ให้มีการลักลอบนำเข้าและส่งออกสินค้าข้างต้นนั้น จะดำเนินการโดยมีการตรวจสอบเรือสินค้าทุกลำที่จะเข้าที่ท่าของประเทศเกาหลีเหนือ และเรือสินค้าที่ไม่ปฏิบัติตามเงือนไขของคณะมนตรีความมั่นคงนี้จะถูกยึดไว้

และประการที่สาม ก็เป็นมาตรการเกี่ยวกับควบคุมไม่ให้แรงงานชาวเกาหลีเหนือที่ไปทำงานในต่างประเทศซึ่งคาดว่าจะมีอยู่ประมาณ 93,000 คน สามารถส่งเงินรายได้กลับประเทศ ซึ่งได้มีประมาณการณ์ว่ารายได้แรงงานส่งกลับนี้จะมีประมาณ 500 ล้านเหรียญ ดอลลาร์ สหรัฐอเมริกา ต่อปี 

ก็คงต้องติดตามและจับตาดูว่า มาตรการคว่ำบาตรข้างต้นจะทำให้เกาหลีเหนือยอมยุติโครงการนิวเคลียร์หรือเลิกการออกมาก่อกวนความไม่สงบอีกหรือไม่ แต่เป็นที่ยากยิ่งเพราะในอดีตที่ผ่านมาประเทศสังคมนิยมเหล่านี้จะไม่ได้ยึดเอาประชาชนเป็นที่ตั้ง ทั้งๆ ที่ประชาชนเดือดร้อนและขาดแคลนอาหารจนต้องขอความช่วยเหลืออาหารจากประเทศต่างๆ แต่ผู้นำประเทศยังเร่งการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และการสร้างแสนยานุภาพทางกองทัพ โดยไม่สนต่อความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ที่ยังต้องการปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต

ประการที่สองของความสำเร็จคือ จะสามารถบังคับใช้ได้หรือไม่เพราะผู้นำเกาหลีเหนือเองได้ประกาศว่า หากมีมาตรการที่รุนแรงก็จะมีมาตรการตอบโต้ที่รุนแรงด้วยเช่นกัน และประธานาธิบดี คิมจองอิลนี้ยากที่คาดเดาอารมณ์ของเขาได้ และได้สร้างความหวั่นวิตกที่คุกคามประเทศเกาหลีใต้มาโดยตลอด

ความสำเร็จที่จะทำให้เกาหลีเหนือยุติการทดลองอาวุธ ก็ยังขึ้นอยู่กับท่าทีของประเทศจีนที่ถือว่าเป็นพี่ใหญ่ ที่มีความสัพมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับเกาหลีเหนือมากที่สุด แต่ก็เชื่อกันว่ามาตรการคว่ำบาตรข้างต้นได้รับความเห็นชอบด้วยจากรัฐบาลกรุงปักกิ่งและมอสโค สำหรับประเทศจีนเองคงจะไม่ได้อยากจะปกป้องเกาหลีเหนือมากนัก แต่เพราะเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้กัน จึงไม่อยากให้เกิดความขัดแย้ง มีเหตุความไม่สงบระหว่างพื้นที่ชายแดนจนต้องมีการใช้กำลังทางทหาร หรือหากเกิดความไม่สงบในเกาหลีเหนือขึ้นแล้ว ยังน่าจะมีปัญหาการอพยพของชาวเกาหลีขึ้นฝั่งมายังประเทศจีนด้วย

ความไม่สงบในคาบสมุทรเกาหลี จึงเป็นภัยคุกคามต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่จะต้องติดตามต่อไปในอีกระยะหลายเดือนข้างหน้า แต่เป็นที่เชื่อว่าทุกคนต้องการสันติสุขและความสงบ เพราะการใช้กำลังทางทหารต้องมีการบาดเจ็บ ล้มตายและเกิดความเสียหายมหาศาลดังที่ปรากฏมาแล้วในหลายประเทศ

 

แชร์ข่าว :
Tags: