วิกิจ ถิรวรรณรัตน์

ผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.บัวหลวง

13 กันยายน 2560
579

ตลาดหุ้นไทยครึ่งปีหลัง'ยังมีโอกาส'

ตลาดหุ้นไทยครึ่งปีหลัง'ยังมีโอกาส'

แนวโน้มปีช่วงที่เหลือของปี

คาดหุ้นไทยจะทดสอบจุดสูงสุดเดิมบริเวณ 1,650 จุด ที่เคยทำไว้เมื่อ พค. 2013 และจะมีโอกาสพักตัว เพื่อรอแรลรี่ขึ้นต่อ โดยอิงจากปัจจัยพื้นฐาน (1) ดัชนีฯยังมี Upside ถึง 1722 จุด ถ้าหุ้นภายใต้ BLS Universe ขึ้นจนถึงราคาเหมาะสมพื้นฐาน (2) Earning yield gap ยังไม่แพงเพราะ ดอกเบี้ยขึ้นช้ากว่าที่คิด

(1) Bottom up valuation ภายใต้ บจ.ที่ BLS ศึกษา ถ้าราคาหุ้นที่ศึกษาขึ้นไปจนถึงราคาเหมาะสมพื้นฐาน คาดเป้าหมายดัชนีฯอยู่ที่ 1722 จุด

(2) ภาวะ Bond yield ที่ทรงตรงในระดับต่ำ “นานเกินคาด” (TH10Y ปัจจุบัน 2.26% Vs. 2.7-2.8% เมื่อต้นปี) ทำให้ Equity yield gap ณ.ระดับดัชนีฯ 1632.66 สะท้อน Equity yield gap แค่เพียง 3.89% หรือ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวอยู่ 0.17SD (คาดกรณี Bond yield รีบาวด์ขึ้น 0.5-0.75% คาดระดับดัชนีฯที่ 1693-1759 จุด ถึงจะเข้าสู่ระดับที่แพง

แนวโน้มปีหน้า

เนื่องจากภาวะดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำจะหนุนให้มีการปรับ PER อีก จากส่วนต่างอัตราผลตอบแทนหุ้นแตะเขตแพงเพียงเล็กน้อย การปรับเพิ่มประมาณการ GDP เป็นอีกปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุนหลังจากที่ตัวเลขไตรมาส 2/60 ออกมาดีกว่าคาด ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนหุ้นยังคงน่าดึงดูดเนื่องจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลยังอยู่ในระดับต่ำ แม้ว่าเราคำนวณเผื่อสะท้อนผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับสูงขึ้น 50 bps (พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ หรือพันธบัตรรัฐบาลไทย) ในปลายปีนี้ หากความเชื่อมั่นหรือเม็ดเงินไม่ไหลเข้า/ไหลออกอย่างมีนัยสำคัญ เราคาดดัชนี SET จะยืนเหนือ 1,600 จุดในช่วงที่เหลือของปีนี้

เราให้เป้าหมายดัชนี SET ปี 2561 ที่ 1,742 จุด บ่งชี้ถึง PER ปี 2561 ที่ 15.9 เท่า EPS (109.5), สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 13.1 เท่าอยู่ 1.2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน อีกทั้งยังมีอัพไซด์หากธนาคารกลางสหรัฐมีนโยบายที่ยืดหยุ่นกว่าคาด (หรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยเพิ่มขึ้นไม่มาก), เศรษฐกิจฟื้นตัว หรือมีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรอย่างมีนัยยะ

กลุ่มที่เราชื่นชอบในไตรมาส 4/60

แนวโน้มการจับจ่ายฟื้นตัวในปลายปีนี้หนุนการบริโภค เราชอบกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยในประเทศ เนื่องจากคาดกำไรไตรมาส 4/60-1/61 จะแข็งแกร่งขึ้น โดยกลุ่มที่เราชอบในไตรมาส 4/60 มีดังนี้:

กลุ่มท่องเที่ยว (คาดกำไรในไตรมาส 4/61-1/61 จะออกมาน่าประทับใจ เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซั่น อีกทั้งมีโอกาสที่รัฐฯ จะมีนโยบายกระตุ้นนักท่องเที่ยวชาวไทย), กลุ่มการเงิน (สินเชื่อรายย่อยเติบโตแกร่ง, หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง และการตั้งสำรองลดลง ซึ่งจะหนุนให้กำไรดีขึ้น โดยเฉพาะธนาคารขนาดเล็กถึงกลาง), กลุ่มอสังหาฯ ประเภทที่อยู่อาศัย (เลือกซื้อบริษัทที่มีการเปิดโครงการใหม่มากๆ และมีแนวโน้มกำไรเติบโตในไตรมาส 4/60), และ กลุ่มสื่อและค้าปลีก (คาดเม็ดเงินโฆษณา และกิจกรรมทำการตลาดจะสูงขึ้นมากในช่วงปลายปี)

กลุ่มที่น่าจับตาในปี 2561

เราชอบกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจโดยรวมฟื้นตัว เช่น กลุ่มธนาคารและการเงิน (หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ลดลง), กลุ่มค้าปลีก (การจับจ่ายมากขึ้น), และกลุ่มสื่อ (ภาวะการบริโภคดีขึ้น, อัตราค่าโฆษณาสูงขึ้น) การปรับสมมติฐานอัตราผลตอบแทนพันฑบัตรรัฐบาล และอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งแต่ช่วงกลางปีหน้าเป็นต้นไปส่งผลบวกต่อกลุ่มธนาคารและประกันภัย ขณะที่แนวโน้มค่าเงินบาทเทียบกับดอลล่าร์สหรัฐที่จะกลับมาอ่อนค่าส่งผลบวกต่อกลุ่มที่มีรายได้ในรูปดอลล่าร์ เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, ปิโตรเคมี, และผลิตภัณฑ์ต้นน้ำ บริษัทน้ำมันและก๊าซ

นอกจากนี้จะมีโอกาสในการลงทุนในปี 2561 เช่น การประมูลคลื่นความถี่ และการประมูลโครงการโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ซึ่งจะส่งผลดีต่อกลุ่ม ICT และรับเหมาก่อสร้าง

ความเสี่ยง

1) รายงานตัวเลขเศรษฐกิจและข้อมูลทางการเงินที่ชะลอตัวลงจากประเทศสหรัฐฯ, ยุโรป และเอเชีย, 2) นักลงทุนหลีกเลี่ยงความเสี่ยงมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดปรับลดลงมาซื้อขายในระดับที่ต่ำลง, 3) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ไม่มีประสิทธิภาพ, 4) เศรษฐกิจในประเทศที่อ่อนแอกว่าคาด, 5) ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ

แชร์ข่าว :
Tags: