ดร.บัณฑิต นิจถาวร

คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ "เศรษฐศาสตร์บัณฑิต"

19 มิถุนายน 2560
870

เก็บตกจากงานสัมมนาประจำปีไอโอดี

งานสัมมนาประจำปีของสถาบันกรรมการบริษัทไทย หรือ ไอโอดี ในหัวข้อ “ขับเคลื่อนธรรมาภิบาลในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง”

 หรือ “Steering Governance in a Changing World” เมื่อวันพุธที่ 14 มิ.ย. ผ่านไปอย่างน่าพอใจ มีสมาชิกและผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานกว่า 360 คน เป็นงานที่ประสบความสำเร็จในความเห็นของสมาชิก จากหัวข้อการสัมมนาที่น่าสนใจและตรงกับเหตุการณ์ปัจจุบัน จากวิทยากรที่มาร่วมให้ความเห็นที่เป็นวิทยากรระดับภูมิภาคและระดับโลก มีความรู้และมีประสบการณ์จริง และจากการจัดงานที่ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ไม่ติดขัด ตั้งแต่เช้าถึงเย็น และมีผู้แทนสถาบันกรรมการและสถาบันธรรมาภิบาลต่างประเทศ กว่า 50 คน จากกว่า 20 ประเทศ ที่มาร่วมประชุมเน็ตเวิร์คของสถาบันกรรมการของประเทศตลาดเกิดใหม่ที่กรุงเทพฯเมื่อต้นสัปดาห์ก็มาร่วมงาน ถือเป็นสีสันของงาน นอกจากนี้การสนับสนุนจากบริษัทต่างๆ กว่า 16 บริษัท ก็สำคัญ รวมทั้ง Nikkei Asian Review ซึ่งเป็นนิตยสารระดับชั้นนำของโลก ที่ทำให้งานมีสีสันของงานระดับโลกอย่างแท้จริง

ในการสัมมนามีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องการขับเคลื่อนธรรมาภิบาลในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง วันนี้จึงอยากนำบางประเด็นที่ได้มีการพูดถึงในงานมาสรุปให้แฟนคอลัมน์ เศรษฐศาสตร์บัณฑิต ทราบ

  1. โลกปัจจุบันเป็นโลกของความไม่แน่นอน เป็นข้อเท็จจริงจนมีการกล่าวกันว่า ธุรกิจสมัยนี้อยู่ในโลกของความผันผวน ความไม่แน่นอน ความสลับซับซ้อน และความคลุมเครือ ทำให้การทำธุรกิจมีความเสี่ยงมากขึ้น มีต้นทุนสูงขึ้น และต้องใช้เวลามากในการตัดสินใจ เหล่านี้เป็นต้นทุนที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจโลกที่ผ่านมา ขาดพลังจากการลงทุนใหม่ที่จะสร้างการเติบโตให้กับเศรษฐกิจโลกในอนาคต เพราะความไม่แน่นอนที่มีอยู่เป็นอุปสรรคทำให้ภาคธุรกิจไม่อยากลงทุน

ในความเห็นผม ความไม่แน่นอนที่มีอยู่เป็นผลจากความไม่ชัดเจนในนโยบาย และมาตรการของประเทศ หลักที่จะแก้ปัญหาที่เศรษฐกิจโลกมีอยู่เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป ว่าการแก้ไขจะมีหรือไม่และถ้ามีการแก้ไขจะออกมาอย่างไร ปัจจุบันต้องยอมรับว่า ระบบเศรษฐกิจและระบบธุรกิจโลกมีปัญหามาก และปัญหาก็สะท้อนความล้มเหลวของระบบทุนนิยม ที่มุ่งสร้างการเติบโตเพื่อแสวงหากำไรจนขาดจริยธรรม ทำให้ผลที่ออกมาเป็นการเติบโตของธุรกิจและของเศรษฐกิจโลกที่มีปัญหามาก ให้แต่ประโยชน์เฉพาะส่วนตน แต่สร้างความเดือดร้อนมากต่อส่วนรวม ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม ปัญหาความเหลื่อมล้ำ หรือ การทำผิดกฎหมายและการขาดจริยธรรมในการทำธุรกิจ ผลที่เกิดขึ้นเหล่านี้ไม่ใช่รูปแบบของการเติบโตของเศรษฐกิจที่คนส่วนใหญ่อยากเห็น จึงเกิดเป็นช่องว่างหรือ disconnect ระหว่างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่ได้เกิดขึ้นกับผลลัพธ์ที่คนส่วนใหญ่ต้องการแต่ไม่เกิดขึ้น และได้สร้างความไม่พอใจไปทั่ว ช่องว่างที่มีอยู่นี้ทำให้นโยบายเศรษฐกิจและวิธีการทำธุรกิจของบริษัทเอกชนจำเป็นต้องเปลี่ยน แต่การเปลี่ยนแปลงก็ยังไม่เกิดขึ้นและไม่ชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร ทั้งหมดจึงสร้างความไม่แน่นอนให้มีมากขณะนี้

ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการใหญ่การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและพัฒนา (อังค์ถัด) และอดีตผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) กล่าวในงานสัมมนาว่าภาคธุรกิจขาดเข็มทิศด้านศีลธรรม (Moral Compass) ที่จะนำทางธุรกิจและเศรษฐกิจไปสู่แนวทางที่ถูกต้อง ที่จะลดทอนหรือแก้ไขความล้มเหลวของระบบทุนนิยม ชี้ว่า ปัจจุบันมีอย่างน้อย 5 ประเด็นที่เป็นต้นเหตุของความไม่แน่นอนที่ภาคธุรกิจควรต้องตระหนัก

1. โลกที่เข้าสู่ยุคหลังความเป็นเสรี (Post Liberalism) ที่ฝ่ายบริหารขณะนี้ถืออำนาจเป็นใหญ่ และต้องการใช้อำนาจนี้เพื่อตนเองหรือประเทศของตนมากกว่าเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมหรือของสังคมโลก 2. ดุลอำนาจในระบบเศรษฐกิจการเมืองโลกได้เปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะบทบาทของจีน แต่ข้อเท็จจริงนี้ก็ยังไม่อยู่ในสมการการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโลกของผู้ที่เกี่ยวข้อง 3. เครื่องมือและมาตรการเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะหมดกระสุนหรือหมดพื้นที่ ที่จะใช้แก้ปัญหาที่เศรษฐกิจโลกมี เช่น ต้องใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบที่ไม่เคยใช้มาก่อน 4. การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีที่มีผลอย่างสำคัญต่อการทำธุรกิจ เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง และ 5. ความเหลื่อมล้ำที่มีมากขึ้นมากในระดับเศรษฐกิจโลก

สิ่งเหล่านี้ คือ ปัญหาที่เศรษฐกิจโลกมีขณะนี้ แต่ไม่ชัดเจนว่าปัญหาเหล่านี้จะได้รับการแก้ไขหรือไม่อย่างไร ความไม่ชัดเจนนี้คือต้นตอของความไม่แน่นอนที่ภาคธุรกิจกำลังประสบอยู่ขณะนี้

2. ชัดเจนจากการสัมมนาว่า การกำกับดูแลกิจการที่ดีสามารถมีบทบาทที่จะแก้ไขหรือลดทอนปัญหาที่มีอยู่ได้ ถ้าบริษัทให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจที่มองเลยตัวเองออกไป ไปสู่ผลประโยชน์และผลกระทบที่จะมีต่อผู้ที่เกี่ยวข้องหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เรื่องนี้มีความสำคัญและชัดเจนมากขึ้นหลังวิกฤติเศรษฐกิจโลกปี 2008 ที่ส่งผลกระทบรุนแรงและกว้างขวางต่อหลายฝ่าย ทำให้โฟกัสของการกำกับดูแลกิจการหรือธรรมาภิบาลได้เปลี่ยนจากผู้ถือหุ้นมาเป็นการให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เป็นการเปลี่ยนแนวคิดที่ลดความสำคัญของผู้ถือหุ้นมาเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแทน เพราะถ้าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไม่สนับสนุนธุรกิจของบริษัท โอกาสที่บริษัทจะเติบโตได้ต่อเนื่องและยั่งยืนจะมีน้อยมาก ดังนั้น การทำธุรกิจโดยมีการกำกับดูแลกิจการที่ดีจึงเป็นพื้นฐานของการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้เกิดขึ้นระหว่างบริษัทกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย นี้คือประเด็นเรื่อง Trust หรือ ความไว้วางใจ และถ้า Trust เกิดขึ้น ธุรกิจของบริษัทก็จะสามารถเติบโตได้ต่อเนื่องและยั่งยืน ดังนั้นในโลกของการเปลี่ยนแปลง เห็นพ้องกันว่าธรรมาภิบาลหรือการกำกับดูแลกิจการที่ดี สำคัญมากต่อการทำธุรกิจ

3. หน้าที่ของคณะกรรมการบริษัท จึงต้องทำให้การทำธุรกิจของบริษัทให้ความสำคัญ กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและทำธุรกิจสอดคล้องกับหลักปฏิบัติของการกำกับดูแลกิจการที่ดีและทำธุรกิจอย่างมีจริยธรรม ในเรื่องนี้ ศาสตราจารย์ เมอร์วิน คิง ประธานคณะกรรมการบรรษัทภิบาล จากประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นกูรูระดับโลกในเรื่องธรรมาภิบาล กล่าวในงานสัมมนาว่า บริษัทจริงๆแล้วเหมือนการประกอบขึ้นของชิ้นส่วนต่างๆจนเป็นบริษัทหรือเป็นคนแต่ไม่มีหัวใจและจิตวิญญาณ หน้าที่ของคณะกรรมการคือใส่หัวใจและจิตวิญญาณที่ถูกต้องให้กับบริษัท โดยต้องดูแลฐานะของบริษัทให้มีความเข้มแข็งหรือมีสุขภาพที่ดี (Health of the company) เพื่อสร้างมูลค่าให้กับบริษัทอย่างยั่งยืน (Value creation in a sustainable manner) เพื่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และจิตวิญญาณสำคัญที่บริษัทต้องมี ก็คือการทำธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาลและมีจริยธรรม

ผมคิดว่าชัดเจนจากการสัมมนาว่า การกำกับดูแลกิจการที่ดีนั้นสำคัญ และสามารถลดทอนปัญหาต่างๆที่ระบบธุรกิจโลกในปัจจุบันมีอยู่ได้ และจะช่วยให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน เป็นเสียงสะท้อนหรือ Message ที่สำคัญและชัดเจนต่อภาคธุรกิจทั่วโลก จากการประชุมที่กรุงเทพฯอาทิตย์ที่แล้ว

แชร์ข่าว :
Tags:

i-Newspaperดูทั้งหมด

ดัน3เมกะโปรเจคก่อนสิ้นปี