ดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์

Principal Partner of Slingshot Group & Director of The Iclif Leadership Centre

18 พฤษภาคม 2560
749

Step 1: Start Now

สมองถูกสร้างให้ขี้เกียจ ฟังดูอาจเศร้าใจ แต่คือเรื่องจริง

Dr. Karl Friston แห่ง University College London ผู้ตั้งทฤษฎี Grand Unified Theory อธิบายกฏกลางแห่งระบบการทำงานของสมองว่า “The brain functions by minimizing free energy”
สมองหาวิธีใช้พลังงานน้อยที่สุดเพื่อประคองให้เราอยู่รอด

วิวัฒนาการหลายหมื่นปีของมนุษย์เกิดขึ้นจากการที่เราเปลี่ยนพลังงานกายให้กลายเป็นพลังงานสมอง

Dr. John Medina ผู้เขียนหนังสือ Brain Rules บอกว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อบรรพบุรุษของเราเรียนรู้ที่จะเดินสองขาในทุ่งหญ้า สิ่งที่ตามมาคือพลังงานที่ประหยัดได้อย่างมากมาย และพลังงานนั้นถูกนำไปใช้พัฒนาพลังความคิดแทนเขี้ยวเล็บอันแหลมคม ดังนั้น สำหรับสมองพลังงานจึงเป็นเสมือน ‘น้ำมัน’ ที่ช่วยให้เครื่องจักรของมันเดินอยู่ได้

สมองของเรากินไฟอย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับอวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย แม้จะมีน้ำหนักเพียง 2% ของทั้งหมด (ประมาณ 1.5 กิโลกรัม) แต่ใช้เลือดไปเลี้ยงถึง 20% หรือสิบเท่าของอวัยวะอื่นๆ
เครื่องมือศึกษาสมองในปัจจุบันเช่น fMRI อาศัยอัตราการใช้เลือดเช่นนี้ วิเคราะห์การทำงานของสมอง ทั้งด้านการแพทย์ และด้านการบริหารจัดการสมอง

ในมุม Leadership เราจึงจำเป็นต้องเข้าใจกระบวนการประหยัดพลังงานนี้ ไม่เช่นนั้นเราอาจกลายเป็นผู้ตามสมองไม่ใช่ผู้นำมัน

การทดลองมนุษย์ป๊อปคอร์น ที่คนกินขนมชนิดนี้จนคุ้นชิน กลับเป็นกลุ่มซึ่งไม่สามารถแยกแยะระหว่างของสดใหม่ กับของเก่าค้างคืน หรือเรื่องตายเพราะสมอง กล่าวถึงอุบัติเหตุทางการบินที่ไม่น่าเกิดขึ้นกับกัปตันประสบการณ์สูง กระทั่งเรื่องใกล้ๆ ตัวเราเช่น ลืมว่ากดรีโมตล็อครถแล้วหรือยัง ล้วนเป็นตัวอย่างของสมองที่ตระหนี่จนร่างกายไม่รอด

ผมเคยอธิบายถึงสมองจอมขี้เกียจนี้ไว้ด้วย Survival Pyramid ในหนังสือ ‘ผู้นำสมองใครๆก็เป็นได้’ ถ้าอย่างนั้น ขอนำมาทบทวนสักนิด ถึง การทำงานในสเต็ปต่างๆ ของสมอง

1. X System ขั้นตอนแรกของพีระมิดนี้ใช้ไฟน้อยที่สุด แปลว่าทำง่ายสุดสำหรับสมอง มีไว้เพื่อตอบสนองการเอาตัวรอดโดยเฉพาะ

เวลามีข้อมูลเข้ามาสู่สมอง (Input) เช่น หัวหน้าเรียกคุยที่ห้อง หากสมองคิดว่าเรื่องนี้อาจคอขาดบาดตาย เช่น รู้ตัวว่าไปโกหกลูกค้าไว้ สมองจะดีดไปที่ระบบ Sympathetic หรือที่ Dr. Matthew Lieberman แห่ง UCLA เรียกว่าระบบ X system ซึ่งเป็นตัวย่อของ Reflexive แปลว่า ตื่นตัว ตระหนก ตอบสนองทันควัน หัวใจจะเต้นแรง เลือดจะถูกดึงออกจากหัวไปเลี้ยงเท้าเพื่อเตรียมสู้หรือหนีด้วยสัญชาตญาณ

2. Habit สมองพยายามประหยัดพลังงานไว้ เผื่อต้องใช้ในการเอาตัวให้รอด

ระบบที่สองคือ Habit Formation หรือการทำสิ่งต่างให้เป็นพฤติกรรมซ้ำๆจนเคยชินให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ เวลาเราใช้สมองคิดเรื่องอะไรสมองส่วน Cortex จะกินไฟมากหน่อย แต่พอเราทำจนเป็นนิสัยเช่น การกดล็อครถ Basal Ganglia จะใช้ไฟสมองน้อยกว่า

ข้อควรระวังคือหากเราไม่ดูแลให้ดีสมองจะทำเรื่องที่ไม่ควรเป็น Habit ให้เป็น Habit เช่น การเขียนแผนกลยุทธ์ทำบัดเจดในแต่ละปี หลายองค์กรเช่น โกด้ก หรือ โนเกีย ตกกับดักแบบนี้มาแล้ว ฉีกตัวเองออกจากนิสัยที่คุ้นชินของสมองคนในองค์กรไม่ได้

3. Default Network ระบบของสมองที่ ‘ทำงานโดยไม่ต้องตั้งใจ’ ฝรั่งเรียกว่า ‘Thinking by not thinking’

ความคิดสร้างสรรค์มักเกิดขึ้นจากสมองส่วนนี้ เวลาเราจับแพะผสมกับแกะแล้วได้คำตอบใหม่ๆ ออกมา น่าเสียดายที่ปัจจุบันหลายองค์กรไม่ค่อยมีเวลาให้พนักงานใช้ระบบนี้เท่าไหร่ เอะอะก็นัดประชุม อย่าลืมว่าถ้าเราตั้งใจคิดเมื่อไหร่ระบบนี้จะปิดลง สังเกตไหมครับว่าเรามักคิดอะไรดีๆ ได้หลังตื่นนอน คิดได้ทั้งที่ไม่ตั้งใจคิด และในที่แปลกๆเช่นระหว่างอาบน้ำ

4. Prefrontal Cortex พีระมิดขั้นสุดท้ายใช้ไฟเปลืองสุด คือสมองส่วนหน้า

อย่างที่ผมมักเล่าไปถึงเสมอๆ สมองส่วนนี้มีไว้วางแผน แก้ปัญหา ตัดสินใจ วิเคราะห์ทางเลือก สรุปผลเป็นเป้าหมาย และวินัยในการบังคับตนเองไม่ให้วอกแวก แม้จะกินพลังงานหน่อยแต่ทักษะเหล่านี้มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเอาตัวให้รอด

หัวใจของสเต็ปแรก Start Now คือทักษะของผู้นำในการใช้เจ้า Prefrontal Cortex ให้เอาชนะระบบประหยัดไฟทั้ง 1-3 นั่นเอง

การตระหนักว่า หากเราไม่ก้าวไปข้างหน้าเท่ากับเราถอยหลัง ความกล้าที่จะก้าวออกจาก Comfort Zone ของตน หยุดผัดวันประกันพรุ่ง เลิกบอกตัวเองว่าไม่เป็นไร แล้วเปิดใจรับรู้รักเรียนสิ่งใหม่ๆโดยไม่ด่วนตัดสิน มองโอกาสแห่งอนาคตมากกว่าอุปสรรคที่มากับอดีต ล้วนเป็นทักษะชั้นสำคัญของผู้นำสมอง

เพราะสมองขี้เกียจ ผู้นำสมองจึงต้องขยันครับ!

แชร์ข่าว :
Tags:

i-Newspaperดูทั้งหมด

ชงเลิกงบ‘ดูงานต่างประเทศ’