ดร.พสุ เดชะรินทร์

คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ "มองมุมใหม่"

21 มีนาคม 2560
1708

100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับ ก้าวต่อไป

ในวันที่ 26 มี.ค.นี้ จะถึงวาระครบรอบ 100 ปีของการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำให้มีคำถามที่เกิดขึ้นต่อทิศทางในอนาคต

และก้าวต่อไปของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (รวมทั้งมหาวิทยาลัยอื่นๆ ของไทย) ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะบอกว่าอีก 100 ปีข้างหน้าจุฬาฯ จะเป็นหรือทำอะไรบ้าง แต่สิ่งที่ควรชวนกันคิดคืออีก 5-10 ปีข้างหน้าก้าวต่อไปของจุฬาฯ และมหาวิทยาลัยไทยจะเป็นอย่างไร?

สาเหตุที่มองว่าก้าวเดินต่อของจุฬาฯ (รวมทั้งมหาวิทยาลัยในประเทศไทยทุกแห่ง) ในระยะเวลาไม่เกิน 10 ปีนี้มีความสำคัญเนื่องจากในปัจจุบันมหาวิทยาลัยต่างๆ ของไทย กำลังอยู่ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแแปลงหลายประการ ในอดีตเราอาจจะคิดว่ามหาวิทยาลัยแตกต่างจากองค์กรธุรกิจ ที่อยู่ในสูญญากาศและปราศจากผลกระทบจากปัจจัยภายนอก แต่ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายนอกต่างๆ ได้เข้ามาส่งผลต่อบทบาทและการก้าวต่อไปของมหาวิทยาลัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เริ่มจากความจำเป็นในดำรงอยู่ของมหาวิทยาลัย ที่ในอดีตมหาวิทยาลัยคือแหล่งความรู้ ทั้งการผลิตและถ่ายทอดความรู้ แต่ในปัจจุบันเมื่อคนรุ่นใหม่ต้องการแสวงหาความรู้ พวกเขามีทางเลือกอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น หลักสูตร คอร์ส ความรู้ที่อยู่ในอินเตอร์เน็ตและฟรี รวมทั้งน่าเชื่อถือได้ มีอยู่มากมาย ขณะเดียวกันในต่างประเทศเริ่มเห็นสถาบันเฉพาะทางที่ตั้งขึ้นมา เพื่อสอนในทักษะที่ภาคธุรกิจต้องการมีปริมาณมากขึ้น เช่น สถาบันที่สอนเฉพาะการเขียนโค๊ดเป็นเวลา 12 สัปดาห์ และเมื่อจบแล้วก็มีงานตามบริษัทชั้นนำรองรับทันที

นอกจากนี้ยังมีคำถามต่ออีกว่าใบปริญญากับเกรดนั้นยังมีความจำเป็นอีกหรือไม่ในต่างประเทศนั้นมีกระแสมาแล้วว่าสำหรับระดับปริญญาโทนั้น ใบปริญญาอาจจะมีความสำคัญที่ลดน้อยลง ทั้งนี้เนื่องจากปัจจุบันแต่ละวิชาชีพ มีการสอบวุฒิบัตรหรือ certificate และในวิชาชีพเองการได้วุฒิบัตรสูงสุดของวิชาชีพ (เช่น CFA Level 3) อาจจะมีความสำคัญและคุณค่าต่อวิชาชีพดังกล่าวมากกว่าปริญญาโท ส่วนในประเทศไทย ผู้บริหารระดับสูงจากหลายๆ องค์กรธุรกิจก็มีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า เวลาเลือกรับเด็กเข้าทำงานนั้นเกรดไม่ได้มีความสำคัญเหมือนในอดีต สิ่งที่องค์กรธุรกิจมองหาคือทักษะต่างๆ ที่สามารถจะช่วยให้ทำงานและประสบความสำเร็จได้ เนื่องจากความรู้นั้นพอผ่านพ้นไปก็ล้าสมัย ดังนั้นมหาวิทยาลัยควรจะสอนให้รู้จักวิธีการเรียนรู้และประยุกต์ใช้ความรู้ ไม่ใช่แค่สอนความรู้อย่างเดียว

สำหรับการผลิตองค์ความรู้ ผ่านทางการวิจัย ความคาดหวังต่อบทบาทดังกล่าวของมหาวิทยาลัยก็เปลี่ยนไป ในมหาวิทยาลัยชั้นนำของต่างประเทศเริ่มมีการถกเถียงกันแล้วว่า มหาวิทยาลัยควรจะมุ่งเน้นแต่ผลิตงานวิจัย ที่มีการตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการชั้นนำระดับโลกที่มีคนอ่านเข้าใจเพียงแค่ร้อยคนทั่วโลก หรืองานวิจัยที่ก่อให้เกิด impact ต่อสังคมและภาคธุรกิจ? ขณะเดียวกันภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และสังคมของไทยก็มีความคาดหวังต่องานวิจัยของมหาวิทยาลัย ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์หรือคุณค่าต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศมากขึ้น

ความท้าทายต่างๆ ข้างต้นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่ง เนื่องจากมหาวิทยาลัยไทย ยังต้องเผชิญกับการเข้ามาแข่งขันในภูมิภาคนี้จากมหาวิทยาลัยชาติตะวันตก ที่มองเห็นโอกาสการเติบโตของภูมิภาคเอเชียและต้องการเข้ามามีบทบาทมากขึ้นทั้งการรับนักศึกษาหรือการเข้ามาทำวิจัย รวมถึงความท้าทายจากเทคโนโลยีที่ทำให้รูปแบบ กระบวนการเรียนการสอนเปลี่ยนไป ผู้เรียนมีโอกาสและทางเลือกในการเรียนรู้เพิ่มขึ้น ยังไม่นับปัญหาอัตราการเพิ่มของประชากรที่ลดน้อยลงทำให้จำนวนคนเรียนมหาวิทยาลัยของไทยลดน้อยลง รวมถึงผู้เรียนในปัจจุบันที่กลายเป็นคน Gen Z ในขณะที่ผู้สอนยังเป็น Baby Boomer และ Gen X ที่อาจจะไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับความต้องการของคนยุคใหม่

ที่เขียนมาข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความท้าทายที่จะเข้ามามีผลกระทบต่อบทบาทและก้าวเดินต่อไปของมหาวิทยาลัยไทย ความท้าทายเหล่านี้อาจจะมาเร็วหรือมาช้า อาจจะกระทบแรงหรือกระทบเบา แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือปัจจัยที่ทำให้มหาวิทยาลัย แต่ละแห่งประสบความสำเร็จมาแต่ในอดีต อาจจะไม่ได้เป็นปัจจัยที่ทำให้มหาวิทยาลัย แต่ละแห่งประสบความสำเร็จต่อไปในอนาคต


แชร์ข่าว :
Tags:

i-Newspaperดูทั้งหมด

จี้สนช.เปิดเวทีรับฟังกม.ลูก