บี.กริมขยายอาณาจักร

บี.กริมขยายอาณาจักร
22 พฤษภาคม 2560
16360
 

บี.กริมขยายอาณาจักร 

ดัน บี.กริม เพาเวอร์ ขึ้นแท่นผู้นำผู้ผลิตไฟฟ้าอุตสาหกรรม

พลังงานไฟฟ้าเป็น “เมกะเทรนด์” ที่ยังไม่ตกกระแส เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ ซึ่งแนวโน้มการใช้ไฟฟ้าเติบโตต่อเนื่องทุกปีจึงไม่น่าแปลกใจว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีผู้ประกอบการแห่เข้ามาลงทุนธุรกิจโรงไฟฟ้ากันหนาตา โดยเฉพาะธุรกิจผู้ผลิตไฟฟ้าอุตสาหกรรมที่มีอนาคตสดใส และมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจาก 7% เมื่อปี 2551 เพิ่มเป็น 17% ในปี 2559 ด้วยจุดเด่นของ โรงไฟฟ้าอุตสาหกรรมที่มีไฟฟ้าคุณภาพและมีเสถียรภาพสูง อีกทั้งยังมีไอน้ำจากกระบวนการผลิต ซึ่งเป็นที่ต้องการของโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม นอกจากนี้แนวโน้มของภาคอุตสาหกรรมที่ขยายตัวต่อเนื่องยังส่งผลดีต่อโรงไฟฟ้าด้วย โดยปัจจุบันภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าสูงถึง 75% ของความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด

 


บี.กริม เพาเวอร์ ถือเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้ารายใหญ่ของประเทศไทย โดยโครงการโรงไฟฟ้าอุตสาหกรรม“ทั้งหมด13 แห่ง” ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศไทยและเวียดนาม ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ สวนอุตสาหกรรมบางกะดี นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง และนิคมอุตสาหกรรมเหมราช และนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ เบียนหัว ซึ่งบริษัทสามารถจำหน่ายไฟฟ้าและไอน้ำให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมได้โดยตรง โดยมีลูกค้าอุตสาหกรรมมากกว่า 300 ราย

ภายใต้การนำของ ปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งในขณะเดียวกันดำรงตำแหน่งเป็นนายกสมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ปักธงที่จะสร้างอาณาจักรธุรกิจพลังงานไฟฟ้าให้กับองค์กร ด้วยวิสัยทัศน์ “สร้างพลังให้กับสังคมโลกด้วยความโอบอ้อมอารี” โดยภายในปี 2564 บริษัทจะกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งเป็น 2,357 เมกะวัตต์ และกำลังการผลิตไอน้ำติดตั้งเป็น 500.0 ตันต่อชั่วโมง ภายใต้โครงการโรงไฟฟ้าทั้งสิ้น 43 โครงการ ซึ่งประกอบด้วย  โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม 2,111.1 เมกะวัตต์ และกำลังการผลิตไอน้ำติดตั้งรวม 500.0 ตันต่อชั่วโมง โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 114.2 เมกะวัตต์และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ 102.6 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังงานลม 16.0 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง 13.0 เมกะวัตต์

ปัจจุบันเปิดดำเนินการแล้ว 28 โครงการ มีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 1,626 เมกะวัตต์และกำลังการผลิตไอน้ำติดตั้ง 350 ตันต่อชั่วโมง

นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนในธุรกิจซื้อขายไฟฟ้าในประเทศเวียดนามและโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป. ลาวรวม 8 โครงการ

“ตลาดพลังงานในประเทศลาวและเวียดนาม มีแนวโน้มเติบโตอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากปัจจุบันประเทศลาวมีไฟฟ้าใช้เพียง 70% ของความต้องการทั้งหมด ส่วนประเทศเวียดนามเองก็มีการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจอย่างโดดเด่น ซึ่งทำให้เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้ามากขึ้นด้วยเช่นกัน”

ขณะเดียวกัน บี.กริม เพาเวอร์ ก็ยังศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าในกลุ่มประเทศอาเซียนเพิ่มเติม ได้แก่ อินโดนีเซีย เมียนมาร์ มาเลเซีย เวียดนาม กัมพูชา และฟิลิปปินส์ โดยล่าสุดได้ทำการลงนามในบันทึกความเข้าใจ(MOU)กับ ปอยเปด พีพีเอสอีแซดโค โดย MOU นั้นมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเสนอกรรมสิทธิ์เพื่อพัฒนาและควบคุมโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า ผ่านข้อตกลงจัดซื้อพลังงานสำหรับเขตเศรษฐกิจพิเศษปอยเปต  

ภายใต้ยุทธศาสตร์การสร้างอาณาจักรโรงไฟฟ้าบริษัทได้วางแผนเข้าระดมเงินทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยจะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ไม่เกิน 775,500,000 หุ้น เป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุน จำนวนไม่เกิน 705,000,000 หุ้น และหุ้นส่วนเกิน จำนวนไม่เกิน 70,500,000 หุ้น โดยมี บล.กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บล.บัวหลวง จำกัด (มหาชน)และบล.ภัทร จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

คุณปรียนาถ มองว่าธุรกิจพลังงานเป็น “ดาวรุ่ง” ที่มีอนาคต เพราะเป็นสายเลือดที่หล่อเลี้ยงภาคอุตสาหกรรม เป้าหมายของบี.กริม เพาเวอร์ คือการรักษาตำแหน่ง“ผู้นำ” โรงไฟฟ้าสำหรับภาคอุตสาหกรรม โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้าที่มีมากว่า 20 ปี ในการจัดหาสัญญาซื้อขายไฟฟ้า การพัฒนา ออกแบบและก่อสร้างโครงการ การบริหารจัดการการบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าและระบบสายส่งไฟฟ้าและท่อไอน้ำ

“บริษัทเป็นหนึ่งในผู้ประกอบธุรกิจผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนไม่กี่รายในประเทศไทยที่มีทีมงานบำรุงรักษาซึ่งมีความสามารถในการดำเนินงานซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ (Major Overhauls) ได้เอง ทั้งนี้โครงการโรงไฟฟ้า ABPR1 และโครงการโรงไฟฟ้า ABPR2 ของบริษัท ได้รับรางวัล "POWER-GEN Asia Project of the Year" ในประเภทของ "The Best Distributed Generation Project" สำหรับโครงการ SPP ซึ่งเป็นการยืนยันความสามารถในการบริหารจัดการโครงการโรงไฟฟ้าของบริษัท”

สำหรับระบบการจัดการนั้นมีมาตรฐานระดับสากล เช่นเดียวกันกับบริษัทแม่ บี.กริม ที่โดดเด่นด้านการนำเทคโนโลยีระดับโลกมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยมากว่า 139 ปี โดย บี.กริม เพาเวอร์ นำเทคโนโลยีและอุปกรณ์คุณภาพระดับโลกเข้ามาเพื่อให้บริการและผลิตไฟฟ้าให้แก่โรงงานเหล่านี้ นอกจากนี้ยังมีกระบวนการควบคุมการส่งไฟฟ้าระดับสากล ด้วยระบบส่วนกลางตลอด24 ชั่วโมง และยังมีการติดตั้งสายส่งไฟฟ้าและท่อเชื่อมโยงลำเลียงไอน้ำตรงไปยังโรงงานของลูกค้าแต่ละราย เพื่อประสิทธิภาพของกระบวนการการผลิตของลูกค้า เมื่อประกอบกับความเชี่ยวชาญของบุคลากรของ บี.กริม เพาเวอร์ ทำให้การดูแลลูกค้าแต่ละรายเป็นไปอย่างเป็นมืออาชีพ

การบริหารจัดการมาตรฐานสากลนี้ ทำให้บี.กริม เพาเวอร์ มีความมั่นคงทางรายได้จากสัญญาซื้อขายระยะยาวกับทั้งภาครัฐและภาคเอกชน กฟผ. (อายุสัญญา 21 ถึง 25 ปี) กฟภ. (อายุสัญญา 25 ปี) EDL (อายุสัญญา 25 ปี) และลูกค้าอุตสาหกรรม (อายุสัญญา 5 ถึง 15 ปี)

สำหรับผลประกอบการย้อนหลัง 3 ปี เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปี2557 มีรายได้ 19,854.1 ล้านบาท ปี 2558 มีรายได้ 23,943.1 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโต 20.6% และปี 2559 มีรายได้ 27,232.3 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 13.74% ขณะที่อัตรากำไรสุทธิปรับปรุงเพิ่มขึ้นจาก 4% เป็น 5.3% และ 7.5% ในปี 2557 ปี 2558 และปี 2559 ตามลำดับ

แชร์ข่าว :
Tags: