วันศุกร์ที่ 03 กันยายน พ.ศ. 2553
การแสวงหาความรู้ทางสังคมศาสตร์ - มนุษยศาสตร์ใหม่เพื่อแก้ปัญหาสังคมไทย

ผมได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ ดร.บุษบา ยงสมิทธ์ ประธานชมรมศิษย์เก่าเจเอสพีเอส ให้ไปเป็นผู้ดำเนินรายการและร่วมเสวนาในการประชุมเรื่อง “ความรู้ทางสังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์ : การบริหารจัดการวิกฤติสังคมไทย” ซึ่งเป็นการประชุมกลุ่มเฉพาะเรื่องในการนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ (Thailand Research Expo 2010) ผมขออนุญาตนำบางส่วนของการประชุมมาเล่าสู่กันฟังนะครับ

ผู้นำเสนองานในหัวข้อการประชุมมีสองท่าน ได้แก่ คุณ Hiroaki Sakurai และ รศ.ดร.สุกัญญา เอมอิ่มธรรม คุณ Hiroaki Sakurai เป็นนักวิชาการทางด้านเศรษฐศาสตร์ชาวญี่ปุ่น ซึ่งได้นำเสนอบทเรียนของการสร้างสังคมคนชั้นกลางของญี่ปุ่น โดยท่านได้แสดงให้เห็นว่าการเกิดสังคมคนชั้นกลางญี่ปุ่นนั้นเกิดขึ้นจากเงื่อนไขทางสังคมการเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญหลายประการ อันได้แก่ ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาที่ทำการปฏิรูปที่ดินทำให้เกิดชาวนาเล็กที่กลายมาเป็นตลาดภายในให้แก่อุตสาหกรรมญี่ปุ่น การเติบโตทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดจากการสนับสนุนอเมริกาในสงครามเกาหลี การสลายกลุ่มทุนไซบัติสึที่เปิดโอกาสให้กลุ่มทุนใหม่ๆ ได้เติบโตขึ้น การขยายการศึกษาและการอพยพแรงงานจากภาคเกษตรกรรมเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม

คุณ Hiroaki Sakurai ได้พยายามชี้ให้เห็นว่าหากสังคมไทยต้องการสร้างสังคมคนชั้นกลางขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ก็ย่อมที่จะต้องเรียนรู้จากสังคมอื่นๆ ให้มากขึ้น สังคมญี่ปุ่นเป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างเท่านั้น

รศ.ดร.สุกัญญา เอมอิ่มธรรม เป็นอาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ท่านได้เสนอบทความเรื่อง “การพัฒนาทางการเมืองอย่างยั่งยืนในภูมิภาคอีสาน” โดยท่านได้เน้นว่าทามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่เข้มข้นมากขึ้นนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาทำความเข้าใจเงื่อนไขที่เป็นจริงของคนในอีสานและหากหวังจะแก้ปัญหาความขัดแย้งก็จำเป็นต้องคิดถึงและศึกษาหลายปัจจัย เช่น การพัฒนาการเมืองแบบขนบ การต่อสู้ทางชนชั้น กระบวนการเคลื่อนเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตย การสร้างสถาบันการเมืองลักษณะใหม่ และการต้องทำความเข้าใจกลุ่มประชาธิปไตยที่ลงลึกถึงรากฐาน

ความท้าทายของการปฏิรูปที่ดิน

มีความพยายามอย่างต่อเนื่องมาหลายรัฐบาลในการปฏิรูปที่ดิน แต่ยังไม่มีรัฐบาลไหนเลยที่ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมในการจัดสรรการถือครองที่ดิน และการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดทางเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สร้างความเป็นธรรม และก่อให้เกิดการกระจายความมั่งคั่งและรายได้

อุปสรรคและความท้าทาย ประการแรก ของการปฏิรูปที่ดิน คือ ความถูกต้องของข้อมูลเรื่องการถือครองที่ดินและการใช้ประโยชน์จากที่ดิน พฤติกรรมการเปลี่ยน "ป่า" และ "ที่ดินสาธารณะ" เป็น "ที่ดินส่วนตัว" ของผู้ทรงอิทธิพลทั้งหลาย ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะเป็น นักการเมือง ข้าราชการหรือพ่อค้า แน่นอนที่สุดว่า การแสวงหาประโยชน์อันมิชอบเหล่านี้ ล้วนได้รับความร่วมมือจากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการที่ดิน มีการปลอมแปลงเอกสารสิทธิ ทำให้เกิดความสับสนในเรื่องข้อมูลเรื่องที่ดิน การสำรวจสิทธิถือครองให้ถูกต้องชัดเจน ชำระสะสางบรรดาเอกสารสิทธิ รุกล้ำที่สาธารณะ ต้องจัดการให้เรียบร้อยก่อนเดินหน้าปฏิรูปที่ดิน

จับกระแส : สงครามที่ยืดเยื้อ
นับตั้งแต่เริ่มเปิดเสรีทางเศรษฐกิจในปี 2521 เศรษฐกิจจีนก็เติบโตอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นหนึ่งในมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน และสร้างความหวาดระแวงให้กับเหล่ามหาอำนาจเก่า อย่าง สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น


ความเหลื่อมล้ำที่สำคัญยิ่ง
ความเหลื่อมล้ำหลายอย่างถูกอ้างถึงว่าเป็นปัจจัยที่เมืองไทยจะต้องปฏิรูป รวมทั้งด้านทรัพย์สิน ด้านรายได้ ด้านการเข้าถึงปัจจัยพื้นฐาน ด้านโอกาสในการศึกษา การรักษาพยาบาลและอำนาจทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกด้านหนึ่งซึ่งอาจสำคัญยิ่งกว่าด้านอื่น นั่นคือ ความเหลื่อมล้ำในความรู้ความเข้าใจในปัจจัยพื้นฐานของวิวัฒนาการและปัญหาของโลกและของไทย คนไทยซึ่งส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนาน่าจะตระหนักถึงความสำคัญของการค้นหาปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหาเพราะแก่นของพุทธศาสนาคืออริยสัจสี่ แต่ก็มักไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่าที่ควรทำให้ส่วนใหญ่ตกอยู่ในบ่วงอวิชชาซึ่งนำไปสู่การแก้ปัญหาไม่ถูกจุด ขอยกตัวอย่างที่ค่อนข้างยาว


จะเอาภาษาไหนเพราะอะไรก็ว่ามา
หมู่นี้เนื่องจากมีการพูดเรื่องประชาคมอาเซียน ในปี 2015 จึงทำให้มีการเน้นความสำคัญของภาษาเพื่อนบ้าน เช่น จากปากของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ว่า เด็กไทยคนไทยควรจะได้ภาษาของประเทศสมาชิกอาเซียน หรือภาษาเพื่อนบ้านด้วย นอกจากภาษาไทย และภาษาอังกฤษ


บทบรรณาธิการ : ทศวรรษที่หายไป
การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่ราบรื่นในหลายประเทศ ทำให้หลายฝ่ายเริ่มวิตกว่าประเทศอุตสาหกรรม อาจกำลังเผชิญช่วงเวลาของเศรษฐกิจชะลอตัว พร้อมกับอัตราว่างงานที่สูง ในลักษณะที่คล้ายคลึงกับ "ทศวรรษที่หายไป" เหมือนที่ญี่ปุ่นเคยเจอมาช่วงทศวรรษ 90 หลังจากฟองสบู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์แตกออก ทำให้ประเทศตกสู่ภาวะเงินฝืดและเศรษฐกิจขยายตัวเฉลี่ยปีละ 1% ในทศวรรษนั้น จนกระทั่งญี่ปุ่นสูญเสียสถานภาพเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลกแก่จีนเมื่อช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ โดยคำนวณเป็นตัวเลขแล้ว จีดีพีไตรมาส 2 ของญี่ปุ่น มีมูลค่า 1.288 ล้านดอลลาร์ เทียบกับจีนที่ 1.336 ล้านล้านดอลลาร์


กาแฟดำ : อำนาจเกินกว่าที่ควร ทำให้ความคิดผิดปกติ
“อำนาจทำให้เสื่อม ยิ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จยิ่งทำให้เสื่อมสมบูรณ์...” คือสัจธรรมที่ควรตระหนักอย่างยิ่งสำหรับคนที่คิดว่ากฎหมายให้อำนาจตนแล้วจะทำอะไร พูดอะไรก็ได้เพียงเพราะคนอื่นไม่ทำอะไรอย่างที่ตนอยากจะเห็นและได้ยินได้ฟัง


copyright © NKT NEWS CO.,LTD.All Right Reserved.
Contact us :ktwebeditor@nationgroup.com