วันอังคารที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2553
ข้อคิดการบริหารเพื่อ พ.ต.อ.สมเพียร

สะเทือนใจมากกับการเสียชีวิตของ พ.ต.อ. สมเพียร เอกสมญา กับนายตำรวจ พลขับ ลูกน้องคู่ใจ โดยเฉพาะได้เห็นความรู้สึกจากคำพูดของท่าน รวมถึงการให้สัมภาษณ์ของสมาชิกในครอบครัว ทั้งภรรยาและลูกๆ ของท่าน

เรื่องนี้มีค่าสูงสุดสำหรับนักบริหารในโลกยุคนี้ เพราะแม้เทคโนโลยีเจริญทำให้มีโอกาสมาก แต่ความขัดแย้งก็สูง การแก้ปัญหาก็ยาก แล้วยังมีกิเลสพอกพูนเพิ่มเป็นอิทธิพลที่มากระทบ

ส่งผลต่อขวัญและกำลังใจ (Morale) ผู้ทำงาน ที่ถูกอ้างว่าเป็นทรัพยากรสุดสำคัญ แต่ทางปฏิบัติ "ระบบและการปฏิบัติ" ยังคงเป็นมีปัญหา และเปิดช่องให้เกิดเกมการเมืองในองค์กร หรือที่เรียกกันว่า Office Politics มากมาย

ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ต่างอยู่ใต้อิทธิพลกับผลประโยชน์ของนักการเมืองกับธุรกิจการเมือง รวมถึงกับข้าราชการที่ขาดหิริโอตตัปปะ มีประโยชน์ทับซ้อนหน้าตาเฉย ทำให้จริยธรรมเสื่อม คุณธรรมทรุด เกิดบริหารผิดพลาดหาประโยชน์เข้าตัว และกัดกินผลประโยชน์ส่วนรวม

เสียงจากกลุ่มพลังเงียบ ยึดสันติภาพ-ไม่เอาความรุนแรง

ความกังวลต่อเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ความขัดแย้งอาจนำไปสู่ความรุนแรง ทำให้พลังทางสังคมจำนวนไม่น้อยออกมารณรงค์ ให้คนไทยร่วมกันสร้างสันติภาพ และสร้างความสมานฉันท์ ไม่เอาความรุนแรง รวมไปถึง การยอมรับว่า ความเห็นที่แตกต่างไม่ใช่ผิดแผก และนำไปสู่ความแตกแยก รวมไปถึงการยอมรับถึงสิทธิเสรีภาพ เคารพความเป็นมนุษย์ของการเคลื่อนอย่างปราศจากอคติ คำนึงถึงความเป็นคนไทยเหมือนกัน

"กรุงเทพธุรกิจ" ได้รวบรวม กลุ่มพลังทางสังคมที่ออกมารณรงค์ เพื่อสร้าง สันติ และความสมานฉันท์ ซึ่งแม้เสียงจะเบาบางแต่ก็เริ่มก่อตัวเป็นพลัง เป็นกระแสที่เกิดขึ้นในสังคมขณะนี้ โดยเริ่มต้นจาก กลุ่ม เครือข่าย “หยุดทำร้ายประเทศไทย - ทุกฝ่ายหยุดใช้ความรุนแรง” ได้ ร่วมกับกลุ่มองค์กรประชาชนต่างๆ ที่ไม่ต้องการเห็นความรุนแรงเกิดขึ้นมาอีกในประเทศไทย จึงขอเสนอแนวทาง 5 ประการเพื่อเป็นคู่มือสำหรับคนกรุงเทพฯ ในการเตรียมพร้อมรับการชุมนุม ดังต่อไปนี้

ความสลับซับซ้อนของระบบเศรษฐกิจ และความมั่งคั่งของชาติ

เราคงเคยได้ยินมาว่าประเทศที่จะได้ประโยชน์และมั่งคั่ง จากการทำการค้าระหว่างประเทศ คือ ประเทศที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษ (Specialization) ในการผลิตสินค้าใดสินค้าหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ มีงานศึกษาล่าสุดเกี่ยวกับความสลับซับซ้อน (Complexity) ทางเศรษฐกิจได้ให้มุมมองที่แตกต่างออกไป

ผมมีโอกาสได้อ่านงานศึกษาของศาสตราจารย์ริคาร์โด เฮ้าส์แมนน์ ซึ่งอยู่ที่ Kennedy School of Government มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และซีซาร์ ฮิดัลโก ซึ่งได้ทำการศึกษาเรื่องความสลับซับซ้อนทางเศรษฐกิจกับความมั่งคั่งของประเทศ (ใน Harvard Magazine ฉบับ March-April 2010) โดยงานชิ้นนี้เป็นการต่อยอดงานศึกษาก่อนหน้านี้ของพวกเขาเกี่ยวกับการทำแผนที่ระยะห่างของสินค้า (Product Space) ซึ่งระบุตำแหน่งคลัสเตอร์ของกลุ่มสินค้าตามความเชื่อมโยงของมัน (ผมได้เขียนอธิบายเรื่องนี้ไว้ในบทความชื่อ "ทฤษฎีลิงกระโดดต้นไม้...นัยต่อการกำหนดทิศทางประเทศ" ตีพิมพ์ในกรุงเทพธุรกิจ วันที่ 10 ม.ค. พ.ศ. 2550)

กาแฟดำ : เรามา'เปลี่ยนประเทศไทย'กันจริงๆ ไหม?
ผมเฝ้าติดตามด้วยใจจดใจจ่อว่าคำขวัญ "เปลี่ยนประเทศไทย" ของแกนนำ นปช. บางคนที่ประกาศตอกย้ำบ่อยครั้งบนเวทีปราศรัยนั้น มีรูปธรรมอย่างไร?


บทบรรณาธิการ : ความชอบธรรมกับยุบสภา
ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมให้รัฐบาล "ยุบสภา" ถึงวันนี้ ยังไม่ได้รับการตอบรับจากประชาชนมากนัก โดยเฉพาะจากภาคธุรกิจที่หลายฝ่ายออกมาคัดค้าน เนื่องจากเห็นว่าการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ ในห้วงเวลาแห่งความขัดแย้งหนักขึ้นในวันนี้ ไม่สามารถที่จะทำให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้ เพราะการหาเสียงของบางพรรคการเมือง ในบางจังหวัดบางพื้นที่คงทำได้ลำบาก ขณะเดียวกัน มุมมองที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง ตรงที่คนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าข้อเสนอ "ยุบสภา" นั้น เป็นการกระทำเพื่อคนคนเดียวมากกว่าจะเป็นการกระทำส่วนรวม ดังนั้น หากกลุ่มผู้ชุมนุมสามารถ "ข้ามพ้น" ปมปัญหานี้ได้ เชื่อว่าข้อเรียกร้องการยุบสภา น่าจะได้แรงสนับสนุนมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะโดยพื้นฐานการบริหารประเทศรัฐบาลในวันนี้แล้ว ในหลายเรื่องมีอำนาจก็จริง แต่บริหารประเทศลำบาก ที่สำคัญ รัฐสภาไม่ได้เป็นมิตรกับรัฐบาลในหลายเรื่อง นโยบายหลายเรื่องที่ยังค้างในสภา และอีกหลายเรื่องที่ถูกขัดขวาง เหตุผลเหล่านี้ ก็มี "ความชอบธรรม" มากพอ ที่จะเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา แต่เมื่อการเคลื่อนไหว "ถูกมอง" และสงสัยว่ากระทำเพื่อคนคนคนเดียวแล้ว ทำให้ "บางสาระสำคัญ" ถูกละเลยไป


ทำอย่างไรถึงจะหายเครียดในสถานการณ์ปัจจุบัน
ท่านผู้อ่านมีความรู้สึกว่าในปัจจุบันบุคคลต่างๆ รอบๆ ตัวเรา เกิดอาการเครียดกันมากขึ้นบ้างไหมครับ จริงๆ โดยปกติการดำรงชีวิต โดยเฉพาะท่านที่อยู่ในเมืองใหญ่ และต้องทำมาหากินหรือเรียนหนังสือก็เครียดพออยู่แล้ว ยิ่งสถานการณ์ความแตกต่างทางความคิด อันนำไปสู่ความแตกแยกที่เกิดขึ้นในระยะหลัง ก็ยิ่งทำให้คนเราเครียดกันมากขึ้น และยิ่งในปัจจุบันที่เราเสพรับสื่อต่างๆ อย่างปัจจุบันทันเหตุการณ์ ไม่ว่าจะผ่านเทคโนโลยีหรือเครือข่ายทางสังคมอันใด ก็ยิ่งทำให้เราเครียดมากขึ้น ท่านผู้อ่านเคยรู้สึกไหมครับว่าบางครั้งการดูข่าวหรือการรับรู้ข่าวกลับทำให้เราเครียดมากขึ้นด้วยซ้ำไป


ก้าวข้าม "ธนาธิปไตย" สู่ "ประชาธิปไตย" ที่แท้จริง
ในยามที่บ้านเมืองมีปัญหาของการเมืองสุมเข้ามาเช่นนี้ ผมขออนุญาตการเปลี่ยนหัวเรื่อง จากด้าน "เศรษฐกิจ" มาเสนอความเห็นด้าน "การเมือง" บ้าง


จับกระแส : อย่าเพิกเฉยล้างหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ
ช่วงนี้การเมืองร้อนพอๆ กับอุณหภูมิรอบตัว ยังหาทางออกไม่ได้ว่าจะลงเอยกันอย่างไร ไม่มีใครรู้ความจริง แต่มีเรื่องหนึ่งที่มีคนรู้จริงแต่ไม่ยอมทำให้เป็นผลทางปฏิบัติ คือ การรวมบัญชีเงินตราและบัญชีเงินสำรองระหว่างประเทศของแบงก์ชาติ เพื่อล้างหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ที่ยังค้างเติ่งในบัญชีอีกกว่า 1.3 ล้านล้านบาท


คิดต่างได้ แต่ไม่เคยฟังกัน : จากข้อสอบ O-Net ถึงการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง
ดูเผินๆ การรณรงค์ของคนกรุงเทพฯ ภายใต้ชื่อ “คนไทยรักกัน คิดต่างได้ แต่ไม่ใช้ความรุนแรง” เป็นการเคลื่อนไหวของ “กลุ่มคน (ชั้น) กลาง” ที่รักสงบ แต่หากมองให้ลึก ก็ให้ชวนตั้งคำถามว่า ที่บอกว่าคิดต่างได้นั้น เป็นเพียงสโลแกนนามธรรมหรือไม่ เพราะการ (อนุญาต) ให้คิดต่างได้นั้น ย่อมหมายรวมถึง การรับฟังและทำความเข้าใจ แต่เท่าที่เห็น ดูเหมือนว่าความคิดที่แตกต่าง มักถูกมองว่า “คิดผิด” และปล่อยให้ลอยไปตามสายลม ไม่ได้รับความสนใจ


copyright © NKT NEWS CO.,LTD.All Right Reserved.
Contact us :ktwebeditor@nationgroup.com