วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2552
Money Cafe : เศรษฐีอนาถา 5 ประเภท

หากเรามองย้อนกลับเมื่อกว่า 2,500 ปีที่แล้ว ในสมัยพุทธกาล คนที่ดำรงชีวิตโดยมีส่วนเกินหรือมีเหลือกินเหลือใช้ ก็คือเศรษฐี และเศรษฐีหรือผู้มีส่วนเกินเหล่านี้ก็มักจะมีโรงทานเพื่อแบ่งปันส่วนที่ตนเองมีเหลือกินเหลือใช้ให้แก่ผู้ที่ขาดแคลน เศรษฐีเล็กก็จะมีโรงทานขนาดเล็ก ส่วนเศรษฐีใหญ่ก็มักจะมีโรงทานขนาดใหญ่หรือมีหลายๆ โรง คำว่า “เศรษฐี” ในสมัยพุทธกาลจึงหมายถึง “ผู้มีโรงทาน”

เมื่อคนที่มี “มากเกินไป” รู้จักแบ่งปันให้แก่คนที่มี “น้อยเกินไป” ความพอดีจึงเกิดขึ้นได้ในสังคม เพราะพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความ “พอดี” พระพุทธองค์ทรงสอนให้เรารู้จักรักษาความพอดีของตัวเองให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้วความสมดุลในสังคมก็จะเกิดขึ้นได้เองอย่างเป็นธรรมชาติ

แต่ในปัจจุบัน เศรษฐีไม่ค่อยมีโรงทาน มีแต่คฤหาสน์หลังใหญ่ที่สวยงามราวกับปราสาทในเทพนิยาย มีที่ดินมากมายจนแทบไม่มีที่จะเก็บโฉนด มีเครื่องบินส่วนตัว เรือยอชต์ รถยนต์ รถสปอร์ต ทรัพย์สินเงินทองส่วนตัวเยอะแยะมากมาย จนจำกันไม่หวาดไม่ไหว และเมื่อส่วนเกินไปกระจุกตัวอยู่กับคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ความสมดุลของส่วนรวมก็หายไป คนจำนวนมากจึงต้องกลายเป็นคนขาดแคลนไปโดยปริยาย

สังคมไทยของเราจะยิ่งด้อยคุณภาพลงไปอีกหากเศรษฐีในบ้านเราเป็นเศรษฐีอนาถา ซึ่งผู้เขียนขอแบ่งออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้

1. เศรษฐีขี้โกง คือ คนที่ร่ำรวยมาจากการคดโกง ประกอบอาชีพที่ไม่สุจริต หาทรัพย์สินเงินทองมาได้โดยไม่ชอบธรรม ไม่ว่าจะเป็นการค้ายาเสพติด ค้าอาวุธ ทุจริตคอร์รัปชัน โกงกินงบประมาณแผ่นดิน กินนมโรงเรียน กินถนนหนทาง กินตั๋วรถเมล์ กินรถไฟฟ้า ใช้เงินปิดหูปิดตาเจ้าหน้าที่เพื่อให้ได้งาน ได้สัมปทาน หรือทำธุรกิจที่เอารัดเอาเปรียบสังคม ผลิตสินค้าไม่มีคุณภาพ ค้ากำไรเกินควร เอาเปรียบพนักงาน ปล่อยน้ำเสียลงในแม่น้ำลำคลอง

คงต้องยอมรับว่าเรื่องราวการคดโกงสารพัดรูปแบบยังมีให้เห็นมากมายในสังคม คนที่ร่ำรวยขึ้นมาได้โดยเส้นทางเหล่านี้ แม้จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายในชีวิต แต่คงหาความสุข ความสงบ ความสบายใจได้ยากในแต่ละวัน เพราะรู้อยู่เต็มอกว่าตัวเองทำอะไรไว้บ้าง ความทุกข์ใจจากความหวาดระแวงจะรุมเร้าอยู่ตลอดเวลา

2. เศรษฐีไร้ฝีมือ คือ คนที่ร่ำรวยจากมรดกตกทอดที่พ่อแม่หรือบรรพบุรุษสั่งสมไว้ให้ซึ่งเมื่อได้มาแล้วกลับไม่รู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งแก่ตัวเองและสังคม แต่กลับผลาญทรัพย์สินเงินทองไปอย่างไร้ค่า ใช้เที่ยวเตร่ เถลไถล ซื้อหาข้าวของราคาแพง ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย แถมการงานก็ไม่ทำให้เป็นชิ้นเป็นอัน ไม่มีผลงาน ไม่ตั้งใจเรียน ไม่เห็นคุณค่าของการทำงาน ไม่มีการพัฒนาตนเอง เพราะเห็นว่าตัวเองมีทุกอย่างตามที่ต้องการแล้ว ไม่เห็นจะต้องทำอะไรให้ลำบาก เศรษฐีอนาถาประเภทนี้ ในที่สุดแล้วก็จะพบว่าตนเองไม่มีคุณค่า ไม่มีความภาคภูมิใจในตนเอง และมักจะไม่มีมิตรแท้ มีแต่มิตรที่คิดจะปอกลอก หลอกลวงเอาทรัพย์สินเงินทอง

3. เศรษฐีปีศาจ คือ คนที่ร่ำรวยแต่กลับใช้เงินใช้ทองที่มีมากมายไปทำร้ายเบียดเบียนส่วนรวมเพื่อประโยชน์ส่วนตัว เช่น สร้างบ้านพักตากอากาศรุกล้ำพื้นที่ป่าสงวน สร้างรีสอร์ทบนชายหาดสาธารณะ หลบเลี่ยงภาษีสารพัดรูปแบบ กระทั่งใช้เงินซื้อเก้าอี้ ซื้อที่นั่งในโรงเรียน ในที่ทำงาน หรือในสภาเพื่อให้ลูกหลานหรือตัวเองได้เข้าไปเรียน เข้าไปทำงานในที่ที่ต้องการ ทั้งที่ไม่มีความรู้ ความสามารถ ไม่มีอุดมการณ์เพียงพอ ทำให้คนที่เหมาะสมกว่า มีความรู้ ความสามารถมากกว่าหมดโอกาสในการเรียน การทำงานหรือการพัฒนาประเทศ เพราะไม่มีเงินถุง เงินถังมาจ่ายค่าแป๊ะเจี๊ย เศรษฐีกลุ่มนี้มักหลงเข้าใจผิด คิดว่ามีคนให้ความเคารพนับถือในตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดูดี และแม้หน้าตาจะยิ้มแย้มแจ่มใส แต่ลึกๆ แล้วมักมีความกังวลใจในความรู้ ความสามารถของตนเองอยู่ตลอดเวลา

4. เศรษฐีโง่ คือ คนรวยที่ไม่รู้จักพอแม้จะมีทรัพย์สมบัติมากมายแต่ก็ไม่เคยพอใจ ต้องการจะมีให้มากขึ้นไปอีก เศรษฐีอนาถากลุ่มนี้จะตั้งหน้าตั้งตาหาแต่เงิน ทำงานหามรุ่งหามค่ำ จนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง ไม่มีเวลาให้ครอบครัว พักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่ได้ออกกำลังกาย ไม่มีเวลาใช้ชีวิตตามธรรมชาติ เพราะมัวแต่ WORK HARD แบบไม่ SMART สักเท่าไร เศรษฐีประเภทนี้อาจจะรู้ตัวเมื่อเส้นเลือดในสมองแตกเพราะความเครียด หรือเป็นเบาหวาน เป็นมะเร็ง เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตไปเพราะไม่เคยดูแลตัวเอง หรือครอบครัวแตกแยก ซึ่งในที่สุดแล้วเงินทองที่ตั้งหน้าตั้งตาหามาได้มากมาย ก็ไม่ได้สร้างความสุขอย่างแท้จริงในชีวิตได้เลย เพราะรู้อะไรก็ไม่สู้ รู้จักพอ!!

5. เศรษฐีเห็นแก่ตัว คือ เศรษฐีที่ไม่รู้จักแบ่งปัน คิดแต่จะสะสมทุกอย่างไว้เป็นของตัวเอง ไว้ให้ลูกหลานตัวเอง ไม่ยอมแบ่งให้แก่สังคม ความเห็นแก่ตัวเหล่านี้ มักก่อให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ เบียดเบียนสังคมอยู่เสมอๆ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่จากคนที่มีโอกาสมากกว่าจึงไม่ถูกแบ่งปันไปให้กับคนที่ด้อยโอกาสกว่า ช่องว่างและความไม่เป็นธรรมในสังคมจึงเพิ่มมากขึ้นทุกวัน

เพราะความสุขในชีวิตไม่ได้วัดกันที่จำนวนทรัพย์สินเงินทอง เศรษฐีอนาถาหรือผู้มีส่วนเกินมากจนเกินพอดีหากอยากลิ้มรสความสุข ความสงบอย่างแท้จริงจึงต้องลดส่วนเกินลงบ้างเพื่อรักษาระดับความพอดีไว้ให้ไม่ขาดไม่เกิน ง่ายๆ เพียงรู้จัก “พอเพียง” และ “แบ่งปัน”

อัจฉรา โยมสินธุ์ : ATCHARA.Y@BU.AC.TH

copyright © NKT NEWS CO.,LTD.All Right Reserved.
Contact us :ktwebeditor@nationgroup.com