9 มกราคม พ.ศ. 2552 14:53:00
แนะผู้ผลิตไทยฉวยจังหวะวิกฤตเมลามีนชิงตลาดจีน
สถาบันอาหาร แนะผู้ผลิตและส่งออกฉวยจังหวะวิกฤติเมลามีนจีนชิงตลาดส่งออกสำคัญ แนะผู้ประกอบการไทยใช้ HACCP คุมมาตรฐาน ความปลอดภัย และสร้างมาตรฐานเหนือจีน
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ดร.ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยว่า จากปัญหาสารเมลามีนปนเปื้อนในนมผงของประเทศจีน ส่งผลให้ผู้บริโภคทั่วโลกเกิดความวิตก ซึ่งมีการประเมินว่าความเสียหายจากวิกฤตเมลามีนครั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
แม้ว่าสารปนเปื้อนดังกล่าวเป็นปัญหา แต่หลายประเทศยังต้องพึ่งพิงการนำเข้าสินค้าอาหารจากจีนอยู่ เพราะจีนมีความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิต และมีกำลังการผลิตสินค้าสนองตอบต่อความต้องการได้อย่างไม่จำกัด ทำให้ปัจจุบันจีนเป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าอาหารรายใหญ่อันดับ 4 ของโลก รองจากสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และบราซิล สินค้าอาหารส่งออกที่สำคัญของจีนประกอบด้วย เนื้อสัตว์ แปรรูป อาหารสำเร็จรูป อาหารทะเลสดแช่เย็นแช่แข็ง ผักผลไม้และธัญพืช
อย่างไรก็ตา ดร.ยุทธศักดิ์ เห็นว่า ปัญหาคุณภาพด้านการผลิตของประเทศจีนจะเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดที่ประเทศจีนถือครองอยู่ ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ ฮ่องกง และรัสเซีย
โดยกลุ่มสินค้าอาหารที่ สถาบันอาหาร มองว่ามีศักยภาพได้แก่ สินค้าอาหารทะเลแปรรูป ไก่แปรรูป ผักและผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งในญี่ปุ่น สินค้ากุ้งแช่แข็ง อาหารทะเลแปรรูป และน้ำผลไม้กระป๋องในสหรัฐอเมริกา สินค้าปลาสดมีชีวิต ไก่แปรรูป และอาหารสัตว์ในเกาหลีใต้ สินค้าเนื้อหมูแช่เย็นแช่แข็ง ไก่สดแช่เย็น ไข่ไก่ และปลาสดมีชีวิตในฮ่องกง และสินค้ากุ้งแช่แข็ง อาหารทะเลแปรรูป ผักและน้ำผลไม้บรรจุกระป๋องในรัสเซีย เป็นต้น
ทั้งนี้การทำตลาดผู้ประกอบการควรเลือกชนิดของสินค้าให้ตรงกับความต้องการของแต่ละตลาดด้วย ตัวอย่างเช่น ตลาดญี่ปุ่นต้องการสินค้าสดใหม่ คุณภาพสูง ในขณะที่สหรัฐอเมริกาต้องการสินค้าปริมาณมาก คุณภาพดีปานกลางและราคาไม่สูงมากนัก เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ผู้บริโภคทั่วโลกต่างไม่เชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าอาหาร จึงทำให้มีความระมัดระวังในการเลือกซื้อและการตรวจสอบสินค้าอาหารทั้งที่ผลิตขึ้นภายในประเทศและอาหารที่นำเข้าจากต่างประเทศอย่างเข้มงวดมากขึ้น ทำให้สินค้าอาหารส่งออกของไทยต้องเข้าสู่ระบบตรวจสอบที่เข้มงวดนี้เช่นกัน จึงอาจเป็นการเพิ่มภาระต้นทุนด้านการตรวจสอบคุณภาพของสินค้าในส่วนนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
"แต่ก็ไม่น่าจะเป็นผลเสียมากนัก เพราะเมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนี้กับการทำให้ผู้ซื้อมีความเชื่อมั่นในสินค้าอาหารของไทยเพิ่มขึ้นแล้วถือว่าคุ้มค่ามาก และที่สำคัญจะส่งผลดีในระยะยาวต่ออุตสาหกรรมอาหารของไทยทั้งในด้านการยกระดับมาตรฐานสินค้าและการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค"
ดร.ยุทธศักดิ์ ย้ำว่า ผู้ผลิตอาหารของไทย จะต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยด้านอาหาร ด้วยการควบคุมกระบวนการผลิตและตรวจสอบสินค้าให้ได้มาตรฐาน ซึ่งโรงงานผู้ผลิตอาหารอาจนำระบบ HACCP หรือการวิเคราะห์จุดวิกฤตที่ต้องควบคุมในผลิตภัณฑ์อาหารเข้ามาช่วยในการการันตีความปลอดภัยด้านอาหาร
เนื่องจาก HACCP เป็นระบบจัดการและควบคุมกระบวนการผลิตให้ได้อาหารที่ปลอดภัยปราศจากอันตรายจากเชื้อจุลินทรีย์ สารเคมี และสิ่งแปลกปลอมต่างๆ เป็นมาตรฐานสากลที่ประเทศผู้ผลิตอาหารชั้นนำทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยให้ความเชื่อถือและนำมาใช้อย่างแพร่หลาย และเมื่อถึงเวลานั้นทั่วโลกจะได้รับรู้ว่าประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกอาหารชั้นนำของโลกอย่างแท้จริง