วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2552
กนกนภา เพิ่มบุญพา Mint2510@hotmail.com
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจที่ถดถอยหนักขณะนี้ การฆ่าตัวตายดูจะเป็นทางเลือกที่นักธุรกิจหลายคนเลือกใช้ หลังจากเครียดกับปัญหาบริหารบริษัทขาดทุนมหาศาลมานาน และดูเหมือนจะกลายเป็นแนวโน้มใหม่ที่มีให้เห็นถี่ขึ้นในโลกของธุรกิจ แม้แต่มหาเศรษฐีพันล้านที่เคยได้รับการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ ให้อยู่อันดับที่ 44 ของบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก อย่างนายอดอล์ฟ เมิร์กเกิ้ล มหาเศรษฐีพันล้าน ชาวเยอรมัน วัย 74 ปี ยังเลือกที่จะฆ่าตัวตาย ด้วยการให้รถไฟพุ่งชน หลังจากธุรกิจประสบปัญหาอย่างหนัก เพราะพิษวิกฤติเศรษฐกิจ
นายเมิร์กเกิ้ล ครองอันดับดังกล่าวเมื่อปี 2550 แต่หลังจากนั้น ทรัพย์สินของเขาก็ลดลงเรื่อยๆ จาก 12,800 ล้านดอลลาร์ เหลือ 9,200 ล้านดอลลาร์ ในปี 2551 ส่งผลให้อันดับความร่ำรวยของเขาร่วงลงมาอยู่อันดับที่ 94 แถมปีที่แล้ว ถือเป็นปีที่ย่ำแย่ที่สุดของมหาเศรษฐีพันล้านรายนี้ เพราะเขาขาดทุนเป็นเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์ จนต้องขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ แต่ก็ไม่เป็นผล
ขณะที่ในญี่ปุ่นภาวะเครียดในหมู่ผู้คนทั่วไปและนักธุรกิจ จนทำให้คิดอยากฆ่าตัวตาย ทำให้การให้บริการโทรศัพท์สายด่วน ที่มีไว้เพื่อปลอบใจคนคิดฆ่าตัวตายเหล่านั้น มีผู้เข้ามาใช้บริการล้นหลาม ผู้อำนวยการหน่วยงานให้บริการโทรศัพท์สายด่วนบอกว่า ปัจจุบันมีอาสาสมัครทำงานด้านนี้ไม่เพียงพอ เพราะแต่ละปีมีคนที่คิดฆ่าตัวตายที่โทรเข้ามารับคำปรึกษาถึงปีละ 7 แสนคนด้วยกัน ขณะที่สถิติการฆ่าตัวตายของคนญี่ปุ่นในแต่ละปีมีจำนวนกว่า 3 หมื่นคน
แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่นักลงทุน หรือผู้บริหารธุรกิจเท่านั้นที่เครียดหนัก มนุษย์เงินเดือนก็เครียดไม่แพ้กันในยุคเศรษฐกิจเช่นนี้ โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนในสหรัฐ ที่ตกงานมากขึ้น ล่าสุด เอดีพี องค์กรให้บริการด้านข้อมูลจ้างงานของสหรัฐ ระบุว่า อัตราว่างงานนอกภาคเกษตรของประเทศ ช่วงเดือนธันวาคม ทะยานไปอยู่ที่ 693,000 คน สูงกว่า 493,000 คน ที่มีการคาดกันไว้ และเพิ่มขึ้นจาก 476,000 คน ของเดือนพฤศจิกายน สะท้อนถึงภาวะจ้างงานที่แย่ลงอย่างหนัก
ขณะที่การจ้างงานภาคบริการในเดือนเดียวกันก็ลดลง 473,000 คน การจ้างงานภาคการผลิตสินค้า ลดลง 220,000 คน ถือเป็นการปรับตัวลดลงติดต่อเป็นเดือนที่ 23 ส่วนการจ้างงานภาคอุตสาหกรรม มีการเลิกจ้างไปแล้ว 120,000 ตำแหน่ง
ส่วนซีกยุโรป ก็มีปัญหาการเลิกจ้างเช่นเดียวกัน โดยกระทรวงแรงงานของเยอรมนี ระบุว่า อัตราการว่างงานเดือนธันวาคม เพิ่มขึ้น 114,000 คน เป็น 3.1 ล้านคน ถือเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 33 เดือน ทำให้รัฐบาลนางอังเกลา แมร์เคิล ต้องเร่งหาทางแก้ปัญหานี้โดยเร็ว ขณะที่เศรษฐกิจของเยอรมนีเริ่มส่งสัญญาณให้เห็นว่าจะตกต่ำรุนแรงที่สุด นับตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
จะเห็นว่านี่แค่เริ่มต้นเดือนแรกของปีเท่านั้น ยังมีเวลาเหลืออีก 11 เดือนกว่า กว่าจะจบปี 2552 ที่น่าจะเป็นปีที่กดกันพอสมควรทั้งต่อภาคธุรกิจใหญ่ กลาง และเล็ก ต่อบุคคลทั่วไป ที่ตกเป็นเหยื่อของพิษเศรษฐกิจถดถอยครั้งนี้ แต่หากคนทั่วไปทุกคน หรือแม้แต่นักธุรกิจทั้งหลาย ดำเนินชีวิต หรือบริหารธุรกิจอย่างใช้สติ ตั้งอยู่บนความไม่ประมาท และประหยัดสตางค์ ก็น่าจะพอเอาตัวรอดได้ตลอดปีนี้