9 มกราคม พ.ศ. 2552 03:00:00
พีซีมะกันทรุดอินเทลปรับลดเป้า20%
ยักษ์ชิพปรับคาดการณ์รายได้ไตรมาสรอบ2 รูดลง 20% หลังความต้องการพีซีในตลาดทรุดหนักต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดคอมพิวเตอร์ไทย เตรียมปรับตัวรับสถานการณ์
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : หนังสือพิมพ์วอลล์ สตรีท เจอร์นัล รายงานว่า บริษัท อินเทล คอร์ป. ส่งสัญญาณเตือนเป็นครั้งที่ 2 ถึงสภาพธุรกิจไตรมาส 4 ซึ่งเป็นสัญญาณสะท้อนความต้องการคอมพิวเตอร์ที่กำลังลดลงอย่างรวดเร็ว และคาดการณ์ตลาดที่แน่นอนยากขึ้น
ผู้ผลิตชิพคอมพิวเตอร์รายใหญ่ กล่าวว่า บริษัทคาดว่าจะมีรายได้ 8.2 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสล่าสุด ปรับตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า 20% แม้ว่าเมื่อเดือน พ.ย. 2550 เคยคาดว่าจะลดลงประมาณ 12% ทั้งนี้ในสภาวะปกติ ผลประกอบการไตรมาส 4 จะเป็นช่วงที่แข็งแกร่งของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
ด้านนายเอกรัศมิ์ อวยสินประเสริฐ กรรมการผู้จัดการบริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ( ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า อินเทล (ประเทศไทย) ยังไม่สามารถให้ความเห็นในส่วนของข่าวที่เกิดขึ้นจากสหรัฐอเมริกาได้ แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่า อินเทลยังคงเดินหน้าลงทุน และพัฒนาเทคโนโลยีไมโครโปรเซสเซอร์อย่างต่อเนื่อง
"ผมเชื่อว่าผู้บริโภคยังต้องการสินค้าที่ดีที่สุดแม้ในสถานการณ์แบบนี้ รวมทั้งในอนาคตหลังจากที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวด้วย และเชื่อว่าความต้องการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นความจำเป็นยิ่งช่วงที่ฝืดเคืองผู้บริโภค ก็ยังต้องการใช้เพื่อการประหยัดค่าใช้จ่าย" นายเอกรัศมิ์กล่าว
ขณะที่ นายปวิณ วรพฤกษ์ ผู้จัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์ และการตลาด กลุ่มธุรกิจเพอร์ซันนัล ซิสเต็ม ส์ กรุ๊ป (พีเอสจี) บริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด (ประเทศไทย) กล่าวว่า ผลกระทบจากยอดจำหน่ายชิพที่ลดลงของอินเทล ในสหรัฐอเมริกา อาจส่งผลกระทบต่อตลาดคอมพิวเตอร์ภาพรวมในไทยบ้าง แต่ไม่มาก เพราะถือว่าเอเชียแปซิฟิกยังดีอยู่ ทั้งเชื่อว่าบริษัทที่อยู่ในเอเมริกาและได้รับผลกระทบจากวิกฤติ จะหันมาลงทุน และขยายตลาดภูมิภาคนี้เพิ่ม
ทั้งนี้ อัตราการเติบโตของตลาดคอมพิวเตอร์ในภูมิภาคเอเชียทั้งพีซี และโน้ตบุ๊ค รวมกันประมาณ 11.2% คาดว่า ไอดีซีอาจปรับตัวเลขลงแต่คงไม่ถึงติดลบ โดยตลาดคอมพิวเตอร์ไทยปีนี้น่าจะอยู่ที่ 2 ล้านเครื่อง แบ่งเป็นพีซี 1 ล้านเครื่อง และโน้ตบุ๊ค 1 ล้านเครื่อง
นายนิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด กล่าวว่า ตลาดคอมพิวเตอร์ไทยโดยภาพรวมอาจจะกระทบบ้าง โดยบริษัทได้ปรับตัวเลขการเติบโตลดลงจาก 30% ปี 2551 เหลือ 15-20% รวมทั้งเตรียมมาตรการรองรับ ทั้งเรื่องการบริหารจัดการ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เน้นส่งเสริมการขายมากขึ้น และปรับลดงบการโปรโมทแบรนด์