8 มกราคม พ.ศ. 2552 16:35:00
เตือนระวังหลงทางอัดฉีดแสนล้านผิดกลุ่ม
นักเศรษฐศาสตร์เตือน อัดฉีดแสนแสนล้าน ระวัง หลงทาง ใส่เงินผิดกลุ่ม เสนอให้เปิดลงทะเบียนคนจนแจกคูปองรายหัว
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นายณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตามรอบแนวทางการใช้จ่ายเงินงบประมาณกลางปี 2552 ว่า หากพิจารณาจากการแบ่งกลุ่มเป้าหมายนั้นมองว่ายังมีความทับซ้อนกันอยู่ อาทิ กลุ่มผู้ปกครอง ทับซ้อนกับกลุ่มผู้รายได้ประจำ ทั้งที่ความจริงการนำเม็ดเงินไปกระตุ้นเศรษฐกิจควรแบ่งตามลักษณะฐานรายได้และกำลังซื้อ แต่ที่สำคัญควรใช้ฐานรายได้เป็นหลัก ดังนั้นจึงสามารถแบ่งได้สองอาชีพหลักคือภาคเกษตรและผู้มีรายได้จากเงินเดือนหรือการลงทุน เมื่อแบ่งเช่นนี้แล้วก็จะทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจมองเห็นเป้าหมายมากขึ้น
ส่วนการสร้างรายได้ด้วยการอัดเม็ดเงินกระตุ้นกำลังซื้อนั้น นักวิชาการ ผู้นี้ กล่าวว่า จุดมุ่งหมายของการกระตุ้นต้องการกระตุ้นอย่างไร เพราะตามหลักแล้วมีหลักในการกระตุ้น 4 อย่าง คือ 1.กระตุ้นการบริโภคภาคครัวเรือน 2. ภาคเอกชน 3.ภาครัฐ และ 4.การค้าระหว่างประเทศ ซึ่งตอนนี้ตัวกระตุ้นที่ใหญ่ที่สุด คือ การบริโภคภาคครัวเรือน แต่รัฐบาลชุดนี้กลับกำหนดกลุ่มที่มีความทับซ้อนกัน ดังนั้นผลที่จะได้รับอาจจะไม่เห็นเด่นชัด ถ้าเลือกผิดกลุ่ม เม็ดเงินที่จะนำไปช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนก็จะผิดตามไปด้วย เหมือนกับขับรถหลงทางก็จะทำให้เสียเวลา
นายณรงค์ กล่าวถึงโครงการถนนไร้ฝุ่น ว่า รัฐบาลควรมีโครงการเมกกะโปรเจกที่ควรวัตถุประสงค์ชัดเจน ซึ่งการจะบรรลุวัตถุประสงค์และมีความเติบโตทางเศรษฐกิจต้องดูว่ามีเงื่อนไขในการหมุนเวียนภายในประเทศหรือไม่ หากเน้นการนำเข้าก็จะไม่เกิดการจ้างงานและผิดวัตถุประสงค์การลงทุนที่กระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนตัวตนมองว่าโครงการที่รัฐบาลควรจะทำคือการขุดลอกคูคลองทั่วประเทศจะเห็นผลมากกว่า เพราะสามารถนำดินที่ขุดขึ้นมาไปขาย การลอกคลองทำให้น้ำไม่ท่วม
นอกจากนี้ ยังทำให้ประชาชนใช้น้ำสำหรับการเกษตรอย่างไม่ขาดและสามารถส่งเสริมการท่องเที่ยวได้อีกทางหนึ่ง ดีกว่าการขุดคลองหน้าบ้านแล้วไม่มีน้ำ ซึ่งถือว่าเป็นการคุ้มทุนมากกว่า โครงการเหล่านี้สามารถจัดทำได้ แต่รัฐบาลต้องตอบคำถามให้ได้ว่าจะนำเงินงบประมาณมาจากไหน เพราะถ้านำงบประมาณมาจากการกู้ยืมก็จะต้องดูว่าการลงทุนที่ไม่คุ้มทุนควรทำหรือไม่ เพราะต้องจ่ายดอกเบี้ยจากเงินกู้ แต่ถ้านำเงินจากเงินคงคลังก็คงต้องดูว่าในคลังขณะนี้มีศักยภาพการจ่ายหรือไม่ ถ้าเราไม่เห็นที่มาของเงินก็ไม่สามารถประเมินได้ว่าโครงการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นจะมีความคุ้มทุนหรือไม่
สำหรับการจัดสวัสดิการรถฟรี น้ำ-ไฟฟรีและการเรียนฟรีนั้นถือเป็นเรื่องที่ไม่ว่าใครขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็ควรจัดสวัสดิการเหล่านี้ให้ประชาชน เพราะถูกระบุไว้ในรัฐธรรมนูญที่รัฐจะต้องอุดหนุนให้กับประชาชน แต่ทุกพรรคการเมืองที่ขึ้นมาเป็นรัฐบาลกลับนำการตลาดมาสร้างคะแนนนิยมให้กับตัวเองเพื่อหวังผลทางการเมืองทั้งนั้น ถ้าหากจะให้ผลดีควรใช้ประชาชนมาลงทะเบียนเพื่อจัดกลุ่มเป้าหมายชัดเจนและออกคูปองให้ประชาชนโดยอาจจะเรียกว่าคูปองพิเศษสำหรับประชาชนเพื่อไม่ให้ผิดกลุ่มเป้าหมาย