bangkokbiznews

BizBook | TOP1000 | Nation E-Commerce | Nation E-Job | Market at Nation | เกี่ยวกับเรา


Lastestnews

Topics

ยานยนต์

  • รายละเอียดข่าว

เอกชนชี้อุตฯยานยนต์ 52 ทรุดหนักแต่เอาตัวรอดได้


:

แนะเร่งพัฒนาทักษะแรงงานรับตลาดฟื้นใน18เดือน

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ถาวร- ปัญหาคือเราตระหนกกับปัญหา พูดกันปากต่อปากไปว่าแรงงานในภาคยานยนต์จะตกงานกันเป็นแสนคน ผู้ผลิตบางรายก็จะถือโอกาส การพูดนั้นดีแต่ต้องพูดบนพื้นฐานข้อมูลที่เป็นจริง หากพูดเรื่องไม่จริงทุกวันเข้าในทางธุรกิจก็อาจจะกลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมา

พิมลวรรณ- ค่ายรถรายใหญ่คงนำร่องในเรื่องปรับแผนการลงทุน ดังนั้นเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนก็จะอยู่ในสถานะตั้งรับ แต่เชื่อว่าคงไม่เป็นปัญหาที่หนักเพราะชิ้นส่วนไทยต่างก็คุ้นเคยดีในเรื่องการปรับลดกำลังการผลิตและลดออเดอร์อย่างที่เคยเจอมาเมื่อวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540

ยงยุทธ- บริษัทต้องเปิดใจคุยกับพนักงาน ถ้าปีนี้สถานการณ์ธุรกิจเลวร้ายยิ่งขึ้น จะแก้ไขอย่างไรต้องมีการเตรียมการและทำความเข้าใจ ไม่เช่นนั้นภาพของการปิดโรงงานจะเกิดขึ้นในโรงงานทั้งที่มีสหภาพและไม่มีสหภาพ เพราะในช่วงวิกฤติทุกคนต้องดิ้นรน ถูกผิดไม่มีใครสน

อัจฉรินทร์-อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังไปได้ เพราะเคยผ่านการปรับตัวครั้งใหญ่เมื่อปี 2541 และหลังจากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ โรงงานประกอบรถยนต์ในไทยมีศักยภาพสูงติดอันดับโลก ทั้งในเรื่องต้นทุนและมาตรฐานการผลิต การเอาตัวรอดนั้นจะทำได้ดี

อนุสรณ์-อี 85 นั้นจะมาช่วยเพิ่มปริมาณการใช้เอทานอลที่ได้จากพืชผลการเกษตร สร้างรายได้และกำลังซื้อให้กับประชาชน จากปัจจุบัน 1 ล้านลิตร/วัน แต่เป้าหมายของกระทรวงพลังงานอยู่ที่ 9 ล้านลิตร/วัน แต่บางจากมองว่าสัดส่วนที่เป็นไปได้คือ 5-6 ล้านลิตร/วัน

อนุพล- ปัญหาภาคแรงงานของผู้แทนจำหน่ายที่ได้รับผลกระทบจากตลาดหดตัว ก็มีแผนช่วยเหลือ โดยจะเปิดเว็บไซต์ เพื่อช่วยเหลือช่างเทคนิคชาวไทยที่มีฝีมือ ให้มีช่องทางในการออกไปทำงานต่างประเทศ

อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ได้ชื่อว่าเป็นอุตสาหกรรมดาวรุ่ง และเป็นดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจตัวหนึ่ง กำลังได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จากปัญหาหลายประการ ทั้งเศรษฐกิจภายในประเทศ การเมือง รวมไปถึงวิกฤติการเงินโลก ทำให้ตลาดที่เคยเติบโตอย่างโดดเด่น เริ่มมีเส้นกราฟที่ปักหัวลง ทำให้เกิดความหวั่นวิตกกันอย่างมาก เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง และมีอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องและการจ้างงานจำนวนมาก

จากปัญหาดังกล่าว "กรุงเทพธุรกิจยานยนต์" จึงได้จัดเสวนาโต๊ะกลม ในหัวข้อ "อุตสาหกรรมรถยนต์ไทย วิกฤติและทางออก" โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่างๆ เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นและหาทางออกร่วมกัน ประกอบด้วยนางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย รองเลขาธิการ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) นายถาวร ชลัษเฐียร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ดร.อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) นายอนุพล ลิขิตพฤกษ์ไพศาล  เลขาธิการสมาคมผู้จำหน่ายรถยนต์ไทย (TADA-Thai Automobile Dealers Association) นายยงยุทธ เม่นตะเภา ประธานสหพันธ์แรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย และ ดร.พิมลวรรณ มหัจฉริยวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด

ชิ้นส่วนวอนอย่าวิตกจนเกินเหตุ 

นายถาวร กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยปี 2551 แต่เดิมคาดว่าจะมียอดผลิตรวมประมาณ 1.41 ล้านคัน แต่เหตุการณ์ปิดโรงงานออโต้ อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) หรือเอเอที โรงงานประกอบรถฟอร์ด-มาสด้า และการลดกำลังการผลิตของเจนเนอรัล มอเตอร์ส หรือจีเอ็ม โตโยต้าและอีซูซุ น่าจะทำให้ยอดการผลิตรถโดยรวมลงมาอยู่ที่ 1.3 ล้านคัน แบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออกประมาณ 6.9 แสนคัน ที่เหลือเป็นการจำหน่ายในประเทศ

อย่างไรก็ตามในอดีตนั้นอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยพอใจกับการขายในประเทศ จนกระทั่งเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ที่ตลาดในประเทศหดตัวรุนแรง ภาคยานยนต์จึงเปลี่ยนทิศทางเป็นการส่งออก จนกระทั่งปี 2550 เป็นปีแรกที่ปริมาณการส่งออกมากกว่าการบริโภคในประเทศ แต่ถึงปัจจุบัน เมื่อเกิดวิกฤติการเงินโลก ตลาดต่างประเทศหดตัว ทำให้ส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างหนัก และแน่นอนว่าส่งผลมาถึงภาคแรงงานด้วย

"ปัญหาคือเราตระหนกกับปัญหา พูดกันปากต่อปากไปว่าแรงงานในภาคยานยนต์จะตกงานกันเป็นแสนคน ผู้ผลิตบางรายก็จะถือโอกาส การพูดนั้นดีแต่ต้องพูดบนพื้นฐานข้อมูลที่เป็นจริง หากพูดเรื่องไม่จริงทุกวันเข้าในทางธุรกิจก็อาจจะกลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมา" นายถาวร กล่าว

นายถาวร กล่าวว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ไทยยังมีศักยภาพในการแข่งขันสูง แต่คู่แข่งอย่างจีน อินเดียและเพื่อนบ้านในอาเซียนก็บีบอยู่รอบด้าน ในสถานการณ์เช่นนี้ แม้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะมีการลดกำลังการผลิต แต่การที่ผู้ผลิตลงทุนเรื่องศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์หรืออาร์ แอนด์ ดีในเมืองไทย ก็จำเป็นเดินหน้า จึงจะมีการเพิ่มแรงงานเข้าไปในระบบเช่นกันโดยเฉพาะวิศวกร แต่คงจะน้อยกว่าเดิมถึง 50%

เชื่อปีครึ่งกลับมาโต แนะใช้โอกาสนี้พัฒนาบุคลากร

นายถาวร กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะไม่ตายอย่างแน่นอน แต่เป็นอุตสาหกรรมที่มีอนาคตอย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ อาจจะมีผู้ผลิตชิ้นส่วนบางรายในระดับ เทียร์ 2 เทียร์ 3 อาจจะต้องปิดตัวลงไป

ทั้งนี้อนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์จะไม่มองแค่การผลิต 2 ล้านคัน/ปี แต่ให้มองถึงเป้าหมาย 2.5 ล้านคัน/ปี แม้ว่าแผนการผลิตเดิมที่ต้องชะลอออกไปก็ต้องทำใจ โดยประเมินกันว่าผลกระทบครั้งนี้จะกินเวลา 18 เดือน โดยในช่วงที่ตลาดหดตัว การผลิตลดลงนี้ ภาคอุตสาหกรรมต้องกลับมาดูเรื่องการพัฒนาบุคลากร แรงงานทักษะสูงจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตในอนาคต

“ความต้องการแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ยังมีอยู่ เนื่องจากในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ค่ายรถยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ได้ลงทุนตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา หรืออาร์แอนด์ดีในเมืองไทยกันมาก การพัฒนาผลิตภัณฑ์รถยนต์โมเดลใหม่ก็ยังคงต้องเดินหน้าและก็มีความต้องการวิศวกรและช่างที่เรียนจบใหม่ แต่ความต้องการแรงงานคาดว่าลดลงประมาณ 50% จากปกติที่อุตสาหกรรมยานยนต์จะรับคนใหม่เข้ามา 32,000 คน/ปี

ชิ้นส่วนฯ ลดแรงงาน 6.6%

นายถาวร กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการประชุมร่วมของกลุ่มผู้ประกอบการยานยนต์และชิ้นส่วนรายใหญ่ 80 บริษัท พบว่ามีจำนวนพนักงานรวมกันประมาณ 1.14 แสนคน แบ่งเป็นพนักงานประจำ 8.5 หมื่นคน และจ้างเหมาค่าแรงหรือซับคอนแทรคท์ 2.9 หมื่นคน คิดเป็นสัดส่วน 25% และผู้ที่เข้าร่วมประชุมประเมินร่วมกันว่า ปี 2552 จะมีการลดพนักงานลง 6.6% หรือประมาณ 7,500 คน 

และหากรวมแรงงานภาคยานยนต์ และชิ้นส่วนทั้งรายใหญ่รายเล็ก พบว่ามีแรงงานรวม 3.5 แสนคน แบ่งเป็นพนักงานประจำ 8.7 หมื่นคน และซับคอนแทรคท์ 2.62 แสนคัน จำนวนแรงงานที่จะลดลงคือ 2.3 หมื่นคน แต่โดยบางบริษัทที่มีออเดอร์ดีก็คงไม่ลดแรงงาน แต่ลดชั่วโมงการทำงานล่วงเวลาหรือโอทีลง เมื่อโอทีหายไปพนักงานบางส่วนก็อาจจะลาออก ทางบริษัทฯก็จะไม่รับคนเพิ่ม

นายถาวร กล่าวต่อว่า การปรับตัวของชิ้นส่วน เพื่อรับมือเศรษฐกิจปี 2552 คือ หากตลาดรถยนต์หดตัวลงประมาณ 10-15% ก็ให้ปรับลดโอทีในวันหยุด ลดโอทีวันทำงาน และหยุดรับพนักงานเพิ่ม หากตลาดรถตกลง 20-40% นายจ้างและลูกจ้างต้องพูดคุยกัน และเปิดให้สมัครใจลาออก ลดจำนวนพนักงานซับคอนแทรคท์ ลดโอทีเหลือ 0.1-0.2 ชั่วโมง/คน/วัน แต่หากตลาดรถตกลงถึง 40-60% ก็ตัดซับคอนแทรคท์ออกไปและงดโอที และหากตกลงกว่า 70% ก็ให้ลดเงินเดือนพนักงานในระดับบริหารและมีการเลย์ออฟพนักงานออกไปบางส่วน ส่วนตลาดจะตกมากกว่านี้นั้นโดยส่วนตัวคิดว่าคงไม่เกิดขึ้น

“ในปี '52 ยอมรับว่าตลาดรถต้องหดตัวลงแน่ โดยเฉพาะยอดขายรถยนต์ใหม่ แต่ก็เป็นโอกาสที่ดีของอะไหล่ทดแทน ปีหน้าอียูก็จะลดจีเอสพีให้กับรถปิกอัพจากไทย ก็เป็นโอกาสที่ดีของชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ไทยที่จะตามไปเปิดตลาดเช่นกัน” นายถาวร

กสิกรไทยคาดตลาดรถโลกหดตัว 10%

ดร.พิมลวรรณ กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เกิดจากปัจจัยภายนอก ที่เป็นลูกโซ่มาจากวิกฤติการเงินสหรัฐอเมริกา ส่วนแนวโน้มปี 2552 เป็นทิศทางถดถอยคาดว่าจะหดตัวลงในระดับ 10%

สำหรับในประเทศไทย ปีนี้การลงทุนของภาคยานยนต์ยังคงมีอยู่ แต่ค่ายรถรายใหญ่คงนำร่องในเรื่องปรับแผนการลงทุน ดังนั้นเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนก็จะอยู่ในสถานะตั้งรับ แต่เชื่อว่าคงไม่เป็นปัญหาที่หนักเพราะชิ้นส่วนไทยต่างก็คุ้นเคยดีในเรื่องการปรับลดกำลังการผลิตและลดออเดอร์อย่างที่เคยเจอมาเมื่อวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540

"ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมินตลาดรถยนต์ไทยไว้ก่อนเกิดเหตุการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ว่าตลาดรถโดยรวมปีนี้น่าจะตกลงประมาณ 2.5 - 3.5% แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์คาดว่าปี'52 ตลาดจะต่ำกว่า 6 แสนคัน อยู่ในระดับ 5.4 - 5.8 แสนคัน หดตัว 5.8 - 12.3% จากปี 2550"

ดร.พิมลวรรณ กล่าวต่อว่า ตลาดส่งออกปีนี้คาดว่าจะมีตัวเลขติดลบเป็นปีแรกนับตั้งแต่ไทยเริ่มเป็นฐานการผลิตรถยนต์เพื่อส่งออก โดยคาดว่าจะหดตัวลง 5 - 14% หรือมีจำนวนประมาณ 7.1 - 7.5 แสนคัน ขณะที่กำลังการผลิตรวมทั้งประเทศน่าจะอยู่ที่ 1.3 ล้านคัน ลดลงจากปี 2551 ที่จะทำได้ประมาณ 1.4 ล้านคัน

"ทิศทางนี้ต้องติดตามดูว่าจะยาวนานแค่ไหน ถ้าคำสั่งซื้อที่ลดลงไปกลับมาในช่วง 6 เดือนหลังจากนี้ตลาดก็คงฟื้นตัวและพอไปได้ ถือว่าพอรับมือไหว" ดร.พิมลวรรณกล่าว

 แนะค่ายรถเปิดใจกับแรงงาน

 นายยงยุทธ เม่นตะเภา ประธานสหพันธ์แรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในภาคแรงงาน ขณะนี้สัญญาณการลดคนงานนั้นชัดเจนและมีอย่างต่อเนื่อง จึงอยากเห็นภาพของการพูดคุยเจรจากันเหมือนปี 2541 ที่บริษัทใหญ่ๆ ล้วนแต่ทำตัวเป็นนายจ้างที่ดี แต่ปีนี้ปัญหาเรื่องแรงงานนั้นรุนแรง ทั้งในมุมของลูกจ้างและลูกจ้าง เช่น การปิดโรงงานเพื่อประท้วงขอโบนัส ที่ลุกลามคล้ายกับแฟชั่น ส่วนนายจ้างบางแห่งก็เรียกพนักงานเก็บของออกมาขึ้นรถแล้วเชิญออกจากโรงงาน ภาพที่ออกมาดูเลวร้ายมาก

"บริษัทต้องเปิดใจคุยกับพนักงาน ถ้าปีนี้สถานการณ์ธุรกิจเลวร้ายยิ่งขึ้น จะแก้ไขอย่างไรต้องมีการเตรียมการและทำความเข้าใจ ไม่เช่นนั้นภาพของการปิดโรงงานจะเกิดขึ้นในโรงงานทั้งที่มีสหภาพและไม่มีสหภาพ เพราะในช่วงวิกฤติทุกคนต้องดิ้นรน ถูกผิดไม่มีใครสน" นายยงยุทธ กล่าว

นายยงยุทธ กล่าวว่า ปี 2552 เป็นปีที่ยากลำบาก ปัจจุบันโรงงานต่างๆ ใช้พนักงานเหมาค่าแรงหรือซับคอนแทรคท์จำนวนมาก บางแห่งสัดส่วนสูงกว่า 50% ขณะที่พนักงานหลักก็มีค่าจ้างไม่สูง รายได้หลักของแรงงานมาจากชั่วโมงทำงานล่วงเวลาหรือโอที เพราะที่ผ่านมาโอทีอยู่ในระดับ 1.5 - 2 เท่ามาตลอด แต่ปี 2552 เมื่อโอทีหายไป หรือกำลังการผลิตเดินแค่ 1 กะ แรงงานซับคอนแทรคท์ก็คงจะหายไป เพราะสวัสดิการไม่ดีเท่าแรงงานหลัก ส่วนแรงงานหลักก็มีรายได้ลดลงแต่ภาระหนี้สินยังคงอยู่เหมือนเดิม กำลังซื้อที่หายไปนั้นเป็นภาวะที่จะเกิดขึ้นกับภาคแรงงานในทุกอุตสาหกรรม

บีโอไอไม่ทบทวนเงื่อนไขอีโคคาร์

นางสาวอัจฉรินทร์  กล่าวว่า วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ค่ายรถบางรายขอให้บีโอไอทบทวนเงื่อนไขอีโค คาร์ ที่รู้สึกว่าเข้มข้นเกินไป แต่บีโอไอคงจะยังไม่ทบทวนในตอนนี้ เพราะต้องการสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นในประเทศและสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์และพลังงานอยู่ในประเทศมากว่า 40 ปี มีผู้เกี่ยวข้องมาก มาตรการส่งเสริมการลงทุนต่างๆ ที่ออกมานั้นต้องเป็นแบบ win-win

"อีโค คาร์ไม่ใช่เซ็กเมนท์ของประเทศไทย แต่เป็นเซ็กเมนท์ของโลก กำลังการผลิตระดับ 1 แสนคัน/ปี/ค่าย เราไม่ได้จำกัดว่าต้องส่งออกเท่าไหร่ เรามองว่าอีโค คาร์เป็นที่ต้องการของโลกจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยและการมาของเทรนด์รถเล็ก" นางสาวอัจฉรินทร์ กล่าว

นางสาวอัจฉรินทร์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังไปได้ เพราะเคยผ่านการปรับตัวครั้งใหญ่เมื่อปี 2541 และหลังจากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ โรงงานประกอบรถยนต์ในไทยมีศักยภาพสูงติดอันดับโลก ทั้งในเรื่องต้นทุนและมาตรฐานการผลิต การเอาตัวรอดนั้นจะทำได้ดี จึงเชื่อว่าโรงงานประกอบรถยนต์ในไทยจะผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้ แต่ต้องยอมรับว่าคำสั่งซื้อโดยรวมจากทั้งในและต่างประเทศคงหายไปอย่างน้อย 20%

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองบีโอไอเชื่อว่า ช่วงครึ่งแรกของปีนี้การลงทุนคงจะไม่มีให้เห็น แต่ช่วงครึ่งปีหลังเชื่อว่าจะมีการลงทุน เพราะมีค่ายรถเริ่มลงทุนอีโค คาร์แล้ว เช่น นิสสันที่คุยกับผู้ผลิตชิ้นส่วนแล้ว และซูซูกิก็ซื้อที่ดินเรียบร้อยแล้ว เป็นต้น ก็จะทำให้เกิดการจ้างงานและดูดซับแรงงานที่ถูกเลิกจ้างในช่วงครึ่งปีแรก

นโยบายเพื่อยานยนต์-พลังงานยั่งยืน

ดร.อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. บางจาก ปิโตรเลียม กล่าวว่า ในส่วนของนโยบายพลังงานก็ได้รับกระทบจากอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ด้วยเช่นกัน และต้องปรับตัว เนื่องจากในอนาคตพลังงานทางเลือกจะต้องเข้ามามีบทบาทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นผู้กำหนดนโยบายต้องคิดอย่างสร้างสรรค์ว่า ผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จะอยู่อย่างไรได้อย่างยั่งยืน ทั้งสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมน้ำมันและค่ายรถยนต์

ทั้งนี้ผู้ค้าน้ำมันสนับสนุนรัฐบาลเต็มที่ในเรื่องพลังงานทางเลือก โดยเฉพาะ อี85 แต่ต้องไม่ลืมด้วยว่า ค่ายผู้ผลิตน้ำมันมีการลงทุนโรงกลั่นน้ำมันมากกว่า 5 หมื่นล้านบาท และสร้างโรงกลั่นศักยภาพสูงในเงื่อนไขที่ไม่ได้คิดรวมเอาเรื่องพลังงานทดแทนเข้ามาเกี่ยวข้อง การที่รัฐบาลสนับสนุนพลังงานทางเลือกที่มีสัดส่วนของเอทานอลสูงอย่าง อี85 ปัญหาที่ตามมาคือน้ำมันส่วนที่เหลือจะเอาไปไว้ที่ไหน ซึ่งอาจจะต้องมองถึงตลาดส่งออกไว้ด้วย

"ถ้าปริมาณการใช้เอทานอลล้ำเส้นสัดส่วน 20% ผู้ค้าน้ำมันก็คงไม่ทำ เพราะกระทบกับธุรกิจตัวเองโดยตรง"

ดร.อนุสรณ์ กล่าวว่า ผู้ค้าน้ำมันไม่ได้กลัวว่าเอทานอลจะมาแย่งตลาดน้ำมัน เพราะเชื่อว่า อี85 นั้น เป็นแค่ทางเลือกหนึ่ง ซึ่งกินส่วนแบ่งตลาดไม่มากนักตามแต่จำนวนรถยนต์เชื้อเพลิงยืดหยุ่นหรือเอฟเอฟวี (FFV) ที่ต้องนำเข้าและมีราคากว่า 2 ล้านบาท โดยค่ายยุโรป จึงไม่อยากให้ค่ายญี่ปุ่นกังวลเพราะจำนวนรถคงไม่มากแค่หลักพันคันเท่านั้น แต่อี 85 นั้นจะมาช่วยเพิ่มปริมาณการใช้เอทานอลที่ได้จากพืชผลการเกษตร สร้างรายได้และกำลังซื้อให้กับประชาชน จากปัจจุบัน 1 ล้านลิตร/วัน แต่เป้าหมายของกระทรวงพลังงานอยู่ที่ 9 ล้านลิตร/วัน แต่บางจากมองว่าสัดส่วนที่เป็นไปได้คือ 5-6 ล้านลิตร/วัน ในส่วนไบโอดีเซลปัจจุบันใช้อยู่ 1.3 ล้านลิตร/วัน จากปริมาณความต้องการน้ำมันรวม 70 ล้านลิตร/วัน

การตลาด ต้องใช้บีโลว์ เดอะไลน์ ตรงถึงตัวลูกค้า

ด้านนายอนุพล กล่าวว่า ตลาดรถยนต์ไทยถ้าจะกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง จะต้องมีเซ็กเมนท์ใหม่ เพื่อต่อยอดการเติบโตของตลาดในประเทศให้ไปถึงระดับ 8 แสนคัน ซึ่งรถที่ว่านั้นคือ อีโค คาร์ และเอ หรือ บี คาร์ ที่ขณะนี้มีผู้ประกอบการหลายค่ายแสดงความประสงค์จะลงทุนในเซ็กเมนท์นี้

นายอนุพล กล่าวว่า การเกิดวิกฤติต่างๆ ทำให้ผู้บริโภคอ่อนไหว และตัวเลขนั้นเปลี่ยนแปลงได้ง่ายมาก อย่างไรก็ตาม การขายรถยนต์วันนี้พึ่งพาสินเชื่อถึง 90% หากในปี 2552 เกิดภาวะเงินฝืด จากการท่องเที่ยวที่ซบเซา ก็คงจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงกำลังซื้อโดยรวมและยอดขายรถ อีกทั้งการที่ลีสซิ่งเพิ่มฐานเงินเดือนในการพิจารณาสินเชื่อจากขั้นต่ำ 1.5 หมื่นบาท เป็น 2 หมื่นบาท เป็นแนวทางใหม่ที่ใช้เครดิตเป็นการวัดผลการอนุมัติสินเชื่อ ผู้ขายรถจึงลำบากมากขึ้น ลูกค้ากลุ่มที่ไม่มีสลิปเงินเดือนนั้นยากที่จะได้รับการอนุมัติ ดังนั้นผู้จำหน่ายคงต้องทำงานกันอย่างหนัก และแนวทางหนึ่งที่จะดำเนินการกันก็คือ กิจกรรมการตลาดแบบบีโลว์ เดอะ ไลน์ เพื่อเข้าตัวลูกค้าโดยตรง และชัดเจนมากขึ้น

นายอนุพลกล่าวว่าในส่วนของปัญหาภาคแรงงานของผู้แทนจำหน่ายที่ได้รับผลกระทบจากตลาดหดตัว ก็มีแผนช่วยเหลือ โดยจะเปิดเว็บไซต์ เพื่อช่วยเหลือช่างเทคนิคชาวไทยที่มีฝีมือ ให้มีช่องทางในการออกไปทำงานต่างประเทศ

"การซ่อมรถนั้นเป็นทักษะสากล แค่เรียนภาษาเพิ่มเล็กน้อย โนว์ฮาวนั้นไม่ต่างกัน ในยุคโลกแบนช่างไทยสามารถไปซ่อมเมอร์เซเดส-เบนซ์ หรือโตโยต้าที่ไหนก็ได้" นายอนุพล กล่าว

ส่งต่อให้ผู้อื่น พิมพ์ข่าวหน้านี้ บันทึกข่าวลงเครื่อง

เงื่อนไขในการแสดงความคิดเห็น
1. ทุกคนมีสิทธิ์ แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย กล่าวพาดพิง
2. ทุกคนมีสิทธิ์ แสดงความคิดเห็นได้โดยความยาวไม่เกิน 500 ตัวอักษร ต่อ ความคิดเห็น
3. การลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
4. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใดๆทั้งสิ้นกับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์
เงื่อนไขในการแสดงความคิดเห็น
ชื่อ :
อีเมล์ :
ความคิดเห็น :
 

Hot News Services

3 Hot News Services

advertisement

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

advertisement