5 มกราคม พ.ศ. 2552 00:05:00
change แค่คิดชีวิตก็เปลี่ยน
แต่ไหนแต่ไรมาเราจะคุ้นเคยกับคำพูดที่ว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์ หรือประโยคสัจธรรมที่ว่า ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : การเปลี่ยนแปลง หรือ change ทำให้ผู้ชายผิวสีคนหนึ่งกลายเป็นผู้นำ เป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง ในก้าวจังหวะที่เขากำลังแน่ใจได้ว่า ผู้คนในประเทศอภิมหาอำนาจที่เรียกตัวเองว่า สหรัฐอเมริกา กำลังมองหาอะไรใหม่ๆ เพื่อไปสู่วันที่ดีกว่า
และเขาก็สำเหนียกให้ผู้คนทั่วโลกได้รู้สึกตัวกับคำว่า change, we can believe in คำง่ายๆ ธรรมดา ที่หลายคนมักลืมไปว่ามันเชื่อมั่นได้ พอๆ กับคำว่า god we can trust ในธนบัตรอเมริกา
การเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน ทำให้ผู้ชายผิวขาวในอีกซีกโลกหนึ่ง ได้กลายเป็นผู้นำของประเทศที่ร่ำๆ จะได้ขึ้นชื่อว่า พัฒนาแล้ว มาหลายสิบปี
เขาผ่านเลยจากบรรยากาศระทึกขวัญ และคาบเกี่ยวอยู่บนความไม่แน่นอนในช่วงที่ผ่านมา เพียงเส้นยาแดงผ่าแปด
ก่อนที่จะได้ขึ้นแท่นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศที่มีคนชอบใส่เสื้อสีเหลือง และเสื้อสีแดงเป็นประจำ มากกว่าหนึ่งวันในรอบสัปดาห์
ไม่กี่วันมานี้ ผู้คนทั่วโลกก็เพิ่งผ่านศักราชใหม่มาได้ 5 วัน ถึงจะอ่อนแก่จำนวนชั่วโมงกันไปบ้าง แต่ก็ถือได้ว่าชาวโลก สรรพสัตว์ และต้นไม้ใบหญ้าที่ยังไม่สิ้นอายุขัยไปเสียก่อน ได้ร่วมเฉลิมฉลองการเปลี่ยนผ่านห้วงเวลามาด้วยกัน
อีกเพียง 7 วันนับจากวันนี้ ประเทศที่มีคนชอบใส่เสื้อสีเหลืองและสีแดงมากกว่าหนึ่งวันจะมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกระลอก เป็นการเปลี่ยนแปลงทางด้านผู้นำของเมืองหลวงที่ ว่าที่พ่อเมือง วาดหวังจะให้เป็นมหานครยุคใหม่
เป็นเมืองแห่งความสุข และเป็นเมืองแห่งโอกาส
บรรดาว่าที่พ่อเมืองเหล่านี้ ต่างก็ตั้งเป้าหมายให้ตัวเองได้มีโอกาสเป็น ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง
ซึ่งก็ดูเหมือนว่า การเปลี่ยนแปลง และ ผู้นำ กลายเป็นเรื่องที่เข้าขากันได้ดี
เพราะคราใดที่ผู้นำไม่มีเรื่องราวแห่งการเปลี่ยนแปลงมาเล่า เวลาขึ้นเวทีหาเสียงคราใด ก็ดูเหมือนจะสะดุดขาตัวเองร่ำไป
น่าสนใจมารับรู้และรับฟังกันไหม ว่าบรรดาว่าที่พ่อเมืองแต่ละคน เขามีเรื่องราวที่ทำให้มองเห็นการเปลี่ยนแปลง แบบเดียวกับที่ผู้นำผิวสีเคยประสบความสำเร็จถล่มทลายมาแล้วอย่างไร
โดยเรียงลำดับจากหมายเลขน้อยไปหามาก ไม่เกี่ยวกับ ตัวเต็ง หรือ นอนมา เพราะทุกสนามแข่งมักจะมี ม้ามืด มาสร้างความแปลกใจ เป็นครั้งคราวได้เสมอ
อย่างที่รู้กัน ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน
"เบอร์ 2" ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร เจ้าของสโลแกน คืนรอยยิ้มให้คนกรุงเทพฯ พร้อมคำประกาศทั่วทุกหัวระแหงริมท้องถนนว่า ผมพร้อมนำกรุงเทพฯ สู่มหานครยุคใหม่
เป็นเรื่องน่าคิดว่า คนกรุงเทพฯ ทำรอยยิ้มหล่นหายไปเสียตั้งแต่ตอนไหน
ช่วงที่มีกระแสปลดคนในบางธุรกิจตอนกลางปี 2551 หรือตอนที่พันธมิตรบุกยึดสุวรรณภูมิ-ดอนเมืองปลายปี หรือตอนที่ฟองสบู่ไม่แตก แต่หลายสำนักฟันธงว่าเศรษฐกิจซึมยาวแน่ ยิ่งกว่าวิกฤติตอนปี 2540 อันนำไปสู่แฟชั่นปลดระวางคนระลอกใหม่
การทำให้คนกรุงเทพฯ ยิ้มได้ ไม่ต่างอะไรกับการสร้างองค์กรให้เป็น happy organization ภายใต้การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี ถึงจะไม่ได้กินดี อยู่ดี แต่ก็ขอให้มีจิตใจอบอุ่น ภายใต้บรรยากาศที่เอื้อเฟื้อต่อกัน แม้เพียงส่งผ่านทางสายตา ก็ยังสร้างความรู้สึกที่ดี
องค์กรสร้างสุขต้องทำให้ปากท้องอิ่ม เงินในกระเป๋ามีน้อยหน่อยไม่เป็นไร แต่ผู้นำต้องทำให้มั่นใจได้ว่า วันพรุ่งนี้ มะรืนนี้ ยังพอวางแผนใช้จ่ายทางการเงิน พร้อมๆ กับคิดออมเงินไปได้บ้าง
ขณะเดียวกัน ก็ต้องไม่หลังขดหลังแข็งทำแต่งาน จนลืมไปว่าตกเย็นยังมีข่าวภาคค่ำให้ดู มีละครน้ำเน่าอย่าง ใจร้าว ให้ได้ไปเมาท์ต่อในวงกินข้าววันพรุ่ง มีคนรอบข้างบางคนให้ดูแล แทนที่จะต้องมานับหนึ่งถึงสิบกับเพื่อนร่วมงานที่นั่งข้างๆ จนชีวิตขาดสมดุลระหว่างงานกับความเป็นส่วนตัว
"เบอร์ 8" ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล กับเจ้าของสโลแกน ผมขออาสาซ่อมกรุงเทพฯ
ทำให้รู้สึกขึ้นมาตงิดๆ ว่า ที่ผ่านมากรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ฯ คงจะผุพังไปไม่น้อย หลังผ่านเลยอายุ 200 ปีมาหลายสิบขวบ ว่าที่พ่อเมืองที่คิดจะซ่อมกรุงเทพฯ คงไม่ใช่เพียงแต่สิ่งที่มองเห็นภายนอก ทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง
สิ่งที่กรุงเทพฯ ควรยกเครื่องครั้งใหญ่ คือ จิตวิญญาณแบบไทยๆ เป็นสปิริตของมหานครแห่งอนาคต ที่จะต้องไม่ถูกฉุดกระชากลากถูไปตามกระแสเมืองใหญ่ของโลก ที่ยิ่งใช้ชีวิตก็ยิ่งโดดเดี่ยว ยิ่งอยากทำดีก็ดูจะยิ่งไม่เข้าพวก
"เบอร์ 10" ยุรนันท์ ภมรมนตรี generation X ของพลพรรคไทยรักไทย ในที่สุดแสงสปอตไลท์ก็สาดส่องในฐานะว่าที่พ่อเมืองที่หล่อที่สุด และถ่ายรูปขึ้นกว่าบรรดาว่าที่พ่อเมืองหลายคน ถ้าเกิดยุรนันท์ได้ขึ้นมาจริงๆ คงต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์แล้วว่า
ประเทศที่มีคนชอบใส่เสื้อเหลืองและเสื้อแดงมาชุมนุม มีคนหล่อที่ได้ขึ้นมาเป็นผู้นำระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ ในเวลาไล่เลี่ยกันถึง 3 คน (อีก 2 คน คือ อภิรักษ์ โกษะโยธิน กับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ)
สโลแกนของ ยุรนันท์ คือ 10 นโยบายคุณภาพเพื่อกรุงเทพฯ ที่ดีกว่า ถ้าจะว่าไปแล้วเขาก็เหมือนกับ CEO ของบริษัทในเครือที่ต้องขึ้นตรงกับสำนักงานใหญ่ ยังมี President มี Broad of Director มี Broad of Committee วงเล็กวงใหญ่สรุปนโยบายกันให้วุ่น
"เบอร์ 12" แก้วสรร อติโพธิ หนุ่มใหญ่วัย baby boomer กับเจ้าของสโลแกน ซื่อสัตย์ กัดติด ฟิตงาน บริหารเป็น ว่าที่พ่อเมืองที่ระบุถึงสเปคผู้นำของตัวเองว่าเป็นผู้นำทั้งเก่งและดีในยุคที่สังคมกำลังขาดแคลน
เขาขายภาพแห่งการเปลี่ยนแปลงของกรุงเทพฯ ว่า เป็นเมืองแห่งโอกาสการทำมาหากิน และเป็นเมืองแห่งความสุข แก้วสรรมองเรื่องปากท้องของคนชั้นล่าง กับการจัดสรรโอกาส ที่รับรู้กันดีว่ามีไม่เท่าเทียมกันในสังคม แต่ถ้ากระจายจ่ายแจกออกไปได้มาก โอกาสที่ผู้คนจะมีความสุขก็มากขึ้น
"เบอร์ 14" เอธัส มนต์เสรีนุสรณ์ กับสโลแกน นักบริหารมืออาชีพ มีประสบการณ์ในการทำงาน กทม. ผู้ชายคนนี้มีป้ายหาเสียงเกาะกลุ่มอยู่ใน 4 เบอร์ที่กล่าวมาก่อนหน้า บ้างมากน้อยมากแต่ละพื้นที่แตกต่างกันไป
เขาถูกจัดอยู่เป็นหนึ่งในว่าที่พ่อเมืองที่อยู่นอกสายตา แต่การชูจุดขายว่าเป็นมือปืนรับจ้างที่พกห่อประสบการณ์วงใน ก็ทำให้ผู้ชายคนนี้ดูน่าสนใจไม่น้อย ในฐานะว่าที่ผู้นำที่ไม่ได้ถึงกับมามือเปล่า
ผู้ชายผิวสีที่กลายมาเป็นผู้นำของประเทศสหรัฐอเมริกาเคยประกาศเอาไว้ว่า อเมริกาได้เข้ามาสู่จุดเปลี่ยนแปลงแล้ว
อีก 7 วันจากนี้กรุงเทพฯ ก็กำลังจะเข้าสู่จุดเปลี่ยนแปลงเช่นกัน เราไม่อาจรู้ได้ว่าเราจะได้ผู้นำแบบไหน
แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนรู้สึกได้เหมือนๆ กันคือ เราต้องการผู้นำที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่า
ตราบเท่าที่การเปลี่ยนแปลงยังคงเป็นนิรันดร์...
เรื่อง : วรนุช เจียมรจนานนท์