5 มกราคม พ.ศ. 2552 03:00:00
ผู้บริหารไอที เปิดไอเดียฝ่าวิกฤติ
ท่ามกลางวิกฤติเช่นนี้ ผู้บริหารแถวหน้าในอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคม และไอที มีแนวทางดำเนินธุรกิจอย่างไร "กรุงเทพธุรกิจ" มีคำตอบ
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : เพิ่งก้าวย่างสู่ปีใหม่ 2552 เพียงไม่กี่วันปีนี้เป็นปีที่หลายๆ ฝ่ายต่างหวั่นเกรงว่า จะเป็นปีที่วิกฤติเศรษฐกิจรุนแรงอย่างไม่มีใครจะสามารถรอดพ้นจากผลกระทบไปได้
ท่ามกลางวิกฤติเช่นนี้ ผู้บริหารแถวหน้าในอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคม และไอที มีแนวทางดำเนินธุรกิจอย่างไร "กรุงเทพธุรกิจ" มีคำตอบ พร้อมของฝากข้อคิดดีๆ พึ่งปฏิบัติ ที่ไม่ใช่เพียงพนักงานขององค์กรนั้นๆ จะนำไปใช้ แต่ทุกคนสามารถเลือกนำสิ่งดีๆ ไปปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเองได้
ไอทีซิตี้ชี้ท่ามกลางวิกฤติ ต้องโฟกัสธุรกิจที่ชำนาญ
นายเอกชัย ศิริจิระพัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.ไอทีซิตี้ กล่าวว่า ไม่ว่าสถานการณ์รอบตัวจะเป็นอย่างไรชีวิตต้องมีความหวัง และความชัดเจน ซึ่งการทำธุรกิจต้องโฟกัสสิ่งที่ชำนาญ ในส่วนของบริษัทความชำนาญ คือ ธุรกิจค้าปลีก
ปี 2552 บริษัทยังมุ่งมั่นจะเปิดสาขาเพิ่ม 5 สาขา ระดับพื้นที่ 800-1,200 ตารางเมตร เน้นต่างจังหวัดที่ยังไม่มีร้านไอที ซิตี้อยู่เลย และจะทำงานใกล้ชิดกับซัพพลายเออร์ จัดกิจกรรมการตลาดบีโลว์ เดอะไลน์ เพื่อนำส่งผลิตภัณฑ์ขายสู่ตลาดมวลชน และตลาดแนวดิ่ง
"ยืนยันว่า ไม่ลดกิจกรรมการตลาด จะจัดงานใหญ่ไตรมาสละ 1 ครั้ง และมีอีเวนท์แทรกแต่ละเดือนตามรายไตรมาส ทั้งเสริมด้วยการนำเทคโนโลยีมาแสดง"
ขณะเดียวกัน จะเพิ่มลูกค้าองค์กร หลังจากการทำธุรกิจ 12 ปีที่ผ่านมา ให้ความสำคัญต่อลูกค้าบุคคลเป็นหลัก แต่พบว่า จากปี 2549-2551 บริษัทมีลูกค้าองค์กรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ฉะนั้นจะต่อยอดสินค้าไอที และสินค้าที่สัมพันธ์กับไอที เพื่อเพิ่มความสะดวกแก่ลูกค้า
ส่วนแผนงานอื่นๆ ที่เคยตั้งเป้าหมายว่าจะทำ เช่น การเปิดร้านค้าย่อยๆ หรืออื่นๆ จะหยุดแผนไว้ก่อน จากสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ไม่อำนวย มุ่งโฟกัสสิ่งกระทำ และพิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จ
นอกจากนี้ จากการที่เป็นร้านค้าเฉพาะทาง ทำให้ลูกค้าต้องตั้งใจไปซื้อ เพราะต้องการราคา คุณภาพสินค้า และบริการที่เท่ากันทุกสาขาทั่วประเทศ ฉะนั้น แม้จะไปอยู่ในห้างสรรพสินค้าบางแห่งที่อาจไม่ค่อยมีคนเดิน แต่ร้านไอทีซิตี้ยังมีผู้ซื้อเป็นปกติ ซึ่งจำนวนคนเดินอาจไม่มาก แต่มาแล้วมีเป้าหมายเพื่อ "ซื้อ"
พร้อมกันนี้ เขายังเห็นว่า ทุกช่วงเวลา ไม่ว่าเศรษฐกิจภาพใหญ่จะเป็นเช่นไร ตลาดไอทีมีโอกาสสำหรับทุกคนเสมอ ผู้ค้าหน้าเก่า หน้าใหม่ หรือการที่บางรายจะกลับมาฟื้นตัวช่วงนี้ เพราะไอทีเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว ไม่ว่าจะเป็นระดับโลก และระดับภูมิภาค ทั้งวงการไอทีเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
"บริษัทเมื่อ 20 ปีก่อน มาถึงวันนี้อาจทำเรื่องเดิม และเพิ่มเรื่องอื่นเข้าไป หากทำเรื่องเดิมอย่างเดียวก็ยังประสบความสำเร็จในสายงานนั้นๆ แต่บริษัทที่เพิ่มเรื่องใหม่เข้าไปก็จะประสบความสำเร็จด้านอื่นเพิ่มขึ้น ทำให้เห็นเป็นการเติบโตอย่างชัดเจน เจ้าใหม่จะเข้ามาก็ลำบาก เจ้าเดิมในตลาดก็เต็มแล้ว ขณะที่ธุรกิจไอทีจะได้เปรียบที่เทคโนโลยีเปลี่ยนอยู่ตลอด จึงมีโอกาสสำหรับทุกคนเสมอ"
ดีแทคเชื่อมีโอกาสท่ามกลางวิกฤติ
นายทอเร่ จอห์นเซ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่า วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น เป็นปัญหาที่กระทบประเทศต่างๆ ทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะแค่ประเทศไทย ซึ่งดีแทคคาดหวังว่าแผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจจากภาครัฐ รวมทั้งเงินที่อัดฉีดเข้าสู่ระบบการเงินโดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา และประเทศในยุโรป จะเริ่มส่งผลทางที่ดีแก่ประเทศต่างๆ รวมทั้งไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2552 ส่วนระหว่างนี้ทุกประเทศทั้งภาครัฐและเอกชน คงต้องใช้ทรัพยากร รวมทั้งเครื่องมือทุกอย่างที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ส่วนความหวังต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคมในประเทศไทยนั้น คงเป็นเรื่องการออกใบอนุญาต 3จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ของ กทช. โดยบริษัทหวังว่า กทช. จะสามารถออกใบอนุญาตได้ภายในกลางปี 2552 ตามที่ได้วางแผนไว้ เพื่อให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมที่สนใจสามารถยื่นใบสมัครและเดินหน้าวางระบบ 3จี บนพื้นฐานที่เท่าเทียมกัน
ขณะที่แผนงานที่จะสรรค์สร้างให้ธุรกิจอยู่ได้ในปีหน้าของดีแทค มีแผนงานหลัก ได้แก่ การควบคุมค่าใช้จ่าย ซึ่งไม่จำเป็นต้องหมายถึงการตัดลดงบประมาณ แต่อาจหมายถึงการใช้งบประมาณที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพที่สุด ควบคู่ไปกับการรักษาฐานลูกค้า (customer retention)
พร้อมกันนี้ เขาเชื่อว่า ปี 2552 จะเห็นผู้ประกอบการทุกรายให้ความสำคัญต่อการรักษาฐานลูกค้าเดิมอย่างจริงจังมากขึ้น ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญมากสำหรับธุรกิจที่อิ่มตัวอย่างโทรคมนาคม การรักษาฐานลูกค้าสามารถทำได้ผ่านการทำเซ็กเมนเตชั่นอย่างจริงจังเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่มอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังจะได้เห็นผู้ให้บริการทุกรายมุ่งเน้นเรื่องการยกระดับคุณภาพของการให้บริการ (Customer Service) และการทำโครงการดูแลลูกค้า (CRM) อย่างครบวงจรมากขึ้น ซึ่งหากมีกลยุทธ์การรักษาฐานลูกค้าที่ดีจะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายของบริษัทได้อีกด้วย
การทำการตลาดอย่างสร้างสรรค์ (creative Marketing) หมายถึงการใช้งบการตลาดอย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพสูงสุด ตัวอย่างเช่น การเน้นการทำตลาดแบบเข้าถึงตัวลูกค้า (Direct Marketing) มากกว่าการทุ่มงบไปกับการทำตลาดแบบดั้งเดิม เช่น การซื้อโฆษณาทีวี หรืออื่นๆ
"การทำไดเร็ค มาร์เก็ตติ้งจะได้ผลดีเพราะสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ถูกกลุ่มเป้าหมาย ถูกเวลา และถูกสถานที่ ดีแทคได้ริเริ่มทำการตลาดลักษณะนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเป็นที่รู้จักด้วยชื่อ ดีแทค ม็อบ ซึ่งเป็นการออกไปแนะนำสินค้า หรือบริการของบริษัทให้ลูกค้าในตลาดทั่วประเทศได้รู้จัก ผ่านการนำของผู้บริหารและพนักงานของดีแทคเอง หลายปีที่ทำกิจกรรมนี้มาอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยเดือนละครั้ง ทำให้ลูกค้ารู้จักและเข้าใจสินค้าและบริการของบริษัทมากขึ้น อีกทั้งทีมผู้บริหารและพนักงานก็ได้รับฟังปัญหาและคำชี้แนะจากลูกค้าโดยตรง เพื่อที่จะสามารถนำมาใช้ปรับปรุงการให้บริการของบริษัทต่อไป"
นายทอเร่ ยังเผยแนวคิดหลักของการผลักดันองค์กรให้อยู่รอดอย่างแข็งแกร่ง ก้าวอย่างมั่นคงในปี 2552 ที่ได้รับการประเมินว่าจะวิกฤติหนักว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสื่อสารให้พนักงานเข้าใจถึงสถานการณ์และการกระตุ้นให้พนักงานมีส่วนร่วมเสนอแนะวิธีการ หรือโครงการที่จะช่วยพัฒนางานของตัวเอง หรือของส่วนรวมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ท่ามกลางวิกฤติที่เกิดขึ้น อาจมีหลายคนเสียขวัญ ขาดกำลังใจที่จะก้าวต่อไป ซึ่งนายทอเร่ ฝากข้อคิดที่น่าสนใจไว้เตือนสติทุกๆ คนต่อระยะเวลายากลำบากที่ต้องเผชิญกันว่า เขาชอบคำพูดหนึ่งมาก ซึ่งเวลาเขียนในภาษาจีน คำว่า "วิกฤติ" ประกอบด้วยตัวอักษรสองตัว ตัวหนึ่งหมายถึง "โอกาส" ขณะที่อีกตัวหนึ่งหมายถึง "อันตราย"
"หากเราพยายามมองหาโอกาสในวิกฤติ ขณะเดียวกัน ก็ไม่ชะล่าใจ และเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น เราก็น่าจะสามารถรับมือกับทุกสถานการณ์ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก"
เอไอเอส เน้นรักษาลูกค้าเก่า บริหารจัดการดีไม่ลดพนักงาน
นายวิเชียร เมฆตระการ กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวว่า ความหวังความอยู่รอดของปี 2552 สำหรับเอไอเอส คือ การรักษาฐานลูกค้าไว้ให้อยู่ระดับเดิม พร้อมกับการเติบโตเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย หากสามารถทำได้ เพราะฐานลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ
"เรามีความเชื่อว่า สภาพเศรษฐกิจที่เป็นปัญหาทั่วโลกและสภาพที่ประเทศไทยต้องประสบจากการส่งออกที่ลดลง นักท่องเที่ยวหดหาย มีการลดการจ้างงานตลอดจนปลดคนงานออก โดยเฉพาะภาคการผลิต ลูกค้าเอไอเอส อาจได้รับผลกระทบ ทำให้ลดน้อยลงไป จนถึงเลิกใช้งานสำหรับบางราย การรักษาฐานลูกค้าจึงเป็นสิ่งที่เราคาดหวังว่าจะพยายามรักษาให้อยู่ในระดับเดิมให้ได้ รวมถึงการเติบโตในอัตราที่เราทำได้ด้วย"
อย่างไรก็ตาม เอไอเอสเอง ได้เตรียมการเรื่องปรับลดค่าใช้จ่ายมานานแล้ว แม้จะไม่มีปัญหาเศรษฐกิจโลก การดูแลค่าใช้จ่ายก็จะส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทดีขึ้น
ทั้งนี้ เอไอเอสยังมีช่องทางการปรับปรุงได้อีก ขณะที่ค่าใช้จ่ายเงินส่วนการพนักงาน ถือเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ ดังนั้น การปลด หรือลดพนักงานจึงไม่ใช่เป้าหมายหลักในการลดค่าใช้จ่ายของบริษัท
ส่วนการกระตุ้นตลาดและสร้างแรงจูงใจให้แก่ลูกค้าปีนี้ก็ทำอยู่เป็นประจำ จะเห็นว่าบริษัทยังมีแพ็คเกจโปรโมชั่นออกมาสม่ำเสมอ การดูแลลูกค้าในส่วนต่างๆ ก็ยังดำเนินการอยู่ การตอบแทนลูกค้าก็ยังคงทำสม่ำเสมอ อย่างที่เคยให้คำมั่นในการสื่อสารออกไป และสื่อโฆษณา "หากเป็นลูกค้าเอไอเอสย่อมจะได้มากกว่าเสมอ เพราะเอไอเอสอยู่เคียงข้างคุณ"
ขณะที่แนวคิดที่ต้องดำเนินการของเอไอเอสต่อการดำเนินธุรกิจ คือ ดำเนินธุรกิจให้บริการลูกค้าให้ดีที่สุด ให้ลูกค้าพึงพอใจในการให้บริการ โดยการทำงานต้องคำนึงถึงการใช้จ่ายอย่างมีเหตุมีผล
"เมื่อใช้จ่ายไปแล้วตอบได้ว่า ลูกค้าที่ปลายทางได้รับประโยชน์มากขึ้น มีบริการที่ดีขึ้น รวดเร็วขึ้น พนักงานเองต้องได้รับการดูแล ฝึกอบรมเพิ่มเติมให้มากขึ้น ในช่วงวิกฤตินี้แม้ธุรกิจจะชะลอตัวลง พนักงานอาจจะมีเวลามากขึ้นก็ควรจะเสริมการฝึกอบรมเพิ่มเติมความรู้ใหม่ๆ เพื่อที่จะเตรียมตัวเมื่อเศรษฐกิจพลิกฟื้น บริษัทจะได้วิ่งไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วมากกว่าคนอื่น เพราะขณะที่คนอื่นเพิ่งตื่น เราก็วิ่งไปไกลแล้ว"
ที่สำคัญสำหรับเอไอเอสคือ ลูกค้าเป็นแหล่งที่มาของรายได้ ตราบเท่าที่ลูกค้ายังอยู่กับบริษัท และเข้ามามากขึ้น บริษัทอยู่รอดได้แน่นอน หัวใจการให้บริการคือ ลูกค้า ที่เน้นว่าจะได้รับบริการที่ดีในทุกๆ ด้านจากบริษัท ซึ่งได้บอกพนักงานด้วยคำขวัญง่ายๆ ว่า ไม่มีลูกค้า ก็ไม่มีเรา
พร้อมกันนี้ นายวิเชียรฝากข้อคิดที่พึงปฏิบัติช่วงวิกฤติว่า เรื่องของการใช้จ่ายขององค์กร นอกจากทุกคนในองค์กรจะร่วมกันดูแลแล้ว พนักงานก็ควรดูแลค่าใช้จ่ายส่วนตัวของตัวเองด้วย โดยอย่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย สร้างหนี้สินจนเกินตัว เกินความสามารถในการจ่ายคืน
"ดำรงตนอยู่ในความไม่ประมาท เพราะเศรษฐกิจเป็นวัฏจักร มีขึ้นมีลง มีทั้งรุ่งเรืองและตกต่ำ ชีวิตคนเราก็เช่นกัน สิ่งสำคัญ คือ จะรับมือในช่วงที่เป็นขาลง ตกต่ำ อย่างไร เพื่อให้อยู่รอด และรอช่วงขาขึ้นและเติบโตต่อไป"
อินเทล ทำให้ดีที่สุด เพื่อผลลัพธ์แห่งอนาคต
นายเอกรัศมิ์ อวยสินประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้บริหารสูงสุดของบริษัทสาขาผู้ผลิตชิพประมวลผลรายใหญ่ของโลก กล่าวถึงทิศทางความอยู่รอดของประเทศโดยรวมในปี 2552 ว่า หากจะมองด้านความอยู่รอดของประเทศโดยรวม ต้องขึ้นกับนโยบายการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของรัฐบาลชุดใหม่ นโยบายควรจะชัดเจนและครอบคลุม รวมทั้งมีความโปร่งใส สร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในประเทศ ประชาชนและองค์กรธุรกิจก็จะได้มั่นใจมากขึ้น ทั้งด้านการใช้จ่ายและการลงทุนให้เศรษฐกิจของประเทศดำเนินไปได้
ขณะนี้ทุกประเทศทั่วโลกต่างก็ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย ประเทศที่มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ สามารถโฟกัสกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างชาญฉลาดเท่านั้นจะสามารถผ่านพ้นไปได้
ส่วนแผนงานของอินเทลที่จะสรรค์สร้างให้ธุรกิจอยู่ได้ นายเอกรัศมิ์ กล่าวว่า ถ้ามองถึงการอยู่รอดขององค์กรธุรกิจอย่างอินเทลนั้น การนำเสนอเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ ทั้งด้านสมรรถนะ ราคา และการประหยัดพลังงานอย่างต่อเนื่อง ยังเป็นกลยุทธ์หลักขององค์กร แต่ขณะเดียวกันก็คงต้องวางแผนงานอย่างฉลาดและรอบคอบมากขึ้น ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ติดตามความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจ
พร้อมกันนี้ก็ต้องพร้อมเสมอที่จะปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยในแง่ของการตลาดและการขายจะโฟกัสตลาดที่มีศักยภาพ ทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งกลุ่มลูกค้าของอินเทลและกลุ่มพันธมิตรด้านอื่นๆ เช่น หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะสามารถนำเสนอสินค้าและบริการที่สามารถกระตุ้นตลาดและตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในสภาวะปัจจุบันได้
"อินเทลยังคงนโยบายที่จะส่งเสริมให้อุตสาหกรรมไอทีในประเทศก้าวหน้าต่อไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการในประเทศ ผลักดันโครงการที่สนับสนุนให้เกิดการนำไอทีมาใช้ให้เป็นประโยชน์สำหรับทุกวงการ ตลอดจนการให้ความรู้แก่สังคมและอุตสาหกรรมในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ"
เขายังกล่าวถึงการผลักดันองค์กรให้อยู่รอดอย่างแข็งแกร่ง ก้าวอย่างมั่นคงในปี 2552 ที่ได้รับการประเมินว่าจะวิกฤติหนักว่า นอกจากกลยุทธ์ที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว อินเทลยังมีนโยบายวางแผนงานที่เรียกว่า One Country, One Plan คือ ทุกฝ่ายต้องวางแผนงานที่ตอบสนองเป้าหมายเดียวกัน สอดคล้องกัน และสนับสนุนซึ่งกันและกัน เพื่อที่จะให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
ดังนั้น การสื่อสารภายในองค์กรจะเข้ามามีบทบาทสำคัญที่จะทำให้พนักงานทุกคนมีความเข้าใจตรงกัน และพร้อมที่จะทำงานหนักและก้าวไปด้วยกันท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่มีความท้าทายมากขึ้น
"อินเทลมีหลักการทำงานอยู่อย่างหนึ่งที่ทุกคนมีประจำใจคือ Can Do! เป็นทัศนคติคิดบวกให้ทุกคนไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค คิดเสมอว่าเราทำได้ ให้ทำให้ดีที่สุด ผลจะออกมาเป็นอย่างไรเราจะได้มองกลับไปได้ว่าเราทำอย่างเต็มที่แล้ว งานทั้งที่สำเร็จและล้มเหลวต่างก็ทำให้เราเรียนรู้และพัฒนาตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง" นายเอกรัศมิ์ กล่าวถึงหลักการทำงานที่ชาวอินเทลยึดมั่น และสามารถเป็นตัวอย่างที่ดีให้ทุกๆ คนนำไปปฏิบัติได้
ออราเคิล เชื่อไอที เพิ่มประสิทธิภาพองค์กร
นายณัฐศักดิ์ โรจนพิเชฐ กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคอาเซียนของออราเคิล และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ออราเคิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปี 2552 ยังคงเป็นปีที่ไอทีมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากองค์กรต่างๆ จะพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานของไอที เพื่อนำเสนอขอบเขตการแข่งขันให้เข้ากับสถานการณ์การตลาดที่มีความยากและท้าทายมากขึ้น
สภาวะเช่นนี้องค์กรต่างๆ ให้ความสำคัญต่อเรื่องต้นทุนและค่าใช้จ่ายมากขึ้น รวมถึงการรัดเข็มขัดกันทุกๆ ด้าน รวมทั้งด้านไอทีด้วย อย่างไรก็ดีเป็นที่ยอมรับกันมานานแล้วว่า ไอทีเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพขององค์กรสำหรับการประหยัดค่าใช้จ่าย และช่วยให้ผู้บริหารได้รับทราบข้อมูลเชิงลึกที่มีประโยชน์สำหรับการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ และรองรับการบริหารองค์กรอย่างถูกต้องเหมาะสมและโปร่งใส
เช่นเดียวกับบริษัทส่วนใหญ่ ออราเคิลได้นำเสนอเทคโนโลยีนวัตกรรมต่างๆ ที่ช่วยเรื่องของค่าใช้จ่าย โดยเริ่มจากเครื่องมือที่รองรับการทำงานร่วมกัน สู่เทคโนโลยีต่างๆ เช่น กริด คอมพิวติ้งสำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที รวมไปถึงซอฟต์แวร์ที่นำไปสู่การจัดการและวางแผนทั้งความต้องการและสินค้าคงเหลือที่ดีขึ้น
นอกจากนี้ บุคลากรที่รวมไปถึงการสรรหา การพัฒนา และการรักษาบุคลากร ซึ่งออราเคิลได้นำเสนอเทคโนโลยีด้านบริษัทและรัฐบาลต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มความเหมาะสมของบุคลากรด้วยซอฟต์แวร์การจัดการความสามารถพิเศษ และด้วยซอฟต์แวร์นี้องค์กรต่างๆ จะสามารถพัฒนาความสามารถด้านการดำเนินงาน และสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในเวลาเดียวกัน
ขณะเดียวกัน ถ้าพิจารณาถึงวิวัฒนาการของเว็บ ซึ่งอดีตมีเว็บ 1.0 ที่เป็นเพียงการจัดพิมพ์เผยแพร่เนื้อหาเท่านั้น ต่อจากนั้นก็เป็นเว็บ 1.5 ซึ่งทำให้เว็บไซต์สามารถจัดหาบริการต่างๆ ได้ มาถึงตอนนี้ เว็บ 2.0 ผสมผสานข้อมูลเข้ากับเครือข่ายทางสังคมเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถโต้ตอบสื่อสารกัน
ออราเคิลเล็งเห็นว่าผู้คนต่างเริ่มต้องการจะนำการบริการเว็บ 2.0 ผนวกรวมเข้ากับข้อมูลทางด้านแอพพลิเคชั่นขององค์กร เพื่อทำให้ทั้งลูกค้าและคู่ค้าเห็นภาพสิ่งที่พูดถึงชัดเจนขึ้น หรือเป็นการขับเคลื่อนนวัตกรรมภายใน ดังนั้นถ้าสามารถผนวกรวมประสบการณ์ด้านเว็บ 2.0 ให้เข้ากับแอพพลิเคชั่นการจัดการต่างๆ จะช่วยทำให้การตัดสินใจต่างๆ ง่ายขึ้น
พร้อมกันนี้ ออราเคิลยังหวังว่า "โครงการสีเขียว" จะสามารถสร้างความนิยมในหมู่รัฐบาลและองค์กรต่างๆ ทั้งในประเทศไทย จนไปถึงทั่วภูมิภาค ซึ่งปี 2552 หลายๆ องค์กรได้เริ่มมองหาวิถีทางลดต้นทุน
"และด้วยเทคโนโลยีของออราเคิล เช่น กริดคอมพิวติ้งและสถาปัตยกรรมที่เน้นการบริการ (SOA) ที่ก่อให้เกิดการใช้งานด้านทรัพยากรด้านคอมพิวเตอร์, เวอร์ช่วลไลเซชั่นอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด ที่ช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถปรับเปลี่ยนฟิสิคัลเซิร์ฟเวอร์แต่ละเครื่องที่ไม่ได้รับการใช้งานอย่างเต็มศักยภาพให้กลายเป็นโลจิคัลเซิร์ฟเวอร์หลายๆ เครื่อง และซอฟต์แวร์เพื่อการบริการ ซึ่งช่วยให้หลายๆ องค์กรสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีร่วมกัน"
advertisement

advertisement