31 ธันวาคม พ.ศ. 2551 22:31:00
แนะรัฐแก้ว่างงานเชิงรุกสกัดศก.ชะลอหนัก
นักเศรษฐศาสตร์แรงงาน แนะรัฐบาลออกมาตรการรุกแก้ปัญหาว่างงานกว่า1ล้านรวมครอบครัว4ล้านคนจะเดือดร้อน ส่งผลการบริโภคลด เศรษฐกิจชะลอตัว เน้นสร้างงาน ฝึกอบรมเพิ่ม พร้อมแข่งขัน
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นายแล ดิลกวิทยารัตน์ ศาสตราภิชาน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึง ปัญหาการว่างงานในปี 2552 คาดว่าจะมีจำนวนผู้ว่างงานกว่า 1 ล้านคน แม้จะไม่รุนแรงเท่ากับวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 แต่รัฐบาลต้องหาทางรับมือในเชิงรุก เพระการตกงาน 1 ล้านคนจะเกี่ยวข้องกับคนในครอบครัวอีก 4 ล้านคน
ดังนั้น รัฐบาลต้องเข้าไปหาข้อมูลอย่างใกล้ชิดทั้งโรงงาน บริษัทต่าง ๆ ที่เริ่มมีปัญหา เพื่อหาทางรับมือได้อย่างถูกต้อง และการเข้าไปเจรจาต่อรองกับสถานประกอบการเพื่อลดค่าใช้จ่ายบางส่วนแทนการปรับลดคนงานหรือเลิกจ้างให้เป็นทางเลือกสุดท้าย หากธุรกิจต้องล้มจริง ๆ
ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐต้องบุกเข้าไปถึงโรงงาน สำรวจข้อมูลให้ถูกต้องพร้อมกับแนะนำให้กับแรงงานว่ามีโรงงาน บริษัทแห่งใดยังต้องการับแรงงาน และให้หน่วยงานภาครัฐเป็นผู้รับสมัครแรงงานให้กับเอกชนไปก่อน จึงค่อยส่งต่อให้บริษัท เพราะกรณีที่มีปัญหาเกิดขึ้นผู้ใช้แรงงานหากจะติดต่อกับหน่วยงานราชการก็จะทำได้ค่อนข้างลำบาก
ดังนั้น ภาครัฐต้องเข้าไปดูว่ามีการจ่ายชดเชยการเลิกจ้างให้กับลูกจ้างครบถ้วนหรือไม่ และควรพิจารณาว่าสมควรหรือไม่ที่จะมีการจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้มากกว่า 6 เดือน เพื่อจะได้ออกไปหางานใหม่ทำได้ เนื่องจากขณะนี้เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ปกติเหมือนช่วงที่ผ่านมา ที่สำคัญการเสนอข่าวการว่างงานขณะนี้ กลับทำให้บริษัทหรือโรงงานบางแห่งเอาเปรียบแรงงาน แม้บริษัทยังมีผลดำเนินการได้กำไร จึงถือโอกาสปรับลดโบนัส ลดค่าแรง หรือตัดสวัสดิการพนักงาน จึงต้องดูแลเรื่องดังกล่าวให้เกิดความเป็นธรรมด้วย
สำหรับภาวะการว่างงานของไทยในเดือนตุลาคม 2551 สำนักงานสถิติแห่งชาติสำรวจพบว่ามีคนว่างงานเฉลี่ยในช่วง 10 เดือนแรกปีนี้ 510,000 คน ใกล้เคียงกับ 528,000 คนในปี 2550 สาเหตุที่ภาพรวมในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2551 คนว่างงานมีจำนวนลดลง เนื่องมาจากจำนวนของคนว่างงานในกลุ่มผู้ไม่เคยทำงานมาก่อนลดลง ได้แก่ นักเรียน นักศึกษาจบใหม่ที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน และกลุ่มผู้ที่เคยทำงานในภาคเกษตร ขณะที่สถานการณ์การว่างงานในกลุ่มผู้ที่เคยทำงานมาก่อนยังเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองปัญหาว่างงานมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น อาจนำมาซึ่งปัญหาการบริโภคชะลอตัว และปัญหาหนี้สินที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากการตกงานทำให้ไม่มีรายได้ หรือมีรายได้น้อยลงจากการว่างงานแฝง
ในเบื้องต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ประมาณการผลกระทบกรณีมีการว่างงาน 1 ล้านคน ในไตรมาสแรกปีหน้า เนื่องจากมีบัณฑิตจบใหม่เฉลี่ยทั้งปี 675,000 คน จะทำให้การบริโภคของกลุ่มแรงงานดังกล่าวน่าจะลดลงอย่างน้อยประมาณ 13,000 ล้านบาท หรือลดลงคิดเป็นร้อยละ 0.6 ของการบริโภคภาคเอกชนในปี 2552 ขณะที่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวรุนแรงกว่าที่คาด ย่อมจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการจ้างงานของไทย
ดังนั้น รัฐบาลควรออกมาตรการเร่งด่วนในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และทำพร้อมกันหลายแนวทางโดยการจัดสรรงบประมาณเข้าช่วยเหลือ เพื่อรักษาระดับการจ้างงานไว้ และต้องมีแนวทางจูงใจให้มีการเลิกจ้างน้อยที่สุด การดูแลสภาพคล่องให้พอพยุงกิจการเอาไว้ได้ ไม่ให้ถึงขั้นต้องเลิกการผลิต เช่น การลดภาระด้านภาษี ซึ่งแม้ว่าจะมีผลดีต่อธุรกิจ แต่ก็อาจยังคงไม่เพียงพอสำหรับธุรกิจที่ประสบภาวะหดตัวของคำสั่งซื้อจนขาดทุน ต่างจากการที่รัฐบาลลดอัตราดอกเบี้ยและการเพิ่มค่าลดหย่อนสำหรับค่าใช้จ่ายบางรายการ รวมทั้งภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ซึ่งจะเกิดแรงจูงใจได้มากกว่า แม้อาจกระทบรายได้รัฐบาลบ้าง
ทั้งนี้ เพราะหากมีการเลิกจ้างเกิดขึ้นแล้ว มาตรการรับมือคือการโอนย้ายแรงงานจากสถานประกอบการที่ถูกเลิกจ้างไปยังสถานประกอบการบางแห่งที่ขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมที่เน้นใช้แรงงาน (Labor-intensive) รวมทั้งการสร้าง งานในชุมชนท้องถิ่นเพื่อรองรับแรงงานที่ถูกเลิกจ้างจากภาคอุตสาหกรรมการผลิตและบริการ เพื่อให้มีงานทำและมีรายได้เลี้ยงชีพ ตลอดจนมีการจัดสรรเงินทุนให้แก่แรงงานที่ตกงาน ถูกเลิกจ้าง เพื่อให้สามารถนำไปประกอบอาชีพอื่นได้ และมีการ Re-Training จัดฝึกอบรม เพิ่มทักษะและพัฒนาฝีมือแรงงานให้กับผู้ตกงาน เพื่อป้องกันการเกิดปัญหา Human Capital ถดถอย เพื่อเตรียมความพร้อมให้สามารถแข่งขันได้ เมื่อต้องกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานอีกครั้ง