วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2551
การแถลงนโยบายของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ วันนี้ ควรจะเป็นการแสดงวุฒิภาวะของนักการเมืองของทั้งซีกรัฐบาล "มือใหม่หัดขับ" และฝ่ายค้าน "ป้ายแดง"
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้ความห่าม ความรุนแรงหรือความเป็นศรีธนญชัย เพื่อเอาชนะอีกข้างหนึ่ง ก็จะถูกสังคมประณามว่าไร้ความรับผิดชอบและพยายามจะผลักดันประเทศชาติให้กลับเข้าสู่ภาวะแห่งความปั่นป่วนอีกครั้งหนึ่ง
เป็นท่าทีที่ให้อภัยได้ยากยิ่ง ไม่ว่าใครจะเป็นคนทำให้เกิดความโกลาหลหรือความสับสนต่อความเป็นประชาธิปไตยของชาติก็ตามที
มาตรา 176 ของรัฐธรรมนูญ ระบุว่า คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และชี้แจงการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามมาตรา 75 โดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ ทั้งนี้ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันเข้ารับหน้าที่ และเมื่อแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้วต้องจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติราชการแต่ละปีตามมาตรา 76
วรรคต่อมาบอกว่า
"ก่อนแถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามวรรคหนึ่ง หากมีกรณีที่สำคัญและจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะกระทบต่อประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีที่เข้ารับหน้าที่จะดำเนินการไปพลางก่อนเพียงเท่าที่จำเป็นก็ได้"
วรรคหลังนี่แหละที่ประธานสภาชัย ชิดชอบ พยายามจะตีความว่าหากมีการปิดล้อมรัฐสภาจนไม่อาจจะมีการแถลงนโยบายได้ ก็ยังถือว่ารัฐบาลสามารถเริ่มทำงานไปได้เลย
เป็นการตีความแบบ "ศรีธนญชัย" ไปหน่อย เพราะหากมีการประท้วง ย่อมไม่ใช่ "กรณีที่สำคัญและจำเป็นเร่งด่วน" ถึงขั้นที่รัฐบาลจะอ้างได้ว่าเริ่มทำงานไปโดยไม่จำเป็นต้องหาวิธีการแถลงนโยบายได้เลย
รัฐบาลกับฝ่ายต่อต้านต้องทำความเข้าใจให้ได้ว่าบ้านเมืองจะต้องเดินไปข้างหน้า และแกนนำของผู้ประท้วง (ซึ่งหลายคนก็อยู่ในพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านที่ต้องการจะซักรัฐบาล) ก็ได้ประกาศแล้วว่าจะไม่มีการปิดประตูเข้าออกของตึกรัฐสภาและจะไม่มีการตัดน้ำตัดไฟ อีกทั้งรัฐบาลก็ได้สั่งการไปยังตำรวจแล้วว่าจะต้องไม่มีการใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมเหมือนเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม จึงไม่ควรจะเกิดสถานการณ์ใดๆ ที่ประธานสภาจะอ้างวรรคสองของมาตรา 176 ได้
ความจริง ฝ่ายค้านควรทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาของประชาชนที่จะซักถามรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ มากมายหลายด้านที่จะเป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง และผู้ประท้วงก็จะได้โอกาสที่จะบอกกล่าวกับประชาชนว่ามีประเด็นใดที่สงสัยคลางแคลงคณะรัฐมนตรีชุดใหม่
เราต่างก็รอคอยการอภิปรายอย่างใจจดใจจ่อของคุณเฉลิม อยู่บำรุง คุณเสนาะ เทียนทอง และคุณจตุพร พรหมพันธุ์ และแกนสำคัญๆ ของพรรคเพื่อไทย ประชาราช และสมาชิกของพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ไม่ยอมร่วมกับรัฐบาล
เราต่างก็อยากรู้ว่าฝ่ายค้านจะ "อัด" รัฐบาลอภิสิทธิ์ อย่างไรในการเสนอนโยบายที่มีความละม้ายคล้ายคลึงกับ "ประชานิยม" ของรัฐบาลเก่าตอนที่พรรคไทยรักไทยและพลังประชาชนอยู่ในอำนาจ
ประชาชนต้องการให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่อย่างเข้มข้นในการเจาะเข้าไปถึงเบื้องหลังและความไร้ประสบการณ์ของรัฐมนตรีหลายคน
นี่เป็นโอกาสทองของฝ่ายค้านที่จะเปิดเผยเบื้องหลังของการ "ไฮแจ็ค" ส.ส. ของพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลายที่กลายเป็น "งูเห่า" มาร่วมตั้งรัฐบาลกับฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์...ที่กล่าวหาว่ามีการซื้อขายกันอย่างโจ๋งครึ่ม และมีการโอนเงินหลายร้อยล้านไปยังพรรคการเมืองใหญ่นั้น ข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร
เวทีรัฐสภาวันนี้ จะได้ฟังคำกล่าวหาของฝ่ายค้านต่อรัฐบาลหลายเรื่องที่ได้ประโคมเอาไว้ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรับราชการทหารของนายกฯ อภิสิทธิ์ บทบาทของรัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่ (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ในการช่วยตั้งรัฐบาล หรือการที่รัฐมนตรีต่างประเทศคนนี้ (กษิต ภิรมย์) ให้สัมภาษณ์นักข่าวฝรั่งจนเป็นเรื่องได้อย่างไร?
แต่ที่สำคัญคือข้อวิพากษ์วิจารณ์ ข้อเสนอและแนวคิดของฝ่ายค้านต่อแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่อย่างละเอียดและรอบด้าน เพราะประชาชนต้องการให้บ้านเมืองกลับมาสู่สภาพปกติ ให้แต่ละฝ่ายทำงานตามหน้าที่ของตนตามระบอบประชาธิปไตย
อะไรที่ทำให้กระบวนการรัฐสภาปกติไม่อาจจะเดินไปข้างหน้าได้ย่อมเป็นการขัดขวางการแก้ปัญหาของบ้านเมือง และแน่นอนว่าคนที่ต้องการจะทำลายประเทศไทยเท่านั้นที่จะกระทำการอันไม่พึงประสงค์นั้น
วันนี้ สิ่งแรกที่พรรคเพื่อไทย กับ พันธมิตรฝ่ายค้านจะต้องบอกกล่าวกับประชาชนให้ชัดเจนคือใครจะเป็น "ผู้นำฝ่ายค้านในรัฐสภา"
เพราะเราจะได้รู้ว่าหากอภิสิทธิ์ เพลี่ยงพล้ำไม่สามารถทำตามความคาดหวังของประชาชนได้ คนที่ฝ่ายค้านเสนอตัวเป็นนายกฯ มาแทนได้นั้นคือใคร?
ที่ยังไม่มีใครอยากรับบทเป็นผู้นำฝ่ายค้านวันนี้ เพราะไม่คิดว่าตนเองมีคุณสมบัติเพียงพอเป็นนายกรัฐมนตรีในวันข้างหน้าหรืออย่างไร?
(ร่วมแสดงความเห็นต่อสถานการณ์บ้านเมืองวันนี้ ที่ www.oknation.net/blog/black ได้ตลอด 24 ชั่วโมง)