9 ธันวาคม พ.ศ. 2551 05:00:00
มือถือปรับราคารับกำลังซื้อขาลง
พิษเศรษฐกิจกระทบตลาดมือถือ เจ้าของแบรนด์-ผู้ค้าปรับฐานราคาและเป้ายอดขายลง หลังผลงานไตรมาส 3 ยอดตก 30% คาดเฮ้าส์แบรนด์มีโอกาสเบียดชิงแชร์จากเบอร์ 1 เหตุฟังก์ชั่นครบกว่า ราคาใกล้กัน
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นายอลงกรณ์ ชูจิตร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปีหน้าบริษัทจะเน้นขยายฐานตลาดในกลุ่มกลางถึงบน เพื่อขยับส่วนแบ่งตลาดให้ได้ 1ใน 3 ภายในปี 2553 จากปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดอันดับ 4 หรือประมาณ 6%
ทั้งนี้ จะเน้นกลุ่มฟังก์ชั่นชั้นสูงและราคาที่แข่งขันได้ โดยเฉพาะทัชสกรีน โฟน ซึ่งล่าสุดแอลจีนำเข้ามาทำตลาดด้วยราคา 9,900 บาท จากราคาเฉลี่ยในตลาด 13,000 บาท
พร้อมทั้งเพิ่มช่องทางจำหน่ายผ่านโมเดิร์น เทรด และตัวแทนจำหน่ายในต่างจังหวัด ทั้งเน้นการทำกิจกรรมการตลาด รวมทั้งสร้างโมบาย ช้อปของแอลจี เพื่อตอกย้ำแบรนด์ ภายใต้งบการตลาดที่ยังคงเดิมคือ 400 ล้านบาทต่อปี
ส่วนตลาดมือถือที่มาแรงปีหน้า คาดว่าจะเป็นกลุ่มเอ็นทรีกว่า 60-65% ของตลาดรวมราว 10 ล้านเครื่อง
ด้านนายพลณรงค์ วัฒนโพธิธร ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บมจ. เอ็ม ลิ้งค์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า บริษัทต้องปรับลดเป้ายอดรายได้ปีนี้จาก 10,000 ล้านบาท เหลือ 8,500-8,700 ล้านบาท เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจและการเมือง ทำให้กำลังซื้อหยุดชะงักลง
ทั้งนี้ ไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ยอดขายมือถือทั้งในส่วนของเอ็มลิ้งค์ และตลาดรวมลดลงถึง 30% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2550
ส่วนแนวโน้มที่เด่นชัดปีหน้า จะเห็นโทรศัพท์เคลื่อนรุ่นที่ราคาเฉลี่ยต่ำกว่า 3,000 บาทมากขึ้น คิดเป็นสัดส่วน 50% ของตลาด จากปีนี้คาดว่าเครื่องราคาต่ำกว่า 5,000 บาท มีสัดส่วน 40%
"กลุ่มที่กระทบหนักเป็นราคาเครื่องระดับกลางที่อยู่ระหว่าง 5,000-10,000 บาท จะหายไป ขณะที่ตลาดบนเครื่องราคา 10,000 บาทนั้น จะไม่กระทบเพราะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ" นายพลณรงค์กล่าว
ด้านตลาดรวมมือถือมียอดขายเฉลี่ย 6 แสนเครื่องต่อเดือน หรือ 7-8 ล้านเครื่องต่อปี โดยข้อมูลจากจีเอฟเค เดือนกันยายน-ตุลาคม ระบุว่า มือถือจากจีน เข้ามามีส่วนแบ่ง 10% ของตลาด และโนเกีย ยังครองส่วนแบ่ง 52-54%
นายพลณรงค์ กล่าวว่า บริษัทเริ่มปรับช่องทางจำหน่าย ผ่านตลาดค้าปลีกที่เป็นโมเดิร์นเทรด ทั้งพาวเวอร์บายและไอทีซิตี้ โดยมีแผนขยายเพิ่มอีก 20-30 แห่งปีหน้า ซึ่งจะช่วยขยายสู่ฐานลูกค้าใหม่ ๆ ที่เป็นคนละกลุ่มกับตัวแทนขายรายย่อยที่มีอยู่ 500-600 ราย และลดต้นทุนช่องทางจำหน่ายหากเทียบกับการเปิดร้านค้าปลีกเอง
ขณะที่ นายกิตติพงศ์ กนกวิไลรัตน์ ผู้อำนวยการบริหารสายงานการตลาดและการขาย บมจ. เจ มาร์ท กล่าวว่า ตลาดโดยรวมอยู่ในสภาพซบเซา ซึ่งในปี 2552 คาดว่าตัวแปรทั้งจากเศรษฐกิจและการเมือง จะสร้างความผันผวนในตลาด ทำให้ตลาดรวมจะทรงตัวกว่า 7 ล้านเครื่อง
อย่างไรก็ตาม ตลาดเฮ้าส์แบรนด์จะได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะในระดับราคาใกล้เคียงกัน เครื่องเฮ้าส์แบรนด์มีลูกเล่นและฟังก์ชั่นใช้งานที่ครบเครื่องมากกว่า
ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าว อาจส่งผลต่ออันดับส่วนแบ่งตลาดผู้ผลิตเครื่อง โดยโนเกีย ซึ่งครองอันดับ 1 จะได้รับผลกระทบตลาดล่างจากเฮ้าส์แบรนด์ ขณะที่ ตลาดบนมีเครื่องจากค่ายอื่นๆ และเครื่องไอโฟนเข้าทำตลาด เป็นไปได้ว่า ช่องว่างระหว่างอันดับ 1, 2 และ 3 ในตลาดอาจจะลดลง
ส่วนของเจ มาร์ท ได้รับผลกระทบจากการขายส่งเครื่อง เพราะไม่มีเครื่องใหม่เข้ามา แต่ยอดขายจากหน้าร้านยังคงรักษาระดับไว้ได้ เพราะส่วนใหญ่เน้นตลาดเครื่องทดแทน ซึ่งยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก รวมถึงการนำเครื่องเฮ้าส์แบรนด์ โดยเฉพาะ เจโฟน เข้ามาอุดช่องว่างตลาดระดับกลาง-ล่าง