4 ธันวาคม พ.ศ. 2551 05:00:00
การเมืองภายใน-เศรษฐกิจโลก "ฉุด"ยอดโตไอทีปี 52 เหลือ 7%
แรงบีบคั้นจากความผันผวนการเมืองภายในและเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย ส่งผลกระทบต่อตลาดไอทีที่เคยมีอัตราเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% เหลือเพียง 3-7% ขณะที่สำนักวิจัยทั้งไทยและเทศ ชี้อานิสงค์จากกลุ่มสื่อสารที่ลงทุนระบบ 3จี และไวแม็กซ์ เป็นปัจจัยสำคัญกระตุ้นตลาดปีหน้า
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ :
โดย : สุจิตร ลีสงวนสุข
ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่าตลาดไอทีปี 2552 จะมีมูลค่า163,000-169,000 ล้านบาท ขยายตัว 3-5% ชะลอตัวลงจากปี 2551 ที่มีอัตราเติบโต 8-10% มูลค่ารวมประมาณ 158,000-161,000 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน ตัวเลขคาดการณ์ล่าสุดนี้ ยังลดลงอย่างมากจากอัตราเติบโตเฉลี่ยของตลาดไอทีในประเทศไทย ซึ่งอยู่ในระดับสูงถึง 15% ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ การชะลอตัวลงของตลาดไอทีปีหน้า มีปัจจัยลบจากวิกฤตการเงินสหรัฐ รวมถึงเหตุการณ์ปิดท่าอากาศยานและยุบพรรคการเมือง
นอกจากนี้ ตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจที่จะเติบโตลดลง และแนวโน้มการส่งออกและการลงทุนภายในประเทศหดตัว ส่งผลให้ผู้บริโภคและภาคธุรกิจอาจชะลอการใช้จ่ายด้านไอทีตามไปด้วย โดยเฉพาะธุรกิจที่เน้นตลาดต่างประเทศ ซึ่งอาจเผชิญปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก รวมถึงสถาบันการเงินที่อาจต้องชะลอการลงทุนด้านไอที เพื่อพยุงสถานะทางการเงินให้มีความมั่นคงมากขึ้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ภาคธุรกิจส่วนใหญ่จะปรับลดงบประมาณด้านไอทีลง และเลือกลงทุนไอทีที่มีความจำเป็นก่อนเท่านั้น อีกทั้งหลังเหตุการณ์การปิดท่าอากาศยาน และการยุบพรรคการเมือง สะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์ทางการเมืองยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะเสถียรภาพของรัฐบาล ทำให้แผนการลงทุนด้านไอทีของภาครัฐและโครงการเมกะโปรเจ็ค มีความเสี่ยงที่อาจไม่เกิดขึ้นตามแผนการที่วางไว้
3จี/ไวแม็กซ์หนุนตลาด
ขณะที่ อุตสาหกรรมไอที อาจมีปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม เพื่อเปิดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3จี และอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง (ไวแม็กซ์) ทั้งแนวโน้มราคาน้ำมันที่ลดลง ก็ช่วยลดแรงกดดันด้านค่าครองชีพของผู้บริโภค และต้นทุนการดำเนินงานของภาคธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม หากถานการณ์และปัจจัยแวดล้อมปีหน้า มีความไม่แน่นอนสูง การลงทุนด้านไอทีของภาครัฐและภาคเอกชนอาจไม่เกิดขึ้น โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์กรณีเลวร้ายตลาดไอทีปีหน้าว่า อาจขยายตัวได้น้อยมาก หรือไม่มีการเติบโตเลย และจะทำให้ตลาดลดลงกว่าในกรณีพื้นฐาน 5,000-8,000 ล้านบาท
ส่วนการเติบโตปีนี้ คาดว่าจะขยายตัวในระดับลดลงจากปีก่อน จากผลของการชะลอการลงทุนทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน โดยมองว่าตลาดไอทีปีนี้จะมีมูลค่า 158,000-161,000 ล้านบาท โต 8-9% ชะลอลงจากปี 2550 ที่มีมูลค่า 146,600 ล้านบาท ขยายตัว 12.5%
ไอดีซีฟันธงไทยโตเหลือ 6.7%
นาย แกรี่ โคช ผู้ช่วยรองประธานฝ่ายการสำรวจการใช้จ่ายของไอที ประจำ ไอดีซี เอเชียแปซิฟิก เผยตัวเลขคาดการณ์มูลค่าของตลาดไอทีไทยปี 2552 ไว้ที่ 6.5 พันล้านดอลลาร์ ปรับตัวลดลง 217 ล้านดอลลาร์ โดยอัตราเติบโตลดจาก 10.2% เหลือ 6.7%.
เนื่องจากการลงทุนของภาคธุรกิจต่างๆ จะถูกชะลอไปตราบเท่าที่ภาวะทางการเมือง ยังมีความไม่แน่นอน ผนวกกับกระทบที่จะเกิดขึ้นกับการท่องเที่ยว และผลกระทบจากการส่งออกไปยังสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของไทยหดตัวลง
นอกจากนี้ วิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลก ก็ยังคงส่งผลกระทบในเชิงลบต่อเศรษฐกิจ ซึ่งทั้งหมดล้วนกระทบต่อตลาดไอทีไทย
องค์กรลงทุนลดค่าใช้จ่าย
ไอดีซี ยังได้ปรับลดประมาณการใช้จ่ายด้านไอทีของเอเชียแปซิฟิกปีหน้าจาก 201.4 พันล้านดอลลาร์ เหลือ 195.6 พันล้านดอลลาร์
ทั้งนี้ จากการทำผลสำรวจองค์กร 400 แห่ง ทั่วภูมิภาคนี้เมื่อปลายเดือนที่ผานมา พบว่า 80% ระบุว่า การจัดซื้อจัดหา สินค้า บริการ และ โซลูชั่นในเชิงสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ให้กับองค์กรเป็นคำตอบที่องค์กรต่างๆ ให้ความสนใจ มากกว่าการจัดซื้อจัดหาอุปกรณ์ที่มีราคาต่ำเท่านั้น
ในส่วนตลาดบริการด้านไอที 50% ของผู้สำรวจคาดหวังว่า ภูมิภาคเอเชีย จะมีการทำสัญญาการจัดซื้อจัดหาบริการด้านไอทีในระดับที่มีขนาดพอๆ กับตลาดสหรัฐ และยุโรป ขณะที่มากกว่า 1 ใน 3 คาดว่าสัญญาจากภูมิภาคเอเชียจะค่อนข้างดีกว่า
นอกจากนี้ ยังมองว่า มาตรการรัดเข็มขัดการใช้จ่ายต่างๆ จะเป็นตัวผลักดันให้มุ่งไปสู่การใช้เทคโนโลยีที่พิจารณาถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับ หรือการคิดค่าใช้จ่ายตามพื้นฐานการใช้งานจริง รวมทั้งพบว่า มีบางธุรกิจจะใช้จ่ายบริการบริหารจัดการจากบุคคลภายนอก (managed service) และบริการแบบ กลุ่มเมฆ (Cloud Service) เพิ่มขึ้นในปีหน้า
เผย 3 กลุ่มธุรกิจดาวรุ่ง
นายแกรี่ กล่าวว่า สถาบันการเงิน หน่วยงานรัฐบาล และการสื่อสาร ยังคงเป็น 3 ธุรกิจหลักที่มีสัดส่วนการใช้จ่ายด้านไอทีสูงที่สุดของปี 2552
ขณะที่ ภาคการผลิต ค้าปลีก/ค้าส่ง และการขนส่ง จะให้ความ สนใจอย่างมากในเรื่องการบริหารจัดการต้นทุน ซึ่งอาจหมายความว่า จะมีการเคลื่อย้ายการลงทุน เพื่อซื้อสินทรัพย์ถาวร (CAPEX) ไปสู่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) มากขึ้น เช่นเดียวกับ การมุ่งลงทุนไปในเรื่องจำเป็น เพื่อทำให้ขั้นตอนการดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น
เขาเชื่อด้วยว่า อีก 6- 9 เดือนข้างหน้า จะมีโอกาสทางธุรกิจ จากสถาบันการเงินที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายในเรื่องการซ่อมบำรุงดูแลรักษา (M&A), ทำระบบสาธารณูปโภคด้านไอทีให้เกิดประโยชน์สูงสุด, ลงทุนยุทธวิธีใหม่ๆ เพื่อรักษาฐานลูกค้า
"กลุ่มนี้สนใจต่อโซลูชั่นที่สนับสนุนด้าน การบริหารจัดการ ความเสี่ยงและกฏข้อบังคับต่างๆ รวมถึงโซลูชั่นซึ่งเหมาะสมปรับตามสภาพเศรษฐกิจที่ขึ้นลง เช่น การจัดเก็บรายได้และการคุ้มครอง การให้อันดับ เครดิต และการวิเคราะห์พอร์ตการลงทุน"
ทางด้านกลุ่มสื่อสาร ไอดีซี มองโอกาสการใช้จ่ายใน 2 ระยะทั้งสั้นและยาว โดยระยะยาว เป็นการลงทุนซื้อสินทรัพย์ถาวร (CAPEX) เพื่อเพิ่มรายได้ หรือได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากแหล่งอื่นๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ส่วนระยะสั้น (Non-CAPEX) จะใช้สร้างอัตราการเติบโตให้กับธุรกิจโดยผ่านบริการใหม่ๆ ที่รวมถึงซอฟต์แวร์ในรูปแบบบริการ (SaaS) บริการเสริมต่างๆ และบริการด้านบริหารจัดการ