วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2551
ในขณะที่วิกฤติการเมืองกำลังซ้ำเติมประเทศไทย ที่กำลังได้รับผลกระทบจากภาวะตกต่ำของเศรษฐกิจโลก คำถามที่ตามมา คือ รัฐบาลจะมีมาตรการระยะสั้นใดบ้าง ที่จะลดผลกระทบจากปัญหาดังกล่าวข้างต้น
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : เศรษฐศาสตร์จานร้อน :ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ
ความตกต่ำของเศรษฐกิจไทยนั้น เป็นผลมาจากการปรับลดลงอย่างรุนแรงของสินทรัพย์ประเภทต่างๆ อาทิเช่น ราคาบ้าน ราคาหุ้น และราคาตราสารหนี้ ทำให้คนสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น ฯลฯ เพิ่งรู้ตัวว่าความร่ำรวยของตนลดลงไปอย่างมาก ต้องบริโภคน้อยลงและออมมากขึ้น ธนาคารพาณิชย์ก็ได้รับความเสียหายเช่นกัน ทำให้ต้องเพิ่มทุนและในระหว่างที่ต้องเพิ่มทุนนั้นก็จะไม่ปล่อยสินเชื่อ โดยไอเอ็มเอฟประเมินว่า ธนาคารในยุโรปและอเมริกาอาจต้องลดการปล่อยสินเชื่อลง 10 ล้านล้านดอลลาร์ จึงสรุปได้ว่าความต้องการของโลกจะต้องปรับลดลงไปอย่างมาก แปลว่าความต้องการสินค้าส่งออกและจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะมาประเทศไทยจะลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้ การส่งออกและการท่องเที่ยวนั้นน่าจะมีมูลค่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 70% ของรายได้ประชาชาติ
การปิดสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมืองนั้น กระทบกระเทือนต่อผู้โดยสารต่างประเทศที่ต้องตกค้างในประเทศไทยนับพันคน ทำลายชื่อเสียงและการเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำของประเทศไทย การที่รัฐบาล 20 กว่าประเทศประกาศเตือนประชาชนของเขาไม่ให้มาเยือนประเทศไทยจะไม่รุนแรงเท่ากับข่าวที่ออกไปว่ามาเมืองไทยแล้วกลับบ้านไม่ได้ ทำให้ต้องได้รับความยากลำบากนานัปการ
รัฐบาลอ้างว่ามีมาตรการมากมายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการจะเพิ่มการขาดดุลงบประมาณ 1 แสนล้านบาท ที่อยู่ระหว่างการจัดสรรงบประมาณให้แต่ละโครงการ ซึ่งไม่แน่ใจว่าปัจจุบันมีความชัดเจนมากน้อยเพียงใดแล้ว นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวจะต้องผ่านรัฐสภาภายในเดือนเมษายนปีหน้า ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ เนื่องจากการประท้วงของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
หากรัฐบาลเห็นว่าเศรษฐกิจไทยกำลังชะลอตัวลงอย่างฉับพลัน และต้องมีมาตรการฉุกเฉินที่มีพลัง และสามารถปฏิบัติได้ในทันที ผมขอเสนอ 3 มาตรการ คือ
1. ลดภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 4% เป็นระยะเวลา 1 ปีเท่านั้น
2. โน้มน้าวให้ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วอย่างน้อย 1.5% (จาก 3.75% ในขณะนี้) ทั้งนี้ ควรปรับลดดอกเบี้ย 1% ในปลายปีนี้
3. รัฐบาลค้ำประกันเงินกู้ให้กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยส่งเสริมให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอี และหากเกิดหนี้เสียให้รัฐบาลช่วยตั้งสำรองครึ่งหนึ่งและธนาคารตั้งสำรองครึ่งหนึ่ง
ข้อเสนอของผมนั้นทั้งรัฐบาลและ ธปท.ได้ปฏิเสธไปแล้ว ซึ่งแปลว่ารัฐบาลเชื่อว่ามาตรการที่ดำเนินอยู่แล้ว จะได้ผลดีพอที่จะสกัดปัญหาเศรษฐกิจได้และ/หรือไม่เชื่อว่าปัญหาเศรษฐกิจที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ไม่รุนแรงมาก จนต้องใช้มาตรการฉุกเฉินดังกล่าวข้างต้น ตรงนี้จะจริงหรือไม่จริงจะเห็นได้จากตัวเลขจีดีพีในไตรมาส 4 และไตรมาส 1 ซึ่งผมสงสัยว่า จีดีพีใน 2 ไตรมาสนี้อาจขยายตัวได้เพียง 2% เท่านั้น
การลดภาษีวีเอทีจาก 7% เหลือ 4% นั้น น่าจะส่งผลให้รัฐเก็บภาษีได้ลดลง 80,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่ไม่น้อยเลย แต่หากมองในด้านกลับกัน คือ การคืนเงินของประชาชนให้ประชาชนนำไปบริโภค ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาตรงจุดที่สุด เพราะต้นตอของปัญหา คือ กำลังซื้อทั่วโลกกำลังลดลง หากลดภาษีเงินได้บุคคลและนิติบุคคลบริษัทต่างๆ ก็อาจนำเงินที่ไม่ต้องจ่ายภาษีไปเก็บเอาไว้เฉยๆ (หรือซื้อหุ้นตัวเอง) ในขณะที่บุคคลก็อาจนำเงินไปออมเช่นกันเพราะขาดความมั่นใจ ซึ่งประสบการณ์ในสหรัฐที่คืนภาษีประชาชนไป 150,000 ล้านดอลลาร์ เมื่อกลางปีนี้นั้นพบว่ามีการบริโภคเพิ่มขึ้นครึ่งหนึ่งของภาษีที่ได้รับคืน
แต่การลดภาษีวีเอทีนั้นมีข้อดี 4 ข้อ คือ
1. เป็นการกระตุ้นการบริโภคโดยตรง คนที่ไม่บริโภคก็ไม่ได้ประโยชน์
2. ภาษีวีเอทีเป็นภาษีที่คนจนรับภาระมากกว่าคนรวย ดังนั้น การลดภาษีจึงช่วยคนจนมากกว่าคนรวย อาทิเช่น คนจนรายได้ 5,000 บาท ต้องซื้อสินค้ามูลค่า 3,000 บาทเพื่อยังชีพ ต้องเสียภาษี 210 บาท เป็นสัดส่วน 4.2% ของรายได้คนจน แต่คนรวยที่ซื้อสินค้าเดียวกัน แต่มีเงินเดือน 100,000 บาท จะเสียภาษีคิดเป็นเพียง 0.21% ของรายได้เป็นต้น ดังนั้น การลดวีเอทีจึงจะลดภาระคนจนมากกว่าคนรวย
3. การลดวีเอทีจะไม่มีการรั่วไหลจากการคอร์รัปชัน และจะมีความเป็นธรรมเพราะประชาชนทั่วประเทศได้รับผลประโยชน์เท่าเทียมกัน
4. เป็นมาตรการที่ทำได้ทันที (วันนี้) เพราะเป็นอำนาจของ ครม.
ผู้คัดค้านอาจเห็นว่า การลดภาษีมูลค่าเพิ่ม มีข้อเสีย คือ 1.ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นรายได้หลักของรัฐบาล การปรับลดลงจะทำให้รายได้ภาษีลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ประเทศไทยมีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มต่ำที่สุดในโลกอยู่แล้ว ดังนั้น ในเชิงโครงสร้างของภาษีที่เหมาะสมในระยะยาวนั้นจะต้องเพิ่มไม่ใช่ลด ด้วยเหตุนี้ ผมจึงย้ำว่าจะต้องเพียง 1 ปี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ปัจจุบันทุกคนเห็นว่ากำลังเข้าขั้นโคม่า ผมเห็นด้วยกับข้อคัดค้านที่ว่าภาษีนั้นเมื่อลดแล้วปรับขึ้นยาก ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องประเมินว่าเศรษฐกิจเข้าขั้นที่จะต้องใช้ยากระตุ้นอย่างแรงขนานนี้หรือไม่ 2.มีข้าราชการผู้ใหญ่กรุณาเตือนผมว่า การปรับลดภาษีมูลค่าเพิ่มจะเป็นการชักจูงให้มีการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ทำให้ไทยเสียดุลการค้า ตรงนี้ผมเห็นว่าหากไทยขาดดุลการค้า เงินบาทก็จะอ่อนค่า ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับการส่งออกและการท่องเที่ยวเช่นกัน
การลดดอกเบี้ยนั้นเป็นเรื่องที่รัฐบาลและ ธปท.จะต้องเห็นพ้องต้องกันว่า เศรษฐกิจจะชะลอตัวลงอย่างรุนแรง จนกระทั่งอัตราเงินเฟ้อไม่ได้เป็นปัญหาอีกต่อไป ในทางตรงกันข้าม ความเสี่ยงของปัญหาเงินฝืดเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ การทรุดตัวอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจ น่าจะทำให้ ธปท.ต้องลดดอกเบี้ยลงอย่างมากทันที มิใช่ทยอยปรับลด
สำหรับการเร่งเพิ่มสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอีนั้น ก็เพราะผู้ประกอบการดังกล่าวกำลังได้รับผลกระทบจากภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจและสภาพคล่อง นอกจากนั้น ผู้ผลิตขนาดกลางและขนาดย่อมไม่ได้มีสายป่านยาว อาทิเช่น ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ และมักจะถูกธนาคารปรับลดวงเงินกู้ หรือดึงสินเชื่อคืนก่อนกลุ่มอื่นหากเห็นเศรษฐกิจชะลอตัว ที่สำคัญ คือ เอสเอ็มอีนั้นมีสัดส่วนการจ้างงานสูงดังนั้น หากเอสเอ็มอีต้องปลดคนงาน ก็จะเป็นปัญหาที่กระทบกระเทือนคนที่มีรายได้น้อยเป็นส่วนใหญ่ จึงต้องมีมาตรการช่วยเหลือให้ทันท่วงที
ทั้งนี้ หากชักชวนให้ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งเข้าร่วม จะทำให้การกระจายสินเชื่อเพื่อค้ำจุนเอสเอ็มอีทำได้ทั่วถึงและรวดเร็วกว่าการพึ่งพาธนาคารเอสเอ็มอีของรัฐเพียงแห่งเดียวครับ