26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 16:54:00
ผบ.ทบ.เสนอนายกฯยุบสภาเลือกตั้งใหม่
(Update) ผบ.ทบ.สรุปผลประชุมหน่วยราชการ-เอกชน ทำหนังสือถึง"สมชาย"ยุบสภาฯ เลือกตั้งใหม่ และพันธมิตรฯต้องยุติชุมนุม ด้านอธิการบดี-ภาคเอกชน หนุนถอยคนละก้าวเสียสละเพื่อชาติ
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วม แถลงผลการประชุมร่วมฯ เพื่อหาแนวทางในการยุติสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในกทม.และปริมณฑล ว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุปว่า จะไม่แก้ปัญหาโดยใช้ความรุนแรง เสนอนายกฯได้ยุบสภา และมีมติร่วมกันให้กลุ่มพันธมิตรฯ ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิโดยเร็วที่สุด และยุติการชุมนุม นั้นคือมติของคณะกรรมการฯ
สำหรับในการที่จะเสนอนั้น พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ในส่วนของรัฐบาล คณะกรรมการฯจะเสนอนายกฯ และให้สื่อช่วยเสนอไปยังพันธมิตรฯ ซึ่งภาคเอกชนอยากให้พันธมิตรฯได้ช่วยเหลือทุกภาคส่วนของเอกชนที่ได้รับผลกระทบให้ออกจากสุวรรณภูมิ เพื่อลดผลกระทบ
ถามว่าใครเป็นตัวแทนเสนอนายกฯยุบสภา พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว่า ถือเป็นมติที่ประชุม จะมีการทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรจากคณะกรรมการ ซึ่งเคยเสนอไปแล้วในช่วงที่ผ่านมา
ถามว่าเป็นการกดดันนายกฯหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ประเด็นแรกที่คณะกรรมการฯพิจารณาร่วมกัน ได้เริ่มต้นว่าประเทศชาติได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในปัจจุบันนี้ ซึ่งจะมีผู้เกี่ยวข้องคือ รัฐบาล และพันธมิตรฯ ทั้งสองส่วนมีส่วนที่จะแก้ปัญหานี้ให้ลุล่วงได้ เรายึดถือผลประโยชน์ประเทศชาติเป็นหลัก ไม่ได้กดดันรัฐบาล ประชาชนทุกคนจะได้สบายใจ ทุกภาคส่วนจะได้เตรียมแก้ปัญหาและต่อสู้กับวิกฤติที่จะมา และพูดกันหลายมิติว่ารัฐบาลน่าจะให้โอกาสประชาชนตัดสินใจอนาคตด้วยการเลือกตั้งใหม่
ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สถานการณ์มีความร้ายแรงมากและกระทบกับประเทศชาติ จำเป็นต้องตัดสินใจบางอย่าง และมีมติร่วมกันว่าจะเสอนต่อรัฐบาลและพันธมิตรฯ และที่ว่าข้อเสนอให้รัฐบาล ยุบสภา พันธมิตรฯ ยุติการชุมนุมทันทีภายในวันพรุ่งนี้ หากพันธมิตรฯ ไม่ดำเนินการ รัฐบาลไม่ทำตามจะทำอย่างไร เราเชื่อว่าจะเป็นมาตรการเดียวที่จะทำได้ หากรัฐบาลยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนได้ใช้ดุลพินิจใหม่ ก็จะเป็นประเด็นที่พันธมิตรฯต้องตอบหลังจากที่รัฐบาลได้ดำเนินการคืนอำนาจล้ว และในชั้นต้นเราตกลงกันว่าความชอบธรรมในสังคมเป็นระเด็นที่พันธมิตรฯต้องตอบ หากได้ดำเนินการนั้นแล้ว แต่หากรัฐบาลไม่ดำเนินการ ก็เห็นว่าเป็นทัศนะที่เกิดจากความบริสุทธิ์ใจจากกลุ่มคนที่บริหารประเทศทุกภาคส่วน และหากรัฐบาลไม่ได้เสนอแนวทางอื่น และไม่ดำเนินการต่อข้อเรียกร้องนี้ ก็จะต้องไปถึงขั้นปฏิเสธความชอบธรรมในการบริหารของรัฐบาลต่อไป
ถามว่าเป็นไปตามกรอบประชาธิปไตยอย่างไร พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ในการแก้ปัญหาของประเทศขณะนี้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการฯที่ได้ให้อำนาจตน และมีอำนาจในการเชิญบุคคลมาหารือและดำเนินการได้ ย้ำว่าการแก้ปัญหาให้ประเทศชาติผ่านพ้นวิกฤติยึดหลักประโยชน์ประเทศชาติเป็นที่ตั้ง ไม่มีการยึดอำนาจ รธน.ยังอยู่ครบทั้งหมด และการที่เรามีข้อเสนอเช่นนั้น มีเหตุมีผลทั้งสิ้น การใช้ความรุนแรงรังแต่จะเกิดปัญหาทั้งสิ้น เราจึงคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสิน และทุกคนต้องยอมรับตามมตินี้
การที่จะแก้ปัญหาประเทศชาติจะให้มาอยู่ที่ตนคนเดียว เป็นแนวคิดที่ไม่น่าแก้ปัญหาได้ ปัญหามันซับซ้อนหลายมิติ นายกฯน่าจะเห็นแก่ผลประโยชน์ประเทศชาติ และพันธมิตรฯก็เช่นเดียวกัน การแก้ปัญหาวิธีอื่นพิจารณาแล้วจะทำให้เกิดปัญหาตามมา และรัฐบาลต้องใคร่ครวญให้ดีเพื่อเห็นแก่ประชาชนและประโยชน์ประเทศชาติ อย่างไรก็ตามจะมีการสรุปเป็นลายลักษณ์อักษรจากคณะกรรมการร่วมฯ
ถามว่า หากมีการเสนอให้ปลด ผบ.ทบ. พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เป็นมติคณะกรรมการร่วมฯ เราไม่ได้กดดันรัฐบาล เป็นเพียงข้อเสนอแนะ เพราะไม่เห็นหนทางอื่นที่จะแก้ปัญหาได้ ทางออกคือ นายกฯคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสิน กรอบของการพิจารณายึดถือแนวประชาธิปไตย เราไม่ได้ใช้ความกดดัน เป็นการเรียนด้วยความบริสุทธิ์ใจบนที่ตั้งของผลประโยชน์ประเทศชาติเป็นหลัก ที่ถามว่าตำรวจ ทหารเฉยได้อย่างไรนั้น เราทำมาตลอดไม่ว่าจะเป็นการปกป้องไม่ให้กระทบกระทั่งกัน ปกป้องรักษาความสงบเรียบร้อย จนถึงขณะนี้ไม่มีหนทางอื่นแล้ว จึงต้องเรียนเสนอรัฐบาล และรัฐบาลคงจะนำมติของเราไปพิจารณา และขอให้ประชาชนร่วมแสดงออกให้รัฐบาลนำข้อเสนอของเราไปใคร่ครวญ และร่วมกันแก้ปัญหาโดยที่ประเทศชาติไม่บอบช้ำ
พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวอีกว่า อยากขอร้องสื่อว่าขอให้สื่อช่วยกันสร้างความเข้าใจคนในชาติ ว่าเป็นหนทางแก้ปัญหาในชาติได้ อย่าไปตั้งคำถามว่าถ้าเขาไม่ทำแล้วจะทำอย่างไร ดีกว่าไปพาดหัวว่ากดดันรัฐบาล ซึ่งไม่สร้างสรรค์ที่จะทำให้ประเทศไทยผ่านเรื่องนี้ไปได้เลย การเสนอให้ยุบสภานายกฯก็ไม่เสียหาย พรรคที่เป็นความนิยมของประชาชนก็กลับมาได้ ส่วนการกระทำที่ผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งนี้เรามั่นใจว่าปัญหาต่างๆ จะคลี่คลาย และถ้าทุกฝ่ายนำอัตราตนเองเป็นที่ตั้งก็จะเกิดปัญหา เพื่อเห็นแก่ประเทศชาติ ทำอย่างไรก็ได้ให้ประเทศชาติมีทางออก
"อดีตนายกฯมีคำพิพากษามีความผิด ถูกอายัดทรัพย์สินในประเทศไทย ถูกรับโทษไปแล้ว ไม่สามารถทำอะไรได้แม้จะเคลื่อนไหว ถ้าเราอยู่ในที่จุดตามกฎหมาย อดีตนายกฯก็ต้องมาแก้คดี หากเคลื่อนไหวต่อไปประชาชนในชาติก็ต้องช่วยกัน หากยึดติดกับอะไรที่ไม่ใช่ผลประโยชน์ประเทศชาติ ประเทศไทยกระบวนยุติธรรมยังใช้ได้ อดีตนายกฯถูกคำพิพาษาว่ามีความผิด หากยังไม่มาแก้คดี ท่านก็ยังถูกคำพิพากษา และถ้ากลัวบางกลุ่ม คงไม่มาเสนอเช่นนี้ ปฏิวัติก็ได้ " พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว
ม.รัฐ-เอกชนหนุนรัฐบาล-พธม.ถอยคนละก้าว
ศ.นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตนได้เข้าร่วมการประชุมหารือร่วมกับพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) ซึ่งมีอธิการบดีมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชนเข้าร่วมหารือ 7-8 คน โดยผบ.ทบ.ให้อธิการบดีและนักวิชาการแต่ละท่านร่วมแสดงความคิดเห็นต่อการยุติสถานการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดต่อประเทศไทยดังที่ได้แถลงการณ์ ซึ่งการแถลงการณ์ได้ย้ำไม่ให้ใช้วิธีการเผด็จ ไม่มีการปฏิวัติ
เพราะมองว่าการปฏิวัติหรือรัฐประหาร เป็นการคลี่คลายสถานการณ์ชั่วคราวแต่มีปัญหาตามมาอีกมากมาย จึงได้เรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาเสียสละตนเองเพื่อประเทศชาติ และขอให้เครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.)ยุติการเคลื่อนไหวต่างๆ ทั้งนี้ ผลที่ประชุมไม่ได้เสนอให้รัฐบาลลาออกเพราะไม่ต้องการให้รัฐบาลเสียหน้า อย่างไรก็ตาม ตนเองไม่ได้คาดหวังว่าเหตุการณ์ทั้งหมดจะยุติทันที แต่ต้องการให้ทั้งสองฝ่ายเสียสละเพื่อประเทศชาติ
"หลังจากผมคาดว่ากลุ่มอธิการบดีในที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.)คงนำเรื่องนี้มาถกเถียงกันอีกครั้ง หากข้อเรียกร้องครั้งนี้ไม่ได้การตอบรับใดๆ อย่างไรก็ตาม ผมไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะเป็นอย่างไร หากทั้งสองฝ่ายไม่ยุติการเคลื่อนไหวศ.นพ.ภิรมย์ กล่าว
รศ.ดร.จีรเดช อู่สวัสดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย(มกค.)ในฐานะนายกสมาคมมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งประเทศไทย(สสอท.) กล่าวว่า คิดว่าการแถลงการณ์ในครั้งนี้เป็นความพยายามที่นุ่มนวลที่สุดในการแก้ปัญหา ไม่ให้เกิดความสูญเสียมากไปกว่านี้เพราะหากทุกฝ่ายยังดื้อดึงอยู่ จะนำความเสียหายมาสู่ประเทศอย่างมากมาย อย่างไรก็ตาม อยากให้ทั้งสองฝ่ายถอยคนละก้าว ขณะนี้กองทัพมีจุดยืนที่ชัดเจนอยู่เคียงข้างประชาชน ซึ่งเป็นการหาทางออกที่ดีที่สุดโดยไม่ใช้การปฏิวัติหรือการแก้ปัญหาอย่างรุนแรง