21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 14:20:00
คลังเตรียมเกลี่ยงบแสนลบ.ใช้ถึงงบปี53
"สุชาติ"เตรียมเสนอเกลี่ยงบประมาณกลางปี 1 แสนล้านบาท ใช้ต่อเนื่องไปจนถึงปีงบ"53 หวังผลักดันเศรษฐกิจปีหน้าขยายตัว 4% ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจโลก
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เตรียมเสนอให้รัฐบาลเกลี่ยการใช้จ่ายงบกลางปีที่อนุมัติเพิ่มเติมอีก 1 แสนล้านบาท ให้มีการใช้ต่อเนื่องในปี 52-53 โดยบางส่วนอาจจัดทำเป็นงบประมาณผูกพันไปถึงปีต่อไป
ทั้งนี้ เนื่องจากมองว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในระดับโลกที่อาจเกิดยาวนานขึ้น
ดร.สุชาติ กล่าวว่า การชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจไทยเห็นได้ตั้งแต่ไตรมาส 3/51 ซึ่งเศรษฐกิจจะเติบโตเหลือไม่เกิน 4% อย่างไรก็ตาม ทั้งปียังน่าจะเติบโตได้ในระดับ 5% ตามเป้าหมาย จากผลดีของการขยายตัวในช่วงต้นปี
รมว.คลัง เปิดเผยภายหลังจากการหารือร่วมกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ ประกอบด้วย ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ว่า ที่ประชุมมองว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้มีแนวโน้มชะลอตัวมากขึ้น
จากวิกฤติการเงินโลกที่เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งมองว่าจะต่อเนื่องไปอีก 1-2 ปี จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยไปด้วย แต่ยังหวังว่า ปี 52-53 เศรษฐกิจไทยยังจะขยายตัวได้ถึง 4% แม้หลายสำนักจะคาดการณ์ว่าจะขยายตัวเพียง 2-3% ดังนั้น จึงต้องมีการวางแผนดูแลเศรษฐกิจให้นานขึ้น เพราะต่อจากนี้เศรษฐกิจคงจะขยายตัวในอัตราไม่สูงมาก
ดร.สุชาติ กล่าวว่า การใช้จ่ายเงินงบประมาณกลางปี 1 แสนล้านบาทจะต้องมีการจัดกรอบการใช้เงินให้เกิดประโยชน์มากที่สุดและนานเพียงพอ ดังนั้น งบทั้ง 1 แสนล้านจึงไม่จำเป็นต้องใช้ให้หมดทั้งก้อนภายในปีงบประมาณ 52 แต่ควรนำมาใช้เพียง 60,000-70,000 ล้านบาท ที่เหลืออีก 30,000-40,000 ล้านบาทให้ใช้เป็นงบผูกพันในปีงบประมาณ 53 จะส่งผลดีมากกว่า
"แนวทางที่มองกันคือเศรษฐกิจโลกถดถอยคงไม่ได้เป็นแค่ช่วงสั้นๆ ดังนั้น จึงจะเสนอครม.วางกรอบแนวคิดดูแลเศรษฐกิจที่นานขึ้น ..เช่นเดียวกับเม็ดเงินใช้จ่ายแสนล้านบาท อยากให้ฝ่ายต่างๆ ดูเม็ดเงินที่นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่จำเป็นต้องใช้งบให้หมดในปีเดียว อาจเป็นงบเหลือจ่ายปีต่อไป เพราะรายได้ภาษีเราอาจเก็บได้ไม่ดี"
ดร.สุชาติ กล่าวว่า ปีงบประมาณ 52 การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลอาจต่ำกว่าเป้าหมายที่ 1.565 ล้านล้านบาท ดังนั้น แนวทางการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดาจะกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลมากขึ้น โดยขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการศึกษาการปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ซึ่งจะต้องอยู่ภายใต้เศรษฐกิจที่ขยายตัวดีพอ เพราะอัตราภาษีแต่ละประเภทจะต้องเป็นไปตามเป้าหมาย การปรับลดภาษีด้านหนึ่งก็จะต้องมีภาษีอีกด้านหนึ่งเข้ามาเพิ่มขึ้นทดแทน
"ข้อเสนอของภาคเอกชนที่ลดภาษีนิติบุคคล 5% จะกระทบการจัดเก็บรายได้ปีละ 50,000 ล้านบาท ไม่รวมการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เรื่องนี้เราศึกษาอยู่แล้ว ส่วนการให้เวลาศึกษา 2 เดือนนั้น ไม่ใช่เป็น committ แต่เป็นความเห็นของรองนายกรัฐมนตรี"
รมว.คลัง กล่าวว่า รัฐบาลยังคงดำเนินนโยบายการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจโลก โดยเน้นดูแลเรื่องการจ้างงานมากขึ้น หลังจากนโยบายเรื่องเฟ้อไม่มีแรงกดดันแล้ว ขณะที่ยังยึดกรอบความยั่งยืนทางการคลัง แม้สถาการณ์ที่เกิดขึ้น อาจทำให้รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายขาดดุลงบประมาณต่อเนื่องไปอีก 3 ปี ขณะนี้ หนี้สาธารณะต่อจีดีพี ในปี 51 อาจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 38-39% และปี 52 เพิ่มเป็น 40% ของจีดีพี