21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 09:56:00
พานาโซนิคแตะเบรคลงทุน-หั่นเป้ายอดขาย
พานาโซนิค" เล็งชะลอแผนลงทุน พร้อมปรับเป้ายอดขายปีนี้โตไม่ถึง 10% เหตุกำลังซื้อหดตัวรุนแรง เผย แผนปีหน้าดัน 3 ยุทธศาสตร์ฝ่าวิกฤติ ระบุตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าปี 52 ชะลอแน่
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นายฮิโรทากะ มุราคามิ ซีอีโอ กลุ่มบริษัทพานาโซนิคประเทศไทย กล่าวว่า วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นขณะนี้ ส่งผลให้บริษัทต้องเผชิญกับช่วงเวลายากลำบาก โดยเฉพาะการทำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า เนื่องจากผู้บริโภคบางคนมองว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย
ขณะเดียวกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเมืองไทยมาจากการเมืองเป็นหลัก ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่สร้างแรงกดดันต่อระบบเศรษฐกิจในปีหน้า ยิ่งไปกว่านั้น การที่ท่องเที่ยวซบเซาก็เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุน ซึ่งอาจส่งผลต่อการขยายตัวทางธุรกิจของพานาโซนิค เพราะทำให้บริษัทแม่ต้องพิจารณาหรือทบทวนงบประมาณการลงทุนสำหรับบริษัทในเครือทั่วโลก
ดังนั้นจากแนวโน้มตลาดที่ชะลอตัว อาจทำให้บริษัทต้องปรับเป้ายอดขายในปีนี้ลง (1 เม.ย.51-31 มี.ค.52) จากเดิมที่เคยตั้งเป้าการเติบโตไว้ 10% โดยคาดว่าอาจไม่ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ สำหรับในช่วงครึ่งปีแรก (1 เม.ย.51-30 ก.ย.51) บริษัทมียอดขายเติบโต 4% หรือคิดเป็นรายได้รวม 10,600 ล้านบาท แบ่งเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน 4,000 ล้านบาท และสินค้ากลุ่มเอวี 6,600 ล้านบาท
"ถึงแม้ว่ายอดขายจะยังเติบโต 4% แต่วิกฤติเศรษฐกิจโลกและความไม่แน่นอนทางการเมือง อาจจะส่งผลกระทบต่อเราในปีหน้า ดังนั้น จึงยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า ยอดขายจะเติบโตไปถึง 10% หรือไม่ ประกอบกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่าย ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงไฮน์ซีซั่นของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องทำน้ำอุ่น ดังนั้นบริษัทจึงต้องจัดกิจกรรมเพิ่ม เพื่อที่จะดึงดูดผู้บริโภคและเพื่อเพิ่มยอดขายในช่วงครึ่งปีหลัง" ซีอีโอ กล่าวว่า
ซีอีโอ กล่าวต่อว่า สำหรับนโยบายที่บริษัทจะดำเนินการในปีหน้า เพื่อรับกับวิกฤติที่จะเกิดขึ้น บริษัทจะสร้างแบรนด์พานาโซนิคให้แข็งแกร่งและเติบโตในทุกๆ ด้าน ด้วย 3 ยุทธศาสตร์หลักคือ 1.การพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในองค์กร ซึ่งปัจจุบันพานาโซนิคมีบริษัทในเครือทั้งหมด 20 บริษัท พนักงานและผู้บริหารทุกคนจะถูกพัฒนาด้วยองค์ความรู้การทำงานใหม่ๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำงาน เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
2.การปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้มีความทันสมัย เพื่อขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่หรือกลุ่มวัยรุ่นมากขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูง และ 3.การพัฒนาสินค้าไฮเทคโนโลยีออกสู่ตลาด ซึ่งประเด็นนี้จะสอดคล้องกับการปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ เพื่อขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ เนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้มีความต้องการสินค้าไฮเทคและเทคโนโลยีใหม่ๆ ตลอดเวลา