วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
วีระ ธีรภัทร
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ผมคิดเอาเองว่ากว่าวิกฤติเศรษฐกิจการเงินโลกครั้งนี้จะยุติลงอย่างถาวร น่าจะกินเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปีเป็นแน่
แต่ถึงจะคิดเองก็จริง แต่ก็ไม่ได้คิดแบบไม่มีที่มาที่ไปนะครับ ตรงกันข้ามผมอาศัยการเทียบเคียงกับวิกฤติเศรษฐกิจการเงินในขอบเขตทั่วโลกครั้งรุนแรงที่สุดเมื่อปี ค.ศ.1929 (พ.ศ.2472) มาเป็นเกณฑ์ครับ
ใครสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษลองไปหาหนังสือชื่อ เล่าเรื่องเงินปนเรื่องหุ้น ซึ่งรวมเอาเรื่องที่ผมเคยแปลออกเป็นหนังสือสองเล่มชื่อ รวยได้ถ้ารู้ก่อน กับ รวยแล้วถึงรู้ มาไว้ด้วยกันมาอ่านดู
ต้นฉบับภาษาอังกฤษของหนังสือเล่มที่ว่านั้น พอล เอิร์ดแมน นักเศรษฐศาสตร์สัญชาติสวิสซึ่งต่อมากลายเป็นผู้บริหารสถาบันการเงินหลายแห่งในสหรัฐอเมริกาและยุโรปเป็นคนเขียน ส่วนผมแปลเก็บความและเรียบเรียงเป็นภาษาไทย
หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2543 ไม่ได้วางจำหน่ายตามร้านหนังสือทั่วไป แต่น่าจะมีแฟนรายการวิทยุจำนวนหนึ่งซื้อเก็บเอาไว้ ห้องสมุดมหาวิทยาลัยสำคัญๆ หลายแห่งน่าจะมีให้ไปค้นคว้าหาอ่านกัน
ผมเองมีต้นฉบับหนังสือเล่มนี้เพียงแค่เล่มเดียว ไม่สามารถเจียดให้ใครได้เลย อยากอ่านต้องขวนขวายกันเองครับ
ถ้าหากใครได้มีโอกาสอ่านก็จะเข้าใจสิ่งที่ผมจะคุยให้ฟังวันนี้ทะลุปรุโปร่ง เพราะบทสรุปของหนังสือบอกว่าวิกฤติเศรษฐกิจการเงินทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นครั้งใหญ่หรือครั้งเล็ก ไม่ว่าจะกินเวลาสั้นยาวแค่ไหน สุดท้ายท้ายสุดมันก็จะผ่านไปโดยมีคนได้คนเสีย
วิกฤติเศรษฐกิจการเงินในระดับโลกที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ก็ไม่น่าจะมีข้อยกเว้นอะไร
แต่บทสรุปของหนังสือที่ผมคิดว่าท้าทายสติปัญญาของคุณมากกว่านั้นก็คือ เมื่อผ่านวิกฤติไปเรียบร้อยแล้ว สินทรัพย์ทางการเงินที่ให้ผลตอบแทนมากที่สุดเป็นการลงทุนในตลาดหุ้นครับ
คราวนี้จะเป็นเช่นนั้นหรือเปล่าไม่รู้
แต่ที่ผ่านๆ มาเป็นเช่นนั้น
ในเมื่อผมได้เลือกสินทรัพย์ที่จะลงทุนเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ทั้งในแง่ลงทุนหวังผลตอบแทนที่น่าพอใจและยังลุ้นเก็งกำไรเพื่อหวังส่วนต่างของราคาออกมาเพียงแค่ 2 ตัวหลักคือ หุ้น กับ ทอง โดยตัดการลงทุนในรูปแบบอื่นออกไปจนหมดสิ้น
วันนี้เราจะมาลองหาคำตอบกันครับ
วันนี้ลองถือว่าเป็นวันเริ่มต้นลงทุน ลองมาดูสิว่าเราจะเริ่มที่จุดสตาร์ทกันยังไง เอาหุ้นก่อนไม่ต้องดูหุ้นเป็นตัวๆ เอาดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์ล่าสุดคือของเมื่อวานนี้เป็นตัวบ่งชี้
ดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์อยู่ที่ 419.97 จุด
ราคาทองคำแท่งอยู่ที่บาทละ 12,400 บาท
แต่เพื่อความปลอดภัยในการเทียบเคียงเพราะมีตัวแปรสำคัญอีกตัวหนึ่งที่จะต้องพิจารณาเราก็ควรบันทึกลงไปด้วยว่าอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างค่าเงินบาทกับเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 35.01 บาทต่อหนึ่งดอลลาร์ ส่วนราคาทองคำแท่งในตลาดโลกซื้อขายกันที่ 738-739 ดอลลาร์ต่อเอานซ์
เอาละครับเราเริ่มต้นที่จุดสตาร์ทด้วยข้อมูลที่เป็นต้นทุนแบบนี้ก็แล้วกัน
คราวนี้ถ้าหากเราใส่เงินลงทุนไปกับหุ้นและทองในวันนี้พร้อมๆ กัน ใครจะให้ผลตอบแทนมากกว่ากัน ต้องกลั้นหายใจลึกๆ ครับ
แต่ก่อนจะเดินหน้าว่ากันต่อ ผมคิดว่าเราน่าจะมาตกลงกันอีกสักเรื่องหนึ่งก่อน นั่นก็คือจะใช้วงเงินลงทุนสักเท่าไรดี และที่สำคัญก็คือต้องกำหนดระยะเวลาในการลงทุนเอาไว้สักหน่อยจะได้เปรียบเทียบกันได้ง่ายขึ้น
ผมเอาแบบสมน้ำสมเนื้อคำนวณง่ายๆ ลงทุนสัก 1,000,000 บาทก็แล้วกัน
เอาละครับถ้าหากตกลงกันเรื่องจำนวนเงินได้สัก 1 ล้านบาทอย่างที่ผมตั้งเป็นตุ๊กตาเอาไว้ เพื่อให้คำนวณได้ง่าย คราวนี้ก็ต้องมาตกลงเรื่องของระยะเวลาในการลงทุนกันหน่อยว่ายาวนานแค่ไหนดี
เอาสักสามปีก็แล้วกันไม่นานและไม่สั้นจนเกินไป
คราวนี้ถ้าคุณพร้อมก็โยกเงิน 1 ล้านบาทจากบัญชีเงินฝากประจำออกมาไว้ในบัญชีออมทรัพย์เตรียมจะลงทุนทั้งหุ้นและทองกันให้เรียบร้อย วันพรุ่งนี้จะซื้อตูมเดียวหมดแล้วนั่งรอเลยหรือว่าจะทยอยลงทุนไปเรื่อยจนกว่าจะครบตามวงเงินที่เตรียมเอาไว้ดี ผมว่าค่อยๆ รินดีกว่านะครับไม่หกเรี่ยราดอีกต่างหาก
ใครจะขึ้นสู่สวรรค์ ใครจะลงไปนรก
พรุ่งนี้จะคุยให้ฟังต่อครับ