19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 20:15:00
ศาลปค.ไม่รับฟ้อง3รมต.หวยหยุดทำหน้าที่
ศาลปกครองกลาง สั่งไม่รับฟ้องคดีร้องขอให้สั่ง 3รมต.หยุดปฏิบัติหน้าที่หลังศาลฎีการับฟ้องคดีหวย ศาลชี้"นิติธร"ไม่ใช่ผู้เสียหาย ระบุไม่ใช้สิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ศาลปกครองสูงสุด
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : วันที่ 19 พ.ย.2551 นายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ หนึ่งในผู้ฟ้องคดี 3 รัฐมนตรีคดีหวยบนดินต่อศาลปกครอง เปิดเผยว่า หลังจากศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งให้ส่งคดีที่ตนกับกลุ่มทนายความ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ ส.ว. ยื่นฟ้อง นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรมว.กระทรวงการคลัง นางอุไรวรรณ เทียนทอง รมว.แรงงาน และนายอนุรักษ์ จุรีมาศ รมช.คมนาคม และคณะรัฐมนตรี (ครม.)
ซึ่งขอให้ศาลมีคำสั่งห้าม 3 รัฐมนตรีกระทำการใดๆอันเป็นการใช้อำนาจหน้าที่และสถานะความเป็นรัฐมนตรีจนกว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการจะมีคำพิพากษา หลังจากที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้มีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีทุจริตโครงการอกสลากพิเศษเลขท้าย 2 และ 3 ตัว (หวยบนดิน) เมื่อวันที่ 28 ก.ค.51ที่รัฐมนตรีทั้งสามตกเป็นจำเลยร่วมกับพวกรวม 47 คน ให้ศาลปกครองกลางพิจารณานั้น และตนกับพวกรวม 9 คน ซึ่งเป็นผู้ฟ้องได้ยื่นคำให้การต่อศาลตามคำสั่งแล้วเมื่อต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา
ปรากฏว่า หลังจากศาลปกครองกลางพิจารณาคำฟ้อง คำขอ คำให้การ ประกอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่าพวกตน ไม่มีอำนาจยื่นฟ้อง เนื่องจากไม่ใช่ผู้เดือดร้อนเสียหาย จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความแล้ว อย่างไรก็ดีเมื่อศาลมีคำวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว พวกตนไม่ได้ใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลปกครองสูงสุดแต่อย่างใด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งไม่รับฟ้องเมื่อวันที่ 24 ก.ย.51 โดยนายอนุวัฒน์ ธาราแสวง ตุลาการศาลปกครองกลาง เจ้าของสำนวน และองค์คณะ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จากคำฟ้องและคำชี้แจงของผู้ฟ้องทั้งเก้า ระบุว่า ผู้ถูกฟ้องทั้งสี่กระทำการไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยผู้ถูกฟ้องที่ 1-3 ใช้อำนาจความเป็นรัฐมนตรี เข้าร่วมประชุมและพิจารณาให้ความเห็นชอบ มติ ครม. เมื่อวันที่ 29 ก.ค. และ 5 ส.ค.51 โดยไม่มีอำนาจเนื่องจากต้องห้ามมิให้ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 55 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 จึงเป็นเหตุให้มติ ครม. วันที่ 29 ก.ค. รวม 40 เรื่อง และวันที่ 5 ส.ค. จำนวน 35 เรื่องไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีคำขอให้เพิกถอนมติ ครม. ทั้งหมด และห้ามไม่ให้ผู้ถูกฟ้องที่ 1-3 กระทำการใด ๆ
ในฐานะรัฐมนตรีจนกว่าศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำพิพากษา ดังนั้นกรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมายในการออกกฎคำสั่ง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ซึ่งศาลปกครอง มีอำนาจกำหนดคำบังคับที่จะสั่งให้เพิกถอนกฎ หรือคำสั่ง หรือห้ามกระทำการทั้งหมดได้ตาม มาตรา 72 วรรคหนึ่ง (1) พ.ร.บ.จัดตั้งศาล ฯ แต่ทั้งนี้ผู้ฟ้องจะต้องเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้จากการกระทำนั้นจึงจะมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง
โดยคดีนี้ผู้ฟ้องทั้งเก้าอ้างว่า ได้รับความเดือดร้อนจากผลกระทบตามมติ ครม. ดังกล่าว โดยเฉพาะมติวันที่ 29 ก.ค. เรื่องที่ 37 การแต่งตั้งประธานกรรมการ ในคณะกรรมการ(บอร์ด) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เนื่องจากอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ธปท. มีส่วนเกี่ยวพันเชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ฟ้อง ซึ่งเป็นผู้ใช้บริการธนาคารพาณิชย์ที่อยู่ภายใต้กำกับดูแลของ ธปท. หากคณะกรรมการ ธปท. กำหนดวิธีการแนวทางอย่างใดๆ ธนาคารพาณิชย์ที่ผู้ฟ้องใช้บริการด้านการเงินอยู่ ย่อมปฏิบัติตามและมีผลบังคับถึงผู้ฟ้องทั้งเก้า
ซึ่งการแต่งตั้งประธานกรรมการ ธปท. ที่ผู้ถูกฟ้องที่ 4 อนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้แต่งตั้ง นายพรชัย นุชสุวรรณ นั้นเมื่อพิจารณาตาม พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2485 ที่แก้ไขโดย พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 เห็นว่า บุคคลที่จะได้รับการพิจารณาให้เป็น ประธานกรรมการ ธปท. จะต้องเป็นบุคคลที่ผู้ว่า ธปท. หรือปลัดกระทรวงการคลังเสนอชื่อต่อคณะกรรมการคัดเลือก และคณะกรรมการฯ จะพิจารณาเลือกบุคคลจากรายชื่อที่ผู้ว่า ธปท. หรือ ปลัดกระทรวงการคลังเสนอมาเท่านั้น ดังนั้นเมื่อผู้ฟ้องทั้งเก้า ไม่ได้เป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อเพื่อให้คณะกรรมการคัดเลือกพิจารณา ผู้ฟ้องจึงไม่ใช่ผู้เดือดร้อนเสียหายจากการที่ ครม. มีมติเมื่อวันที่ 29 ก.ค. ประกอบกับการดำเนินการของคณะกรรมการ ธปท. ไม่สามารถดำเนินการอย่างใดได้ตามลำพังเพื่อกระทบสิทธิผู้ฟ้องได้ อีกทั้งไม่ยังปรากฏข้อเท็จจริงว่าคณะกรรมการ ธปท. ชุดนายพรชัย ได้กระทำการอย่างใดๆ กระทบสิทธิผู้ฟ้อง ข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้องจึงไม่อาจรับฟังได้ และไม่ได้เป็นผู้เสียหายที่จะมีสิทธิยื่นฟ้องต่อศาล
ส่วนมติ ครม. เรื่องอื่นจะเป็นเรื่องการให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ , ร่างพระราชกฤษฎีกา , ร่างกฎกระทรวง , ร่างประกาศกระทรวง , การขออนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณโครงการต่างๆ , การรายงานผลการดำเนินการในเรื่องต่างๆ , การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ผู้ฟ้องไม่ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายแต่อย่างใดซึ่งผู้ฟ้องก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับมติ ครม. ในเรื่องดังกล่าวด้วย
ศาลจึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณา และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ