วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
วีระ ธีรภัทร
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : เมื่อวานนี้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงพอสมควรอีกวาระหนึ่ง ดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์ประจำวันอังคารที่ 18 พฤศจิกายนปิดที่ระดับ 419.97 จุดลดลง 14.24 จุดหรือร้อยละ 3.28 ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 7,963.78 ล้านบาท
ใครที่เกี่ยวข้องมีส่วนได้ส่วนเสียคงต้องรู้สึกอึดอัดไม่มากก็น้อย
ยิ่งถ้าหากมองย้อนกลับไปตอนต้นปีที่ผ่านมาซึ่งระดับดัชนีราคาหุ้นอยู่ในระดับเกินกว่า 800 จุดด้วยแล้ว ต้องบอกว่าสร้างความเสียหายใหญ่หลวงให้กับผู้คนที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก
ด้วยเหตุนี้เมื่อมาถึงจุดนี้แล้วเผอิญได้ยินได้ฟังนักวิเคราะห์หรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านตลาดเงินตลาดทุนมาแนะนำว่า ควรจะซื้อหุ้นเก็บเอาไว้เพื่อหวังผลตอบแทนที่ดีมากๆ ในอนาคต จึงทำให้ผู้คนจำนวนหนึ่งเกิดความสงสัยขึ้นมาทันทีว่าเป็นอย่างที่ว่าจริงหรือเปล่า?
ก่อนจะตอบคำถามนี้ ผมได้ลองถามตัวเองดูว่า ถ้าหากผมมีเงินออมเหลือพร้อมจะลงทุนโดยที่ไม่เดือดร้อน
ผมยังจะมีทางเลือกอะไรเหลืออยู่บ้าง
แน่นอนครับ สำหรับคนที่ไม่ชอบความเสี่ยงใดๆ เลย การฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์กินดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 2 - 3 ต่อปีก็ควรจะพึงพอใจได้แล้ว เพราะเงินต้นและดอกเบี้ยมีการค้ำประกันให้กับผู้ฝากเงินเต็มจำนวนโดยรัฐบาล
พูดง่ายๆ ก็คือเก็บเอาไว้ในรูปเงินสดพร้อมใช้ได้ตามที่ต้องการ ซึ่งอาจจะหมายถึงเงินฝากกับสถาบันการเงินหรือแม้จะขยายออกไปให้ครอบคลุมกองทุนรวมที่ลงทุนในตลาดเงินหรือกองทุนพันธบัตรและกองทุนตราสารหนี้ก็ยังได้
ใครพอใจผลตอบแทนในระดับร้อยละ 3 แล้วไม่มีความเสี่ยงหรือมีแต่น้อยมากก็มีทางเลือกค่อนข้างจำกัดแบบนี้แหละ
อาจจะมีบางคนต้องการผลตอบแทนมากกว่านั้นและไม่ต้องความเสี่ยงอะไรมากมายด้วย แต่ต้องยอมรับการไม่โยกย้ายสับเปลี่ยนเงินที่เอาไปเก็บไว้ ณ จุดนั้นชั่วเวลาหนึ่งเอาเป็นว่าสักประมาณ 3 ปีหรือ 5 ปีได้
แบบนี้ผลตอบแทนที่ได้ในอัตราร้อยละ 4 ขึ้นไปแต่ไม่เกินร้อยละ 5 เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ไม่ยาก เมื่อไรกระทรวงการคลังหรือธนาคารแห่งประเทศไทยเสนอขายพันธบัตรออมทรัพย์ออกมาก็ยอมเหนื่อยไปต่อคิวจองเสียหน่อย แค่นี้คุณมีที่พักเงินที่คุณสบายใจไม่ต้องกังวลแล้ว
ฟังดูก็ไม่มีอะไรยุ่งยากครับ จริงๆ ก็เป็นอย่างนั้น
ผมคิดว่าสำหรับคนที่ไม่ต้องการความกังวลใดๆ และยอมรับผลตอบแทนในการอดเปรี้ยวกินหวานในระดับร้อยละ 2 ถึงร้อยละ 4 กว่าๆ ได้ก็มีทางเลือกในการลงทุนอย่างที่ผมบอกไปข้างต้น
แต่ถ้าหากคุณไม่พอใจและต้องการผลตอบแทนที่มากกว่านั้น จะมีทางเลือกอะไรเพิ่มเติมนอกจากที่บอกไปหรือเปล่า
มีครับ
เรื่องนี้ผมพยายามตัดความยุ่งยากในการลงทุนที่ไม่คล่องตัวออกไปด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ และสรุปลงท้ายว่ามีทางเลือกอย่างน้อย 3 ทางด้วยกัน
1. หุ้น 2. ทอง 3. หุ้นกู้
สำหรับหุ้นกับทองนั้นเป็นเรื่องได้เสีย ได้มากเสียมาก ได้หนักเสียหนัก เพราะฉะนั้นเอาเก็บไว้ก่อนค่อยคุยให้ฟังในวันพรุ่งนี้ แต่จะคุยไอ้ที่ไม่สลับซับซ้อนคือ หุ้นกู้ เสียก่อน
ถ้าหากใครอ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจอยู่เป็นประจำก็คงจะเห็นข่าวนะครับว่า ถ้าหากต้องการผลตอบแทนในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 ต่อปีหรืออาจจะถึงร้อยละ 6.50 ต่อปีนั้น คุณมีทางเลือกในการลงทุนด้วยการซื้อหุ้นกู้บริษัทขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีและมีความมั่นใจได้เกินร้อยละ 90 ว่าสามารถจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยให้คุณได้อย่างไม่มีปัญหา
ใครที่สามารถอดเปรี้ยวรอกินหวานได้อย่างน้อย 3 ปี สามารถลงทุนในหุ้นกู้ด้วยผลตอบแทนไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ได้อย่างสบายๆ ถ้าหากรอได้นานกว่านั้นคือสัก 5 ปีหรือมากกว่านั้นผลตอบแทนในระดับร้อยละ 6.0 ต่อปีหรือใกล้เคียงเป็นเรื่องธรรมดาสามัญมากครับ
ในสัปดาห์นี้ก็มีมาเสนอให้ลงทุนอย่างน้อย 2 บริษัทคือบริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ให้ดอกร้อยละ 5.5 ส่วนอีกเจ้าคือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ให้ดอกร้อยละ 5.10 ในอนาคตก็จะมีมาให้ลงทุนเพิ่มอีก คุณเพียงแต่จัดคิวเงินของคุณให้สอดคล้องต้องกันเท่านั้นเอง
ใครไม่ชอบเสี่ยงและต้องการผลตอบแทนพอเหมาะพอควรในเวลานี้ก็ไปใช้บริการลงทุนหุ้นกู้เถอะครับ
แต่สำหรับคนที่ชอบเสี่ยงรับมือกับความผันผวนได้ อยากจะซื้อหุ้นหรือซื้อทองแบบลงทุนหรือเก็งกำไร ผมมีคำแนะนำบางประการ
แต่ต้องขอเป็นพรุ่งนี้ครับ
advertisement
advertisement