12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 08:41:00
Literary Branding สร้างแบรนด์ผ่านหนังสือ
บรรดาหนังสือที่วางบนชั้นของร้านขายหนังสือนั้น หลายๆ เล่มเขียนด้วยจุดประสงค์ที่มิใช่ต้องการเงินทอง แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารอีกรูปแบบที่เจาะเข้าไปสู่กลุ่มเป้าหมายแบบถึงใจเลยก็ว่าได้
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : เกรียงไกร กาญจนะโภคิน
เพราะการที่กลุ่มเป้าหมายจะเดินออกจากบ้านมาร้านหนังสือ เพื่อซื้อหนังสือของใครสักคนนั้น ถ้าไม่ใช่แฟนกันจริงๆ คงจะเกิดขึ้นยาก
ในอดีตหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับอัตชีวประวัติของนักบริหารที่ประสบความสำเร็จ โดยนำประสบการณ์ของการทำงานที่มีค่ามาเล่าให้ฟังผ่านตัวหนังสือ และเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับการบริหารธุรกิจที่เขียนโดยคนไทยนั้นหายากหาเย็นมาก ส่วนใหญ่มักเป็นการนำหนังสือจากต่างประเทศมาแปล บางครั้ง Case Study ก็เป็นการเขียนถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศนั้นๆ โดยเราอาจจะไม่รู้จักแบรนด์หรือไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาทำด้วยซ้ำ เพราะขาดแบ็คกราวด์เนื่องจากเราอาจจะไม่เคยอยู่ในประเทศที่ยกกรณีศึกษาขึ้นมา
เมื่อก่อนหนังสืออาจจะเป็นเชิงวิชาการให้เด็กนักเรียนอ่าน แต่วันนี้ไม่ใช่อีกแล้วครับ คนไทยหันมาอ่านหนังสือเพื่อเพิ่มพูนความรู้กันมากขึ้น ดังนั้นกลยุทธ์หนึ่งในการสร้างแบรนด์ของเราให้ลึกจึงใช้ "หนังสือ" นี่แหละเป็นอีกเครื่องมือในการสร้างแบรนด์
นักการเมืองบ้านเรา เช่น คุณทักษิณ ชินวัตร ก็ใช้หนังสือตาดูดาว เท้าติดดิน มาเป็นหัวหอกในการทำให้คนรู้จักชีวิตที่เขาอยากให้คนรับรู้ว่าเขาเป็นเช่นไร ซึ่งทำให้คนรู้จักเขาดียิ่งขึ้นในมุมที่เขาอยากให้รู้จัก Brand Positioning ของเขาก็ชัดเจนมากขึ้น และสามารถเข้าไปอยู่ในใจคนได้มากยิ่งขึ้น
กลยุทธ์เหล่านี้ไม่ได้ใช้เฉพาะนักการเมืองไทยเท่านั้น แม้แต่ประธานาธิบดีคนล่าสุดของประเทศสหรัฐอเมริกา บารัก โอบามา ก็ใช้หนังสือเป็นเครื่องมือในการหาเสียง ทั้งนี้เพื่อให้คนได้รู้จักตัวตนของเขาได้ดีมากยิ่งขึ้น ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็คือการสร้างแบรนด์ให้คนอ่านเรื่องราวของเขาเหมือนกับที่แบรนด์ต่างๆ ทำงานผ่านการสื่อสารด้านต่างๆ นั่นเอง
วันนี้ซีอีโอหลายๆ ท่านที่มีหน้าที่นำพาธุรกิจของตัวเองให้ก้าวไปข้างหน้า ก็หยิบยืมการนำหนังสือมาเป็นเครื่องมือในการสร้างแบรนด์กันเป็นทิวแถว เพราะอะไร...ทำไมใครๆ ก็ใช้กลยุทธ์นี้
ง่ายนิดเดียวครับ ในยามที่ทุกคนกำลังต้องการหาแนวคิดใหม่ๆ ในการทำธุรกิจ ต่างต้องการหาไอเดียใหม่ๆ เข้ามาเพื่อปรับปรุงธุรกิจของตัวเอง ดังนั้นบรรดาหนังสือ Know How ต่างๆ จึงขายดิบขายดี ยิ่งพวกหนังสือประเภทพาดหัวว่า วิธีปั้นเงิน สร้างเงินล้าน อะไรทำนองนี้ คนก็ยิ่งชอบอ่านกันมาก
ส่วนใหญ่ผู้เขียนต้องมีบทพิสูจน์ส่วนตัวว่า เขาเคยทำแล้วประสบความสำเร็จ อาจจะยกตัวอย่างมาสักหนึ่งกรณี ก็นำมาตีฟองใส่ไข่ เขียนขยายความให้อ่านแล้วเข้าใจง่าย และบรรดาสำนักพิมพ์ที่มีสื่อในมือก็นำสื่อเหล่านั้นมาเป็นเครื่องมือในการช่วยโปรโมทนักเขียนให้กลายเป็นคนดังไปเลยทีเดียว
สิบปีที่ผ่านมา บรรดาเกจิด้านการสื่อสารหลายคนออกมาเขียนหนังสือทั้งในรูปแบบคอลัมน์ และ พ็อกเก็ตบุ๊คตีพิมพ์ออกมาเพียบ ยิ่งช่วงเห่อการสร้างแบรนด์ก็จะมีหนังสือเรื่องการสร้างแบรนด์วางแผงเต็มไปหมด
จะขายดิบขายดีกันหรือเปล่านั้นไม่ทราบเหมือนกัน แต่ที่สังเกตได้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ แต่ก่อนสไตล์หนังสือที่ออกมานักวิชาการจะเป็นคนเขียน แต่วันนี้นักเขียนกลายเป็นนักปฏิบัติ การเขียนจึงแตกต่างจากการเขียนของนักวิชาการ เพราะมักเป็นการยกกรณีศึกษาที่บริษัทตัวเองทำแล้วประสบความสำเร็จ รวมถึงบอกว่าที่ประสบความสำเร็จได้นั้นเพราะบริษัทมี Know How อย่างไร
บางเล่มก็บอกทีเด็ดทุกแง่ทุกมุมออกมาหมด บางเล่มก็แค่เปิดนิดเปิดหน่อยพอให้อยากแล้วก็จากไป
อย่างไรก็ตามสำหรับผู้อ่าน มันก็เป็นเรื่องที่เขาได้รับรู้ได้ว่า องค์กรนั้นๆ เขามีแนวคิดอย่างไร ทำอะไรมาบ้าง สุดท้ายก็กลับมาที่แบรนด์ของผู้เขียนหรือองค์กรนั้นๆ แหละครับ ดังนั้นการที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจะปล่อยให้คนในองค์กรไปเขียนหนังสือ ถ้าหนังสือมันเกี่ยวกับธุรกิจเราก็ต้องใส่ใจกับเนื้อหาที่ออกไป เพราะมันสะท้อนแบรนด์ขององค์กรอย่างช่วยไม่ได้
ล่าสุดผมได้รวบรวม Know How ในการทำงานด้านการสื่อสารและการตลาดของผมตลอดระยะเวลาการทำงานออกมาเป็นพ็อกเก็ตบุ๊ค Interactive Communications ผู้อ่านท่านใดสนใจ ลองอ่านดูนะครับเพราะหนังสือเล่มนี้น่าจะเป็นสูตรสำเร็จช่วยให้คุณเลือกใช้เครื่องมือการสื่อสารได้อย่างชาญฉลาดในยุคอินเตอร์แอ๊คทีฟ