เนคเทคร่วมไอซีที จัดประชุมร่วมรัฐ-เอกชนไทย ทำแผนแม่บทไอซีทีฉบับ 2 ด้านเอกชนเสนอตั้งองค์กรอิสระบริหารแผนให้สำเร็จ หนุนรัฐผู้นำสร้างจุดแข็ง พร้อมพัฒนาบุคลากร ขยายเขตอุตฯ ซอฟต์แวร์ เปิดทางไอทีไทยแข่งเท่าเทียมต่างชาติ
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ร่วมกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จัดประชุมเสริมสร้างความร่วมมือรัฐ-เอกชนในการกำหนดทิศทาง และแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาไอซีทีของประเทศไทย เพื่อนำไปประกอบการจัดทำแผนแม่บทไอซีทีฉบับที่ 2 ใช้ระหว่าง พ.ศ. 2552-2556
นายจำรัส สว่างสมุทร นายกสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (เอทีซีไอ) กล่าวว่า ควรมีการจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อรับผิดชอบในการบริหารแผนให้สำเร็จ เพราะปัญหาหลักของประเทศไทยคือ ขาดการประสานงานและควบคุมการปฏิบัติ
หน่วยงานดังกล่าว ต้องเป็นหน่วยงานพิเศษ มีผู้บริหารที่มีประสบการณ์และทักษะด้านไอซีที มีกฎหมายรับรอง และควรจัดตั้งให้ปฏิบัติการได้ตั้งแต่เริ่มต้นแผนฉบับนี้ จะได้สามารถวัดผลได้ชัดเจน
นอกจากนี้ รัฐต้องเป็นผู้นำสร้างจุดแข็งในการพัฒนาไอซีที เร่งสนับสนุนฝึกอบรมบุคลากรซอฟต์แวร์รุ่นใหม่ พร้อมกับขยายเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ถ้าขาดตัวใดตัวหนึ่งไปการพัฒนาต่อยอดก็ไม่เกิดขึ้น เหมือนมีคนแต่ขาดงาน หรือมีงานแต่ขาดคน
ด้านนายพฤฒิ เมาลานนท์ ตัวแทนจากสมาคมอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทย (สฟอท.) กล่าวว่า รัฐขาดการสนับสนุนให้มีผู้ผลิตภายในประเทศ แต่กลับสนับสนุนการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศมากกว่า และมีการกีดกันผู้ประกอบการไทย
เช่น มีการกำหนดมาตรฐานเอฟซีซี ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้ในสหรัฐอเมริกา แต่กลับมีการกำหนดในทีโออาร์ของไทย ทำให้ผู้ประกอบการต่างประเทศได้เปรียบ
ผู้ประกอบการไทย ต้องการแค่การดูแลการผูกขาดการค้าไม่ให้เกิดขึ้น และไม่ให้มีการกีดกันรายย่อย โดยเฉพาะการกีดกันที่มาจากภาครัฐ ซึ่งต้องมีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนในแผนแม่บท จะได้ไม่ต้องมีปัญหาตีความแตกต่างกันอีก นายพฤฒิกล่าว
นายจักรินทร์ เพิ่มสิน ตัวแทนจากสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวว่า กระทรวงไอซีที ต้องผลักดันในการตั้งสถาบัน หรือหน่วยงานที่เป็นศูนย์กลางความรู้ด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งที่ผ่านมาได้ร่วมมือกับซิป้า แต่ยังไม่มีความคืบหน้า ขณะที่ ธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กำลังเติบโตขึ้น และเป็นหัวหอกสำคัญในการรุกตลาดต่างประเทศ
พร้อมกันนี้ ต้องพัฒนาบุคลากรไอทีให้มีความรู้เชิงพาณิชย์มากขึ้น และรัฐต้องให้การสนับสนุนผู้ประกอบการไทย เพราะปัจจุบัน ผู้ประกอบการต่างประเทศได้เปรียบจากมาตรการช่วยเหลือ เช่น การได้สิทธิพิเศษจากบีโอไอ, การได้รับลดหย่อนภาษี อีกทั้งต้องสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตให้มากขึ้น