"สุรพงษ์"เผยรัฐบาลเร่งออก 3 มาตรการรับมือเศรษฐกิจสหรัฐถดถอย ผลักดันงบ 1.5 หมื่นล้านบาท ปั๊มเศรษฐกิจรากหญ้า ภายในเม.ย. เร่งลงทุนเมกะโปรเจกต์อื่น ฟื้นความเชื่อมั่นต่างชาติกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า จากการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามสถานการณ์ของสถาบันการเงินในสหรัฐ ซึ่งจากการประชุมดาดว่า เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอย และมีผลกระทบในระดับต่างๆ จึงได้เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
ดังนั้นรัฐบาลจึงออกแนวทางการรับมือปัญหาที่สืบเนื่องจากเศรษฐกิจของสหรัฐถดถอย โดยจะเร่งทำให้เศรษฐกิจในประเทศเติบโตอย่างรวดเร็วเพื่อทดแทนการส่งออกที่ชะลอลง
ส่วนที่รัฐบาลต้องเร่งทำคือ เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้าโดยเร็วที่สุด ซึ่งในวันที่ 21 มี.ค.นี้ จะเรียกประชุมคณะกรรมการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (เอสเอ็มแอล) ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อผลักดันงบประมาณ 15,000 ล้านบาท ภายในเดือน เม.ย.นี้
นอกจากนี้ จะเร่งรัดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 51 ให้มีการเบิกจ่ายได้รวดเร็วมากขึ้น โดยเฉพาะงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่พบว่ามีการเบิกจ่ายล่าช้ามาก โดยในวันที่ 21 มี.ค.นี้ หรืออย่างช้าในต้นสัปดาห์หน้า จะเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกรมบัญชีกลาง เพื่อให้มีการเบิกจ่ายงบประมาณที่โปร่งใสและมีคุณภาพมากขึ้น โดยจะไม่เน้นในเรื่องภาพรวมอีกต่อไป แต่เน้นในเรื่องของรายละเอียดในแต่ละโครงการ
น.พ.สุรพงษ์ กล่าวว่า จะเร่งรัดการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจกต์) อื่น โดยเฉพาะทางด้านการศึกษาและสาธารณสุข โดยให้มีการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ หรือจัดทำระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ลงสู่ทั่วประเทศ แทนการนั่งรอโครงการรถไฟฟ้าที่ต้องใช้เวลานาน โดยร่นระยะเวลาดำเนินการให้เร็วขึ้นอย่างน้อย 3 เดือน ซึ่งเชื่อว่าจะมีงบประมาณในการจัดซื้อหรือดำเนินโครงการเหล่านี้เข้าสู่ระบบอย่างน้อย 10,000 ล้านบาท
โดยจะมีการประชุมคณะกรรมการเมกะโปรเจกต์ด้านการศึกษาครั้งแรกในวันที่ 20 มี.ค.นี้
นอกจากนี้ ยังต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นในประเทศให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด เพื่อให้เอกชนเร่งขยายการลงทุน ทำให้เกิดการค้าขาย รวมถึงการเร่งรัดโครงการท่องเที่ยวต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นไปพร้อม ๆ กัน
ให้อำนาจธปท.ดูแลนโยบายการเงิน-อัตราแลกเปลี่ยนเต็มที่
ส่วนเรื่องอัตราดอกเบี้ยนั้นเป็นเรื่องของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องเข้าไปดูแล ควบคู่กับอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราเงินเฟ้อ เพื่อให้สอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ รมว.คลัง เชื่อมั่นว่า ธปท.ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และสามารถตัดสินใจได้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแน่ โดยให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจของสหรัฐมากกว่าอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ
ส่วนผู้ส่งออกต้องเร่งปรับตัว โดยการกระจายความเสี่ยงในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนไปสู่เงินสกุลอื่น เช่น เงินยูโร เงินเยน แทนที่จะผูกติดอยู่กับเงินดอลลาร์สหรัฐแต่เพียงอย่างเดียว เพราะปัจจุบันแม้ค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นแต่ก็แข็งค่าโดยสอดคล้องกับค่าเงินในภูมิภาคอื่น
"ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจโลก ยังมั่นใจว่ารับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ เพราะเศรษฐกิจไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง แต่สิ่งที่น่าห่วงคือ การเมืองที่ไม่ทราบว่าจะก้าวไปสู่จุดใด และเป็นเรื่องทางจิตวิทยาที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในประเทศอย่างมาก และยอมรับว่าการรวมตัวกันของพันธมิตรในวันที่ 28 มี.ค.เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ โดยต้องการให้อยู่ในขอบเขตตามระบอบประชาธิปไตย อย่านำมายอกย้อนกัน จนกลายเป็นประเด็นทางการเมืองมากขึ้นไปอีก