วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551
วิกฤติเยาวชนไทยยอมมีเพศสัมพันธ์คืนวันวาเลนไทน์

เด็กและเยาวชน ยอมมีเพศสัมพันธ์ในวันวาเลนไทน์ ชี้เป็นเรื่องปกติ ขณะที่เซ็งกับการเมืองเรื่องวุ่นวาย และเกินครึ่งยอมรับได้หากรัฐบาลโกงกินแต่ทำให้พวกเขาอยู่ดีกินดีรวมไปถึงกินตามน้ำ แนะใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงแก้ปัญหา ระบุนักการเมืองต้นแบบคุณธรรมหายาก ขณะที่ชื่อ "ทักษิณ-สมัคร-อภิสิทธิ์" ติด 3 อันดับนักการเมืองที่ชื่นชอบในเรื่องความดี

มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ โดย ดร.นพดล กรรณิกา หัวหน้าศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน เสนอผลสำรวจเรื่อง ความรักวันวาเลนไทน์ ดารา นักการเมืองและประชาธิปไตยในมุมมองของเด็กและเยาวชน : กรณีศึกษาเด็กเยาวชนอายุ 12-19 ปี ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล พบว่าเด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 78.6 จะปฏิเสธการมีเพศสัมพันธ์ในวันวาเลนไทน์โดยเด็ดขาด

ในขณะที่ 1 ใน 5 หรือร้อยละ 21.4 ยอมรับอาจจะมีเพศสัมพันธ์ในวันวาเลนไทน์ แต่เมื่อจำแนกเด็ก และเยาวชนกลุ่มนี้ออกตามระดับของแนวคิดรักนวลสงวนตัว พบว่า กลุ่มเด็กที่มองว่า

การมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องสิทธิส่วนตัว ร้อยละ 48.9 ยอมรับอาจมีเพศสัมพันธ์ใน

วันวาเลนไทน์ ขณะที่ในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่มองว่าต้องรักนวลสงวนตัว ร้อยละ 86.1 ปฏิเสธมีเพศสัมพันธ์ในวันวาเลนไทน์โดยเด็ดขาด

หมายความว่า เด็กและเยาวชนที่มองว่าการมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องสิทธิส่วนตัว มีโอกาสยอมรับการมีเพศสัมพันธ์ในวันวาเลนไทน์มากสุดประมาณ 8 เท่าของกลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีทัศนคติว่าต้องรักนวลสงวนตัวและรอจนกว่าจะถึงวันแต่งงานเท่านั้น

ดร.นพดล กล่าวว่า ที่น่าเป็นห่วงคือผลประมาณการเด็กและเยาวชนที่เอนเอียงยอมรับการมีเพศสัมพันธ์ในวันวาเลนไทน์ พบว่า ในกลุ่มเด็กและเยาวชน 1,327,055 คน ที่พักอาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีผู้ที่เอนเอียงอาจมีเพศสัมพันธ์ในวันวาเลนไทน์ 283,990 คน หรือร้อยละ 21.4

ทั้งนี้ ข้อมูลที่สะท้อนภาพเชิงบวกคือเด็กและเยาวชน ร้อยละ 84.6 ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ ในขณะที่ร้อยละ 15.4 เคยมี แต่ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ ในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เคยมีเพศสัมพันธ์ ส่วนใหญ่กำลังเสี่ยงต่อการมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพราะร้อยละ 21.1 เท่านั้นที่ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ในขณะที่ร้อยละ 58.8 ใช้บางครั้ง และร้อยละ 20.1 ไม่เคยใช้เลย

นอกจากนี้ เด็กและเยาวชนร้อยละ 66.4 ระบุว่า การอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ ผู้ปกครอง เป็นสิ่งที่

จะช่วยแก้ปัญหาของเด็กและเยาวชนได้

ดร.นพดล แถลงถึงมุมมองความรู้สึกของเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ต่อการเมืองไทย พบว่า ร้อยละ 60.9 รู้สึกเบื่อ น่ารำคาญ วุ่นวาย และเซ็งต่อการเมืองของประเทศ ในขณะที่ร้อยละ 29.1 ไม่สบายใจและเป็นห่วง ร้อยละ 10.9 รู้สึกว่าคนไทยไม่รักไม่สามัคคีกัน และร้อยละ 4.4 ระบุว่าการเมืองไทยมีแต่เรื่องโกงกิน

นอกจากนี้ ผลสำรวจ 10 อันดับภาพลักษณ์ของนักการเมืองที่เด็กและเยาวชนจะเลือกทำตาม ซึ่งพบว่า ร้อยละ 28.3 ระบุเป็นเรื่องความฉ้อฉล เห็นแก่ตัว ทุจริต โกหก ของบรรดานักการเมือง ขณะที่ร้อยละ 16.9 ระบุการทำตัวดี บุคลิกดี และร้อยละ 9.8 ระบุความซื่อสัตย์

"ที่น่าสนใจคือ ถามว่าพอจะหานักการเมืองที่เป็นแบบอย่างที่ดีด้านคุณธรรมได้หรือไม่ ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 47.5 ระบุว่าหายาก ร้อยละ 52.5 ระบุว่าพอหาได้ จากนั้นสอบถามชื่อนักการเมืองที่

ชื่นชอบในเรื่องความดี คุณธรรม ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 45.2 ระบุว่าเป็น พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ร้อยละ 23.2 ระบุนายสมัคร สุนทรเวช ร้อยละ 22.4 ระบุนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

สิ่งที่น่าพิจารณาคือ ร้อยละ 55.9 เห็นด้วยต่อการนำหลักปรัชญาและวิถีปฏิบัติแห่งเศรษฐกิจพอเพียงในการแก้ปัญหาวิกฤติของประเทศไทย รองลงมา ร้อยละ 17.7 ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 22.5 เห็นด้วยปานกลาง

สำหรับมุมมองทางการเมืองของเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ ดร.นพดล กล่าวว่า ผลวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็น

ว่า เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีหัวใจเป็นประชาธิปไตย แม้ประเทศไทยจะมีปัญหาวิกฤติใดๆ ก็ตาม และทางออกของปัญหาที่กำลังอยู่ในใจของเด็กเยาวชนเหล่านี้คือ การนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้แก้ปัญหาต่างๆ ของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องวิพากษ์วิจารณ์กันต่อไปคือ ผลวิจัยก่อนหน้านี้ที่เคยพบว่าเด็กและเยาวชนเกินกว่าครึ่งมีความเอนเอียงที่จะยอมรับรัฐบาลที่โกงกินแต่ทำให้พวกเขาอยู่ดีกินดี รวมไปถึงการกินค่าหัวคิวหรือการกินตามน้ำ ถ้าหากพวกเขาเติบโตขึ้นมาในอีก 10 ปีข้างหน้า และไปอยู่ในสาขาวิชาชีพต่างๆ ของประเทศ โดยบรรดาผู้ใหญ่ในสังคมตามกลไกของกระบวนการยุติธรรมในขณะนี้ ไม่กระทำอะไรบางอย่างเพื่อขัดเกลาทัศนคติและพฤติกรรมของพวกเขาแล้ว สังคมไทยจะเป็นเช่นไรในเวลานั้น

copyright © NKT NEWS CO.,LTD.All Right Reserved.
Contact us :ktwebeditor@nationgroup.com