อดีตนายกฯยกคำ"พุทธทาส"เตือนเสียงข้างมากเลวๆ ประเทศไปไม่รอด ชี้ผลเลือกตั้งดึงสังคมถอยหลัง 6ปี ชี้อย่ายึดเลือกตั้งคือประชาธิปไตย ต้องสร้างเสาหลักความอิสระของสื่อ ความรับผิดชอบ ความโปร่งใส การเข้าถึงข้อมูล กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ที่มหาวิทยาลัยหอการค้า คณะทำงานรณรงค์เลือกตั้งใสสะอาด ในคณะกรรมาธิการ(กมธ.) การมีส่วนร่วมของประชาชน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จัดเสวนาวิชาการเรื่อง "บทเรียนเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550"
นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 18 กล่าวสุนทรพจน์พิเศษตอนหนึ่งว่า บทเรียนการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมาแล้ว 76 ปี ซึ่งมีการเลือกตั้งประมาณ 30 ครั้ง มีรัฐธรรมนูญ 11 ฉบับ มีทั้งประชาธิปไตยครึ่งใบ ค่อนใบ และเต็มใบ
แต่ที่ผ่านมา เราหลอกตัวเราเอง เพราะหลายครั้งที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง อาจจะเป็นรัฐบาลที่มีจิตใจเป็นประชาธิปไตยน้อยที่สุด ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นทั่วโลกทั้งอัฟริกา เอเชีย หรือละตินอเมริกา สำหรับคนไทยนั้นส่วนใหญ่รู้สึกว่าการพัฒนาประชาธิปไตยให้สมบูรณ์นั้น เชื่องช้ามาก ด้านหนึ่งก็ถูก แต่อีกด้านหนึ่งไม่ถูก เพราะไม่มีประชาธิปไตยที่ไหนในโลก ใช้เวลาสร้างแค่ร้อยปี ส่วนใหญ่จะใช้เวลากว่า 100-200 ปี ทั้งสิ้นในอังกฤษที่ถือว่าเป็นแม่แบบประชาธิปไตย ก็ยังให้โอกาสสุภาพสตรี มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งได้ เมื่อ 80-90 ปีที่แล้ว
ส่วนในสหรัฐฯ อาจจะเดินเร็วหน่อย เพราะใช้นักคิด นักปรัชญา มาเป็นผู้ร่างรัฐธรรนูญ ที่เริ่มต้นมีไม่ถึง 20 มาตรา หลังจากนั้นมีการแก้ไขเพิ่มเติมไม่เกิน 30 มาตรา แต่เป็นการเขียนที่ลึกซึ้ง มีการวางปรัชญาแนวทางที่แน่ชัด
นายอานันท์ กล่าวว่า ตนพูดหลายครั้งแล้วว่า ประชาธิปไตยนั้นไม่ได้หมายถึงการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว หรือการมีรัฐธรรมนูญ หรือการมีรัฐสภา รัฐบาล แค่นั้น รัฐธรรมนูญแม้เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่ต้องยอมรับในโลกความจริง ว่าโลกนี้มีกฎหมายหลายประการ เช่น กฎหมายฆาตกรรม ข่มขืนกระทำชำเรา ที่ปกป้องและคุ้มครองผู้บริสุทธิ์ ลงโทษผู้ทำผิด ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งฆาตกรรม หรือการลักขโมยได้ ดังนั้นต้องเข้าใจว่าแม้รัฐธรรมนูญจะดีอย่างไร ก็ไม่สามารถอุดช่องโหว่ได้ทุกช่อง ไม่สามารถป้องกันได้ทุกกรณีได้
"ขออย่าหลงรัฐธรรมนูญ กฎหมาย หรือกติกาต่างๆ ท่านพุทธทาสเคยบอก แม้ประชาธิปไตยคือเสียงข้างมาก แต่ถ้าเสียงข้างมากไม่ดี เป็นเสียงเลวๆ ประเทศชาติจะรอดพ้นไปได้อย่างไร จึงได้เสนอคำว่า ธรรมาธิปไตย หมายถึงว่า ประชาธิปไตยที่ยั่งยืน ต้องมีธรรมะในใจ ไม่ว่าจะเป็นธรรมะของศาสนาใดก็ตาม อย่าไปมองแค่เลือกตั้ง รัฐธรรมนูญ รัฐสภา รัฐบาล แต่ควรจะมองว่าทุกขั้นตอน ว่าความเป็นธรรมอยู่ที่ไหน ธรรมะอยู่ในจิตใจเราหรือไม่ เป็นบทเรียนที่เราต้องเรียนรู้" นายอานันท์ กล่าว
นายอานันท์ กล่าวว่า การเลือกตั้งนั้นนอกจากจะเป็นระบอบที่ยอมรับเสียงข้างมากแล้ว ยังต้องปกป้องคุ้มกันเสียงข้างน้อยด้วย ไม่ใช่บอกว่าผมเป็นผู้นำของคน 16 ล้าน หรือ 19 ล้านเสียง แต่อีก 12 ล้านที่ไม่ออกเสียงกับผม ก็นั่งคอยไปอีก 4 ปี แล้วก็แบ่งเขตแดนเป็น สีเหลือง เขียวแดง ตัดสินว่าจะให้งบประมาณที่ไหนมากกว่า อันนี้ใช้ไม่ได้ ถ้าบอกว่ารักชาติ รักสังคมไทย ต้องรักทั้งสังคม อย่าไปแยกแยะว่าเป็นนายกฯให้คน 19 ล้านคนเท่านั้น หรือจะเป็นนายกให้คนถือพุทธเท่านั้น เป็นความผิ ดอย่างมหันต์ คนเป็นนายกฯต้องบอกจะเป็นนายกฯของคนทั้งประเทศ ไม่ว่าเมือง ชนบท วิชาชีพใดๆ ราชการ ธุรกิจ เกษตร นับถือศาสนาใด เชื้อชาติใด เพราะเมื่อเป็นรัฐบาลแล้ว จะนั่งแบ่งแยกคนไทยด้วยกันได้อย่างไร ความยุติธรรมอยู่ที่ไหน ทั้งที่รัฐธรรมนูญทุกฉบับเขียนไว้ชัดเจนว่า คนไทยมีสิทธิทัดเทียมกัน ซึ่งเป็นหัวใจของประชาธิปไตย
"เรามีการเลือกตั้ง กำลังจะมีนายกฯ รัฐบาลใหม่หน้าตาจะออกอย่างไรไม่ทราบ จะสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม หรือ กลมดิก ก็ไม่รู้ แต่เขาเป็นคนไทย ที่มีสิทธิทัดเทียมกัน ต้องรอดูผลงาน เพราะมาตามครรลองการเลือกตั้ง ส่วนจะบริสุทธิ์หรือไม่กระบวนการยุติธรรม ก็ทำไป ฝ่ายการเมืองอย่ามาเกี่ยวข้อง จะออกหัวออกก้อยก็ต้องเป็นตามกระบวนการหลักนิติรัฐ ระบอบประชาธิปไตยต้องสร้างให้ได้ คือยึดหลักนิติรัฐ หรือนิติธรรม ทุกคนอยู่ใต้กฎหมายเดียวกัน ไม่มีกฎหมายสำหรับนายอานันท์ กระบวนการยุติธรรมใช้อำนาจกับคนทุกคนลักษณะเดียวกัน
นายอานันท์ กล่าวอีกว่า แม้ทุกคนจะเศร้า สลดใจ ท้อแท้ ไม่รู้จะพึ่งใคร แต่ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า สัจจธรรมของโลก สังคมไทยไม่มีทางดิ่งสู่เหว แต่จะมีอะไรมาแก้ไข แต่ไม่ใช่แก้ไขด้วยการมีรัฐประหาร ขอให้เลิกซะที ถ้าเรามีระบอบประชาธิปไตยที่จริงจัง จริงใจ เข้มแข็งหนักแน่น สถาบันประชาธิปไตย คุณค่าประชาธิปไตย จะมีกลไกในการแก้ไข ประเทศที่มีประชาธิปไตยที่ยั่งยืน ไม่มีการรัฐประหารแล้ว เพราะมีกลไกในการจัดการกับปัญหา แต่ของเรายังไม่มี หรือมีก็ใช้ไม่ได้
"การสร้างประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง ต้องสร้างเสาหลักให้ได้ ทั้งเรื่องความอิสระของสื่อ ความรับผิดชอบต่อการสินใจ ความโปร่ง การเข้าถึงข้อมูล ไม่ใช่การตั้งสถาบันพัฒนาประชาธิปไตยขึ้นอีก เพราะสุดท้ายสถาบันนั้นก็จะเป็นอาณาจักรของระบบราชการอีกแห่งหนึ่งเท่านั้น" นายอานันท์ กล่าว