ประกาศปิดตัวเองไปแล้วสำหรับ playground และ manga ภายหลังจากซบเซามานาน แต่ไม่ได้หมายความว่า trendy place แบบอื่นๆ จะมีชะตากรรมแบบเดียวกัน บางแห่งนั้นถึงขั้นอยู่ดีกินดีและอยู่รอดปลอดภัย นั่นเป็นคำถามว่า แล้วสาเหตุใด playground และ manga ที่ใครบางคนเคยมองว่ามีอนาคตถึงมาจุดสิ้นสุดในเวลารวดเร็ว เป็นเพราะเทรนด์ไม่ใช่หรือรสนิยมคนซื้อไม่ถึง จุดประกาย มีรายงานจากหลากหลายทัศนะของผู้เคยสัมผัสวัฒนธรรมนี้กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : พลันที่ play ground ประกาศปิดตัวเองลงไป พร้อมๆ กับช็อป manga ในศูนย์การค้าเน้นไลฟ์สไตล์ในศูนย์การค้าอย่าง central world ประกาศหยุดกิจการอย่างเป็นทางการนั้น...น่าสนใจว่า สิ่งที่เซคชั่น et (enter trend) ของ นสพ.กรุงเทพธุรกิจ bizweek เคยนำเสนอในปลายปี 2006 อย่าง เทรนดี้ เพลส นั้น จะมีคำถามและคำตอบอย่างไรภายหลังจากเวลาผ่านไปร่วมๆ สองปี
ปลายปี 2006 ทางกองบรรณาธิการรายงานนำร่องเกี่ยวกับแรงกระเพื่อมของเทรนดี้ เพลส อันมีความหมายที่นักวิชาการเรียกสถานที่เที่ยวดื่มกินและชอปปิง โดยสอดใส่ความเป็นไลฟ์สไตล์คนเมืองด้วยอารมณ์แบรนด์เนมและทันสมัย ซึ่งปี 2006 ผุดขึ้นอยู่หลายแห่งทั้งตลาดในหัวหิน ชุมชนกลางเมือง สะพานควาย อเวนิวทองหล่อ บางพื้นที่ของย่านสยามสแควร์ ...ลามเลียเลยมาถึงอีกคาแรคเตอร์หนึ่งในแบบ play ground ข้างสถานีตำรวจทองหล่อ หรือช็อปอินดี้แบบ manga ในชั้น 1 เซ็นทรัล เวิลด์
 |
อย่างไรก็ตาม ในหลายๆ แห่งนั้น ผลประกอบการไม่ได้บูมขึ้นเหมือนย่านอเวนิว ทองหล่อ ที่กลายเป็นทางเลือกของคนเมืองในเวลาว่าง...บรรยากาศที่เงียบเหงาในบางพื้นที่ ไม่ทำให้คำถามที่น่าสนใจอย่างหนึ่งเกิดขึ้นก็คือ เมื่อ play ground ประกาศปิดตัวเองสองแห่งนั้น คำพูดที่ว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้นจึงดังขึ้น
เทรนด์นี้ไม่เวิร์ค...ของแพง...สินค้าไม่ใช่...รสนิยมไม่เกิด...หรือไม่ทำการตลาดต่อแมส ฯลฯ
เหล่านี้คือเครื่องหมายคำถามที่ผุดขึ้นในหลายๆ คน
 |
โศภิน เงินสวัสดิ์ ผู้บริหารของบริษัท ริพเพิล เอฟเฟคท์ ให้ความเห็นว่า การทำ shop แบบ play ground และ manga ที่ประกาศปิดตัวไปนั้น ถือเป็น case study ที่ดี
"สำหรับคนที่จะทำ shop ลักษณะนี้ต้องศึกษาและทบทวน เพราะตอนที่ทั้ง 2 shop เปิด เราถามว่า ปัจจัยความพร้อมของกระแส ค่านิยม และการตอบรับ เป็นอย่างไร มีเพียงพอ หรือไม่ ?? ก็จะพบว่า พร้อม แต่พอเปิดไปสักระยะหนึ่ง ทำไมถึงซบเซา...และต้องปิดตัว ทีนี้เราก็ต้องมาคลี่ประเด็นว่าการทำ shop หรือ ทำธุรกิจ ปัจจัยที่มากกว่านั้นคืออะไร และประเด็นไหนที่ตกหล่น" เธอให้ภาพกว้างๆ เพื่อมองเห็นต้นทาง
"โดย case ของ สอง shop นี้ คาดว่าอยู่ที่สินค้ามีราคาสูงแต่ความเป็น 'พิเศษ' สุดยอด หรือหนึ่งเดียวไม่ได้ผันตามราคา ดังนั้นลูกค้าสามารถเดินไปซื้อสินค้าดีไซน์แบบนี้ที่ไหนก็ได้ในราคาที่ถูกกว่า หรือความเก๋ที่มีอยู่ก็สามารถซื้อของ copy ได้ คนก็ไม่ยอมที่จะจ่ายแพง ขณะเดียวกันลูกค้ากลุ่มนี้ส่วนใหญ่เดินทางต่างประเทศบ่อยก็สามารถที่จะซื้อมาโดยไม่ต้องจ่ายราคาส่วนต่าง"
 |
"ยุคสมัยนี้ ความคาดหวังของคนสูงขึ้น ความพึงพอใจสูงตาม ขณะเดียวกันโลกก็แคบลง ดังนั้นทุกเม็ดเงินที่จ่ายไปลูกค้าจะดูและเปรียบเทียบ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญของ shop ประเภทนี้คือ การผสานระหว่างคำว่า Design , Unique, Pricing และ Marketing เคล้าให้เป็นหนึ่งเดียวกัน"
"ถ้าเราบอกว่าเราคือ Design Shop ความแหลมและความคม ของสิ่งนี้ต้องพุ่งออกมาให้เด่นชัด คิดว่านี่คือหนึ่งปัจจัยหลักต่อคำถามที่ว่า แล้วทำไมแหล่งจับจ่ายแบบ la villa จึงอยู่ได้ เพราะ la villa เสนอเพียงแค่แหล่งรวมความสะดวก เป็น lifestyle mall ที่มีหัวใจอยู่ไม่กี่อย่างคือ super market ที่ไม่ต้องใหญ่มากแต่มีครบ มีร้านอาหารหลักๆ และร้านค้าที่อำนวยความสะดวก ภายใต้เงื่อนไขไม่ต้องเดินทางไกล จอดรถง่าย อันนี้ตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ ที่จะแตกต่างกับ design shop ซึ่งมีความยากกว่า"
ทัศนะของ โศภิน นั้น ค่อนข้างสอดคล้องกับ สเตฟานี ไวส์ นักวิเคราะห์วัฒนธรรมป๊อปของฝรั่งเศส ซึ่งกล่าวไว้ในเวบไซต์ของนิตยสาร culture pub ตอนที่กระแสเทรนดี้เพลสเกิดขึ้นใหม่ ว่า หลังจากความน่าเบื่อและอุดอู้ทางเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 20 มนุษย์ชนชั้นกลางในยุโรปต้องการความเป็นอยู่ที่มีรสนิยมมากขึ้น สเตฟานีชี้แจงอย่างน่าสนใจว่า คำว่า รสนิยม นั้น ไม่ได้ผูกตัวเองหรือยืนพิงกับระดับของฐานะ
มันเกี่ยวกับความเป็นศิวิไลซ์ในการใช้ชีวิตมากกว่าฐานะทางการเงิน แต่การใช้จ่ายเงินทองนั้น จะเป็นประเด็นด้วย เธอบอก
น่าสนใจว่า ในย่านเดียวกันอย่างทองหล่อนั้น ขณะที่ เจ-อเวนิว กลับอยู่รอดปลอดภัยดี แต่ไม่ไกลออกไปอย่าง playground กลับต้องปิดตัวเองลงไป ชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีรสนิยม และแน่นอนเคยไปสัมผัสกับสองสถานที่มาแล้วอย่าง โตมร ศุขปรีชา ซึ่งเป็นบรรณาธิการของนิตยสาร GM ก็มีมุมมองต่อเส้นทางที่สวนทางกันของสองพื้นที่นี้
"เป็นเรื่องที่คิดอยู่เหมือนกันครับว่า ระหว่าง Playground กับ J-Avenue ชอบไปที่ไหนมากกว่า คำตอบก็คือ ถ้า 'ชอบ' ละก็ ชอบไปที่อย่าง Playground มากกว่า เพราะสิ่งที่น่าสนใจก็คือการจัดวางและการคัดสรร (ทั้งข้าวของและผู้คน) ชอบนิทรรศการศิลปะที่นั่น ชอบไปนั่งร้านกาแฟ Starbucks ชอบไปดูซีดีที่ร้านข้างล่าง ชอบขึ้นไปดูหนังสือที่ร้านข้างบน และชอบไปกินข้าวที่ร้านข้างบน (ขึ้นไปอีกชั้น) แต่แล้วเมื่อพิจารณาดูว่า ตัวเอง 'ไป' ที่ไหนมากกว่ากัน ระหว่าง Playground กับ J-Avenue คำตอบกลับออกมาที่ J-Avenue" โตมร พูดถึงนัยของการชอบและการไปสัมผัส และขยายความคิดผ่านเหตุผลว่า...
"อย่างแรกที่สุดก็คือ J มีความเป็น 'ตลาด' อยู่ในตัว เป็นเพราะมันมีซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่ด้วย ซูเปอร์มาร์เก็ตไม่ใช่ของเก๋ มันไม่ได้ทำให้สถานที่อย่าง J (หรือ la villa) เก๋ไก๋ขึ้นมาเลย แต่มันคือกระดูกสันหลัง คือ core หลักของสถานที่ที่ทำให้ทุกคนต้องไป เหมือนถ้าต้องเลือกระหว่างไปตลาดสดกับไปนั่งทำเก๋ๆ คนเราคงไปตลาดสดกันได้ทุกวัน แต่จะไปนั่งเก๋ตามที่สวยๆ ได้ไม่กี่วันในแต่ละเดือนหรอก ยิ่งเก๋มากเท่าไร คนก็ยิ่งอยากไปมากเท่านั้น แต่ความเก๋มักจะมากับระดับราคาที่ไม่สมจริง ทำให้ยิ่งไปได้น้อยลงไปอีก
ที่อย่าง Playground จึงเป็นสถานที่เพื่อเติมจินตนาการให้เต็ม เป็น 'ฉาก' ให้ผู้คนไป 'แสดง' แต่ไม่ได้ไปใช้ชีวิต ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด เพราะเราต้องการ 'ฉาก' ที่ว่าอยู่แล้ว แต่คำถามก็คือ ระหว่าง 'ฉาก' กับชีวิตจริง เราเลือกอยู่กับสิ่งไหนได้มากกว่ากัน เพราะฉะนั้นโจทย์หลักไม่ได้อยู่ที่คำว่า Trendy อีกต่อไป แต่สิ่งที่ 'อยู่รอด' กลับแสดงให้เห็นถึงการคัดเลือกโดยธรรมชาติที่แสดงถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้คน ความ Trendy เป็นแค่ส่วนเสริม มันอาจน่าสนใจในระยะแรก แต่ที่สุดแล้วไม่มีอะไรดีไปกว่า 'แก่น' หรือ 'สาระ' ที่แท้จริงหรอกครับ" เขาจบคำพูดผ่านความคมคายแห่งความคิด
แต่ก่อนความคิดที่น่าสนใจที่ว่านี้ อ.ชวนะ ภวกานันทน์ แห่งคณะวารสารศาสตร์ และ คณะนวัตกรรมฯ ม.ธรรมศาสตร์ เคยบอกกับ 'จุดประกาย' ว่า เขายังเชื่อว่ากระแสของเทรนดี้เพลสนั้น เกิดมาจากการที่คนเมืองอาจจะเบื่อความเป็นห้าง
"ผมว่าระยะยาวแล้ว เทรนดี้เพลสอาจจะลำบาก และที่สุดต้องพึ่งความเป็นแบรนด์ ไม่มีแบรนด์ไม่ได้ ฉะนั้น ส่วนที่เป็นองค์ประกอบจึงต้องเป็นแบรนด์ทางไลฟ์สไตล์ทั้งหมด ร้านดื่มกินเที่ยว" แต่แบรนด์ที่ว่านั้น อาจไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง เพราะจะว่าไปสถานที่พยายามจะเป็นแบรนด์อย่าง play ground กลับต้องประสบภาวะขาดทุน และยุติบทบาทตัวเองลงไปในเชิงวัฒนธรรมป๊อป ไม่ได้หมายความว่า อีกแบบประเภทหนึ่งของ เทรนดี้ เพลส อย่าง เจ-อเวนิว หรือ ลา วิลล่า ย่านสะพานควาย จะต้องมีชะตากรรมแบบนั้น
"ถามว่าทำไม La Villa อยู่ได้ แต่ Playground อยู่ไม่ได้" หทัยรัตน์ เอสตราดา มณเฑียร คอลัมนิสต์ด้าน art & museum ตั้งคำถามภายหลังได้รับโจทย์...
"Playground สร้าง Image ตัวเองขึ้นมาด้วยจุดขายที่เพิ่มความรู้สึกให้คนไปใช้หรือซื้อของในนั้นดูเป็นคนทันสมัย มีความแตกต่าง เป็นที่ของคนรุ่นใหม่ โก๋ เท่ กับข้าวของที่เลือกมาขายที่มีดีไซน์ระดับเกาะติดเทรนด์ของโลก ราคาแพงสุดฤทธิ์ ซึ่งสวนกระแสกับภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง ที่วันนี้เราคงต้องคิดแล้วคิดอีกในการที่จะซื้อกางเกงยีนส์ตัวละหกพันบาทที่ Playground ซึ่งท้ายที่สุดก็ซื้อตัวพันกว่าบาทข้างถนน แล้วเก็บตังค์ที่เหลือไปซื้อตั๋วเครื่องบินนกแอร์บินไปเที่ยวฮานอยหรือทำอะไรอย่างอื่น ซึ่งมัน "ได้" มากกว่ากางเกงยีนส์ตัวเดียว"
"นอกจากเป็นปัญหาด้านราคากับภาวะเศรษฐกิจที่สวนกระแสแล้ว การสร้างภาพลักษณ์ให้คนที่ไปใช้ Playground เป็นคนที่ดูดี มีสไตล์ จริงๆ แล้วเป็นดาบสองคมเหมือนกัน เพราะความที่มันดูหรู โก้เก๋นั้น ได้สร้างกำแพง (boundary) ในใจ บางอย่างให้คนทั่วไป ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่มากของสังคม ไม่กล้าที่จะไปใช้บริการ เพราะในใจคิดกังวลไปหมดว่า ร้านที่เทรนดี้มากๆ ไม่เหมาะกับตัวเอง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแต่งกาย ข้าวของที่แพงมากจนเอื้อมไม่ถึง อีกอย่างหนึ่งก็คือ ร้านที่เปิดอยู่ในเพลย์กราวด์ไม่มีจุดดึงดูดเพียงพอที่จะทำให้คนมีความรู้สึกว่า ต้องไป อย่างเช่นร้านหนังสือที่พยายามเสนอตัวเป็นทางเลือกร้านหนังสือของคอศิลปะ เพราะมีหนังสือเกี่ยวกับศิลปะอยู่มาก แต่ในรายละเอียดแล้ว หนังสือที่เลือกมาเหล่านั้น ส่วนมากก็เป็นหนังสือที่ตามหาได้ในร้านขายหนังสือต่างประเทศทั่วไป ไม่มีหนังสือหายากในสต็อกมากพอที่จะทำให้คน ต้อง เดินทางจากฟากอื่นของเมืองมาซื้อหนังสือที่นี่"
เธอบอกว่า ในขณะเดียวกันที่ La Villa กลับอยู่ได้ เพราะมันมีร้านค้าแบบ Unique แต่ราคาเป็นมิตร และมีร้านขายของที่ใช้ในชีวิตประจำวันอย่างซูเปอร์มาร์เก็ต ที่สร้างความคุ้นเคยให้คนที่มาใช้รู้สึกว่าการมาใช้บริการที่นี่ไม่ยากต่อใครๆ เป็นเรื่องการจ่ายตลาด ซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวันปกติ จะขาสั้น ลากแตะไปซื้อของก็ยังได้ มีร้านขนม อร่อยๆ ให้นั่งเล่น จิบกาแฟ อ่านหนังสือไปเพลินๆ
"...รวมไปถึงร้านเสื้อผ้าที่มีจุดเด่นในตัวของมันเอง ร้านหนึ่งขายเสื้อผ้าแนวโบราณ อีกร้านหนึ่งขายเสื้อผ้าสไตล์เกาหลี อีกร้านหนึ่งขายชุดชั้นในเสื้อผ้าวาบหวิวแบบฝรั่งเศส แพงขึ้นมานิดหนึ่งกว่าของตามห้าง แต่มันไม่ "โหล" เท่า ซึ่งทำให้ได้ใจของคนชั้นกลาง ซึ่งเป็นฐานลูกค้าที่ใหญ่และจงรักภักดีกว่าฐานลูกค้าตามเทรนด์ของ Playground มาก"
ก่อนหน้านี้สักหนึ่งปี เวลามองไปถนนพหลโยธิน เราเห็น la villa อันสวยงาม ที่เพิ่งเปิดให้บริการด้วยร้านค้าน่าสนใจ เหลียวไปทางย่านเหม่งจ๋าย เราเห็น park plaza ที่เพิ่งจัดงานเลี้ยงปีใหม่แก่ผู้ประกอบการไปเมื่อคืนสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา...ลองชายตาอีกข้างหนึ่งไปที่ทองหล่อ ถิ่นดื่มด่ำความสุขของคนกรุงมีรสนิยมดูสิ เราจะเห็น เจ-อเวนิว ที่น่าเข้าไปนั่ง โดยที่ถัดไปไม่ไกลจากนั้น พยานอย่าง play ground ก็เริ่มไปก่อนหน้ากับวัฒนธรรมที่บางพื้นที่เรียกว่า บูติค มอลล์
เพียงแต่รายหลังสุดไม่สามารถจะทนกับภาวะซบเซาและค่าเช่าพื้นที่ได้ ในที่สุดทั้ง manga และ playground ต่างต้องโบกมือลาไป...
จิน่า โอสถศิลป์ สาวเก่งและผู้บริหารแห่งค่ายหนัง GTH ซึ่งเป็นคนมีรสนิยมกับของดีไซน์ต่างๆ (ก็ในหลายพื้นที่ของออฟฟิศ เธอเป็นคนออกแบบมันเอง) เมื่อถามถึงจุดสิ้นสุดของเทรนดี้เพลสบางแห่งอย่าง playground เธอบอกว่า น่าเสียดาย แต่ถ้ามองแบบไม่ได้โจมตีอันใด มองถึงเหตุผล เธอมองว่าราคาสินค้าคงจะเป็นปัจจัยหนึ่งของที่นี่
"ขนาดต่อให้เรามีสตางค์ที่พอจะซื้ออะไรได้บ้าง เรายังไม่กล้าควักเงินเลย เพราะราคาสูงมาก ตอนไปงานเปิดตัวแรกๆ ก็มีคำถามเหมือนกันว่า จะอยู่รอดได้หรือ ยังคิดว่าถ้าราคาถูกกว่านี้ คงจะดีกว่า" เธอให้ความเห็นด้วยความปรารถนาดี
หากเปรียบวัฒนธรรมกับต่างชาติล่ะ
ผมว่าสิ่งที่เรากำลังพูดถึงหรือกำลังได้รับความนิยมเนี่ย มันน่ามองอยู่หลายๆ ด้านเหมือนกัน โดยส่วนตัว ผมคิดว่า มันคือสถานที่ที่ต้องการคลี่คลายมาจากศูนย์การค้า ปวิตร มหาสารินันทน์ อาจารย์ประจำภาคศิลปะการแสดงของคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เคยให้ทัศนะกับ et ไว้
ในอเมริกานั้น ผมนึกไม่ออกว่ามันมีแบบนี้แบบจริงจังหรือไม่ แต่ที่อเมริกานั้น เวลาวันหยุด เขาจะคิดถึงการไปพักผ่อนกับครอบครัว ไปปิกนิก ไปสวนสาธารณะ มากกว่าไปสถานที่แบบนี้ ซึ่งก็น่าเห็นใจเพราะว่าคนไทยเราไม่มีทางเลือกแบบนั้นมาก ว่าที่ดอกเตอร์ทางการละคร ซึ่งไปใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศหลายปี ยังบอกอีกว่า เขาเชื่อว่า trendy place ก็คือการพยายามจะเป็นตัวเลือกใหม่ของคอนเซปต์ห้าง "ผมเห็นด้วยที่เราคุยกันว่า มันอาจจะเป็นอะไรที่พยายามรีแลกซ์มาจากห้างใหญ่ ซึ่งคนชั้นกลางส่วนหนึ่ง อาจจะเบื่อการเข้าไปหาที่จอดรถ trendy place มันง่ายๆ ไปง่ายมาง่าย อาจจะรองรับไลฟ์สไตล์คนกลุ่มนี้ได้
ทัศนะมากมายและหลากหลายนั้นมาจากคนทำงานทั้งสถาปนิก มิวเซียม โฆษณา และ เอเยนซี รวมไปถึงนักวิชาการด้านวัฒนธรรม แต่ภาพหนึ่งที่สะท้อนเข้ามาได้ใกล้มากขึ้น ผู้บริโภคที่เป็นคนรุ่นใหม่ 'จุดประกาย' ได้สัมภาษณ์ พิสาข์ ไวความดี บัณฑิตสาวจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ถึงข้อเด่นด้อยจากเทรนดี้เพลสสองแบบในพื้นที่เดียวกัน
"มีความรู้สึกว่า Playground ทองหล่อ ตั้ง concept พลาดไป คือ ของที่ขายในนั้นมันราคาค่อนข้างจะแพง ทำให้จำนวนคนที่อยากเข้าไปซื้อของเขาจริงๆ มีน้อย แล้วอีกอย่างหนึ่งคือ brand หลาย brand ที่มีขายในนั้นเขาก็มี shop ของตัวเองที่อื่น ลูกค้าประจำของ brand นั้น เขาก็สามารถไปซื้อที่ shop โดยตรงสะดวกกว่า
ในขณะที่ J- Avenue หรือ La Villa มันจะมีร้านค้าที่หลากหลายกว่า มีทั้งถูกและแพง มีทั้ง supermarket, spa, ร้านทำเล็บ ร้านเสื้อ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขนม ทำให้สามารถดึงคนไปที่ของเขาได้มากกว่า แล้วบรรยากาศมันก็ดู laid back กว่าด้วย ส่วนตัวถ้าถามว่าเสียใจไหมที่ Playground ปิดไป ก็เสียใจนะ เพราะเสียดายร้านอาหารดีๆ ในนั้น โดยเฉพาะ Vanilla Industry คิดว่าถ้าเจ้าของเขาสามาถปรับ concept หน่อย ก็น่าจะช่วยให้อยู่ต่อไปได้ เพราะจริงๆ แล้ว location ก็ดีมาก" เธอบอกกับ 'จุดประกาย'
อีกทัศนะหนึ่งที่น่าสนใจ ก็คือ บรรณาธิการคนเก่งในชายคาของกรุงเทพธุรกิจอย่าง วลัญช์ สุภากร ให้ความเห็นว่า...
"น่าเสียดายมากครับสำหรับเพลย์กราวด์ ผมว่าน่าจะเป็นเรื่องของราคาและการเลือกแบรนด์สินค้าแฟชั่น ราคาไม่สามารถซื้อได้เรื่อยๆ ยิ่งเมื่อเทียบกับการสั่งซื้อผ่านอินเทอร์เน็ตที่มีแบบมีขนาดให้เลือกมากกว่า มีการจำหน่ายราคาพิเศษตามโอกาส มีการแจ้งข่าวสารผ่านอีเมลเป็นประจำ มีการให้รหัสส่วนลด คือมีทางเลือกมากกว่า ส่วนแบรนด์แฟชั่นไม่ต้องเลือกแบรนด์กูตูร์มากก็ได้ คนทั่วไปอาจใส่ยาก ใส่ได้น้อยครั้ง น่าจะเลือกแฟชั่นแนวสตรีทแวร์ แต่เป็นสตรีทแวร์ของดีไซเนอร์ที่ทำเสื้อผ้าออกมาดูโก้ แพทเทิร์นมีสไตล์พอที่จะสร้างความแตกต่างจากสตรีทแวร์ที่เป็นแมส (mass) ไม่ต้องถึงกับทำให้คนใส่ดูแปลกประหลาดมหัศจรรย์ แต่ใส่ได้เรื่อยๆ น่าจะเหมาะกว่า หรืออย่างรองเท้า คนไม่มีโอกาสไปญี่ปุ่นอย่างผมก็พอที่จะได้ดู onitsuka tiger ที่นี่ แต่หลังๆ ก็หายไปเลย อีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเรื่องที่จอดรถ ทำให้คนไปเดินน้อย"
จะว่าไป...ดูเหมือนรสนิยมเรื่องราคาสินค้ากับอารมณ์ของสถานที่ จะเป็นปัญหาในสายตาของหลายๆ คน นักเดินทางที่บินมาแล้วทุกมุมโลกอย่าง ภาสกร ประมูลวงศ์ ซึ่งเป็นครีเอทีฟโฆษณาและนักเขียน เปรียบเทียบให้เห็นว่า
"เหตุที่ Trendy Place แบบคลัสเตอร์ อย่าง J-Avenue ไปได้ก็เพราะว่ามันมีองค์ประกอบ ที่เอื้อกับการใช้จ่ายจริงๆ ของชีวิตประจำวัน พูดง่ายๆ มีการใช้เงินเป็นเรื่องเป็นราว มากกว่าแค่ window shopping ตัวอย่างชัดๆ เลยก็คือ เส้นเลือดใหญ่ของ J-Avenue เป็นซูเปอร์มาร์เก็ต ที่คนไม่เคยพร่องไม่ว่าจะไปช่วงไหนของวัน ถัดจากซูเปอร์ฯ ในละแวกชั้นเดียวกันก็จะมีสินค้าที่ดูรู้ว่าดูแลโดยคนที่ เป็น ในเรื่อง space management มีร้านแอปเปิล มีร้านโอคเลย์ มีร้านขายแว่นเก๋ๆ ขายกระเป๋าเก๋ๆ มีร้านขายเสื้อผ้าเด็กอยู่ในมุมทแยงกับซูเปอร์ฯ ซึ่งคนที่บริหารทำเลได้อย่างนี้คือ คนที่รู้จักอารมณ์ของคน
แม้กระทั่งการผลักร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านไอศกรีมไปไว้หน้าถนน นั่นก็ถือเป็นความหลักแหลมในการเรียกคนให้เข้ามาสัมผัสบรรยากาศ...นี่ขนาดยังไม่นับชั้นสองที่เปิดเป็นร้านอาหารอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เดินขึ้นไปชั้นสามยังมีโรงเรียนสอนดนตรี มีกิจกรรมชีวิตที่ต่างไปจากสองชั้นแรก... ไม่แปลกที่มันจะไปได้ และดูท่าจะไปได้ดี เพราะมันอิงอยู่กับพื้นฐานแห่งความเป็นจริง อีกอย่างผมคิดว่าคนทำเขาซีเรียส เรื่องไลฟ์สไตล์ ว่ามันต้อง Practical ไม่ใช่แค่เท่ๆ ฟุ้งๆ ไปมื้อๆ นี่ขนาดยังไม่นับมุมด้านข้างถนนเล็กๆ ที่มีร้านขายเสื้อผ้านำเข้า มีแม้กระทั่งร้านสัตว์เลี้ยง
Shopping Cluster อย่าง J-Avenue เลยกลายเป็นสูตรสำเร็จที่ระบาดร่วมๆ ทั่วกรุงเทพฯ แถวๆ IBM (พหลโยธิน) ก็มีอีกที่หนึ่ง ลักษณะคล้ายๆ กัน แต่วุ่นวายกว่าหน่อยเพราะอยู่ในย่านธุรกิจ แต่มันก็ไปได้ เพราะ fit-in กับชีวิตคนเมือง...หรืออย่างล่าสุดนี่ก็ The Crystal เลียบทางด่วนเกษตร-นวมินทร์ โครงสร้างนี่แทบจะโขลกมาจากบล็อกเดียวกัน คือมีซูเปอร์มาร์เก็ต มีร้านแอปเปิล มี B2S มีสตาร์บัคส์ มีร้านขายอาหารจริงๆ แบบเป็นเรื่องเป็นราว
คราวนี้เรามามอง playground กับ manga อันดับแรกเลย ทั้งสองที่มีเจ้าของคนเดียวกันเพราะฉะนั้นรูปแบบของร้านจะออกมาเหมือนๆ กัน แต่ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ Manga เลยดู Compact กว่าหน่อยๆ ทั้งสองเน้นคอนเซปต์ที่ผมมองว่า...เน้นความเท่ ถึงเท่โคตรๆ และคิดเองว่า การเน้นความเท่แบบเน้นๆ นี้ นี่แหละคือที่มาของการปิดตัวก่อนเวลาอันควร" ภาสกร บอกว่า เขาไม่ตกใจกับข่าวการปิดตัวเองของ playground กับ manga
"ถ้าจะให้ตกใจหน่อยๆ ก็ตรงที่มันเร็วไปนิด และถ้าจะให้วิเคราะห์แบบคนนอกมองเข้ามาด้านใน ผมคงต้องบอกว่า มันไม่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจเพราะคนทำยังไม่ Sophisticate ไปเน้น Style มากกว่า Content ไปเน้น Detail มากกว่า Core แถมยังอิงตัวเองกับ Ideas มากกว่า Concept ขนาดตอนนี้ Sales ทั้งร้านสินค้ายังเหลือตรึม นั่นเพราะมันเกินความจำเป็นจริงๆ"
"ผมว่า...ต่อไปถ้าจะมีใครคิดจะทำร้านที่มี pattern แบบ playground ก็ขอให้มันออกมาจากตัวตนข้างใน คือไม่ต้องเท่มากก็ได้แต่ขอให้มีความคิดที่จะขายของ คือถ้าจะให้มัน Rare product หรือ Dead Stock Store ก็ให้มันจริงจัง เพลาๆ หน่อยเหอะความเท่....คือถ้าเราเข้าใจตัวเองเมื่อไร เมื่อนั้นเท่ทันทีโดยไม่ต้องให้ใครมาบอกโน่นนี่ว่าทำยังไงแล้วเท่ เหมือนชื่อร้าน แหละครับ ชื่อก็บอกว่า Manga แต่ทำไมทั้งร้านหาหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นไม่เจอสักกะเล่ม" นันทขว้าง สิรสุนทร