จากหมู่บ้านชนบทสู่เมืองใหม่ โฉมหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปของกรุงเทพมหานครจากอดีตถึงปัจจุบัน บอกเล่าเรื่องราวได้มากกว่าที่ตาเห็น ชาธิป สุวรรณทอง มีรายงาน กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : การเปลี่ยนแปลง 'รูปลักษณ์' และ 'บุคลิก' จากความเป็นบ้านทุ่งบ้านท่าของ 'บางกอก' สู่ความเป็นเมืองใหญ่ของ 'กรุงเทพฯ' การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งในแง่ของความเป็นชุมชน และการเปลี่ยนรูปโฉมเพื่อก้าวสู่ยุค 'สมัยใหม่' ล้วนมีส่วนในการกำหนดโฉมหน้ากรุงเทพฯ ในปัจจุบัน
บ้านสวนริมคลอง : กรุงเทพฯ ที่เลือนหาย
 |
กรุงเทพฯ ในความทรงจำของหลายคนคงมีภาพของความเป็นชุมชนริมน้ำอันสงบ ขณะที่ภาพกรุงเทพฯ ในปัจจุบันให้ภาพของความเป็นเมืองใหญ่ที่สร้างจากคอนกรีตและกระจกวิถีชีวิตที่เร่งรีบ
จากบรรยายวิชาการเรื่อง 'การอ่านและแปลความหมายภูมิทัศน์ของกรุงเทพฯ ปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงทัศนคติและคุณค่าความหมายของถิ่นที่' ดร.คัทลียา จิรประเสริฐกุล จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า การพัฒนาทำให้โฉมหน้าและบุคลิกของกรุงเทพฯ เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในระยะ 30-50 ปีหลัง การพัฒนาเมืองอย่างไร้ทิศทางทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของคนทั้งในแง่สังคมวัฒนธรรมและวิถีชีวิต
"ถ้าดูแผนที่กรุงเทพฯ ร้อยปีที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีโครงข่ายของ 'คลอง' แต่ถ้าดูแผนที่กรุงเทพฯปัจจุบันจะเห็นโครงข่าย 'ถนน' เป็นหลัก คลองไม่ได้หายไปแต่ลดบทบาทลง หน้าบ้านเดิมหันสู่คลองก็เปลี่ยนมาหันสู่ถนน แสดงให้เห็นว่ากรุงเทพฯ พัฒนาจากเมืองน้ำเป็นเมืองบก จากความเป็นบ้านเรือนไม้ทรงไทยอยู่ริมน้ำริมทุ่งปัจจุบันกลายเป็นภาพลักษณ์ของเมือง จากชนบทในอดีตสู่ความเป็นเมืองในปัจจุบัน"
 |
เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์กรุงเทพฯ อย่างเป็นลำดับ ดร.คัทลียา ได้เลือกศึกษาเปรียบเทียบชุมชน 3 ชุมชน ที่มี 'ระดับความเป็นเมือง' ที่แตกต่างกัน ได้แก่ ชุมชนบ้านบางราวนก จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นตัวแทนของ 'บ้านสวนริมคลอง', ชุมชนหลังวัดปากน้ำฝั่งใต้ ฝั่งธนบุรี และพื้นที่ซอยอ่อนนุช 29 ถึง 33/1 เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ ซึ่งมีระดับความเป็นเมืองมากที่สุด
จากการศึกษาภาพถ่ายทางอากาศครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2495 พบว่าทั้งสามพื้นที่มีจุดเริ่มต้นเป็น "บ้านสวนริมคลอง" เหมือนกัน ในปัจจุบันพื้นที่บ้านบางราวนกยังคงความเป็นชุมชนริมน้ำ 'คลอง' ยังคงเป็นศูนย์กลางวิถีชีวิต กิจกรรมทุกอย่างเกิดขึ้นริมคลอง ไม่ว่าจะเป็นการซักผ้า ล้างจาน อาบน้ำ ตักบาตร ทำให้ลักษณะสถาปัตยกรรมเชื่อมโยงกับน้ำไปด้วย
พื้นที่วัดปากน้ำฝั่งใต้และชุมชนโดยรอบในฝั่งธนบุรี ระบบชุมชนเป็นระบบที่พัฒนามาจากระบบหมู่บ้าน ต่อมารัฐยกเลิกระบบหมู่บ้านและตั้งเป็นชุมชนขึ้นทะเบียน ชุมชนริมคลองยังคงมีที่นั่งเล่นริมน้ำ ชาวชุมชนยังรู้จักกันเป็นเพื่อนบ้านกัน มีกิจกรรมในชุมชนร่วมกันโดยมีวัดเป็นศูนย์กลาง
ขณะที่พื้นที่ที่สามคือ พื้นที่ซอยอ่อนนุช 29 ถึง 33/1 เขตสวนหลวง เป็นชุมชนที่ขนาบด้วยคลองและถนน มีวัดในชุมชน ลักษณะทางกายภาพไม่ต่างจากพื้นที่ศึกษาอื่น ข้อแตกต่างคือเป็นพื้นที่ที่ถูกจัดแบ่งใหม่ด้วยระบบเขต ไม่เป็นหมู่บ้าน ไม่เป็นชุมชน คนในชุมชนไม่รู้จักกัน ไม่มีกิจกรรมร่วมกัน วัดไม่เป็นศูนย์กลาง กิจกรรมการใช้วิถีชีวิตประจำวันที่ผูกพันกับคลองไม่มีให้เห็นอีกแล้ว คลองซอยในพื้นที่ถูกถมเพราะคนไม่ให้ความสำคัญอีกต่อไป บางคลองมีการสร้างประตูน้ำซึ่งทำให้ความสำคัญของคลองลดลง เพราะเรือไม่สามารถผ่านได้ บ้านส่วนใหญ่มีพื้นที่นันทนาการในบ้านไม่ออกมาใช้พื้นที่สาธารณะ
"ต้นตอของทั้งสามพื้นที่ที่มีความเป็นบ้านสวนริมคลองเหมือนกัน มีที่อยู่อาศัยอยู่ริมน้ำ ถัดไปเป็นที่ทำมาหากิน คือที่สวนหรือทุ่งนา จะเป็นรูปแบบนี้เหมือนกัน ซึ่งถ้าดูที่นนทบุรี คลองเป็นศูนย์กลางของชีวิต ไม่ว่าจะไปบ้าน ไปวัดหรือไปสวนต้องผ่านคลอง พอมีถนนขึ้นมา ถนนเป็นทางเลือก แต่คลองยังมีความสำคัญ เพราะสถานที่หลักๆ อยู่ติดคลอง แต่พอเป็นฝั่งธนฯ บ้านอาจจะไม่ได้อยู่ริมคลอง บางบ้านติดถนน ถนนมีความสำคัญมากขึ้น คนเริ่มมีการใช้ชีวิตออกไปนอกพื้นที่ พอมาถึงพื้นที่ซอยอ่อนนุช คลองเปลี่ยนบทบาทไปเป็นเพียงทางระบายน้ำ บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีคลอง และคนก็ออกไปมีกิจกรรมนอกพื้นที่มากขึ้น"
ดร.คัทลียา อธิบายว่า คุณลักษณะ 'ความไร้ขอบเขต' เป็นสิ่งที่สามารถอธิบายคุณลักษณะพิเศษของ ที่ว่างอย่างไทย ได้ในหลายมิติ ทั้งในแง่ของปฏิสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดของเพื่อนบ้านและเครือญาติ อุปนิสัยการช่วยเหลือพึ่งพากัน ไปจนถึงทัศนคติเกี่ยวกับขอบเขตว่า บ้านไม่ใช่แค่เขตรั้วบ้านแต่บ้านคือชุมชนหมู่บ้านทั้งหมด รวมไปถึงการไม่แบ่งแยกศาสนาในสังคมไทยและการอยู่ร่วมกันระหว่างโลกวิญญาณกับโลกมนุษย์
"สิ่งที่ค้นพบคือ ระบบการปกครองในพื้นที่มีส่วนอย่างมากในการสร้างเสริมหรือทำลายระบบสังคมและความเป็นชุมชน การเปลี่ยนจากระบบหมู่บ้านไปสู่ระบบชุมชนและระบบเขตมีผลต่อปฏิสัมพันธ์ความเป็นชุมชนในพื้นที่นั้นๆ"
แม้ว่าภาคเอกชนได้มีความพยายามในการสร้างสรรค์ 'ที่ว่างอย่างไทย' และ 'ชุมชนที่ยั่งยืน' ผ่านโครงการบ้านจัดสรรในรูปแบบ 'เลคแอนด์พาร์ค' เหมือนบ้านสวนริมคลอง แต่ยังคงมีคำถามว่ารูปแบบดังกล่าวจะแทนที่กลิ่นอายของบ้านสวนริมคลองที่หายไปได้หรือไม่
"การให้ความสำคัญเฉพาะกายภาพอย่างเดียวไม่น่าจะพอ คุณภาพของพื้นที่ไม่ได้อยู่ที่กายภาพแต่อยู่ที่ความหมายที่มองไม่เห็น บ้านจัดสรรริมน้ำเป็นภาพฝันในโฆษณาบอกว่าพยายามจะสร้างระบบชุมชน แต่จริงๆ มันไม่มีปฏิสัมพันธ์ ต่างคนต่างอยู่
ข้อเสนอแนะคือการกำหนดนโยบายพัฒนาชุมชนควรให้ความสำคัญกับการคงอยู่ของสังคมและทัศนคติที่ดีต่อชุมชน การพัฒนาควรจะเอื้อต่อการพัฒนาและรักษาเอกลักษณ์ของชุมชน
ขณะที่คลองเป็นพื้นที่สาธารณะสำคัญที่เปิดโอกาสให้สมาชิกชุมชนหมู่บ้านมีปฏิสัมพันธ์และรวมกลุ่มกันได้ดี ดังนั้น รัฐควรส่งเสริมการพัฒนาคลองให้กลับมามีชีวิต ใช้คลองเป็นกลยุทธ์ในการสร้างจิตสำนึกเพื่อพัฒนาชุมชนให้มีความผูกพันที่แน่นแฟ้น เมื่อคนผูกพันกันก็จะช่วยกันดูแลท้องถิ่นของตนเอง
"การพัฒนาเมืองที่มุ่งความผาสุกของคนควรเอาแนวคิดเรื่องพื้นที่แบบไทยไปใช้ในการวางผังเมืองใหม่ในอนาคต เพื่อให้คนเกิดการปฏิสัมพันธ์ เกิดความเป็นชุมชนมากขึ้น ถ้าหากว่าภาควิชาการร่วมมือกับภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สร้างที่อยู่อาศัยที่คงคุณค่าของที่ว่างอย่างไทยที่สามารถอยู่ได้อย่างผาสุกก็น่าจะเป็นประโยชน์"
สถาปัตยกรรมใหม่ : ความหมายของความเปลี่ยนแปลง
พูดถึงกรุงเทพฯ หลายคนคงไม่ปฏิเสธว่าพื้นที่ถนนราชดำเนินกลางเป็นฉากของบ้านเมืองที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการก้าวเข้าสู่ยุค 'สมัยใหม่'
สถาปัตยกรรมอย่างใหม่ที่เกิดขึ้นบนถนนสายนี้ รวมทั้งสถาปัตยกรรมร่วมยุค นอกจากจะเกิดขึ้นเพื่อกำหนด 'โฉมหน้า' ใหม่ให้กรุงเทพฯ ยังมีความหมายที่ลึกล้ำไปกว่าที่ตาเห็น
ในการบรรยายวิชาการเรื่อง การเมืองและสังคมในศิลปสถาปัตยกรรม สยามสมัย ไทยประยุกต์ ชาตินิยม อาจารย์ชาตรี ประกิตนนทการ จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร นำเสนอมุมมองทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยผ่านสถาปัตยกรรมที่มีผลต่อความเข้าใจเรื่องชาติและความเป็นไทย
อาจารย์ชาตรีบรรยายว่า สถาปัตยกรรมสองฟากฝั่งถนนราชดำเนินกลางถูกสร้างขึ้นภายหลังพ.ศ. 2475 ในทางประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมแบบสากลเรียกรูปแบบนี้ว่า 'Modern Architecture' ซึ่งเกิดขึ้นในยุโรปช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ต่อเนื่องถึงต้นศตวรรษที่ 20 ก่อนจะส่งอิทธิพลมาถึงไทยในเวลาต่อมา
"ลักษณะงานสถาปัตยกรรมแบบนี้จะมุ่งตอบสนองสุนทรียภาพอย่างใหม่ที่ต่อเนื่องจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรป เน้นสุนทรียภาพแบบเครื่องจักร แต่รูปแบบนี้ในไทยผมเชื่อว่ามันไม่ได้เกิดจากแนวคิดเดียวกับในยุโรป เพราะบริบทต่างกัน รูปแบบสถาปัตยกรรมในไทยน่าจะเปลี่ยนไปตามเส้นแบ่งทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยมากกว่าตามเส้นแบ่งสถาปัตยกรรมตะวันตก"
อาจารย์ชาตรีเล่าต่อไปว่า รูปแบบโมเดิร์น อาร์คิเตคเจอร์ ในไทยเกิดจากแนวคิดสามอย่างคือ การปฏิเสธอดีตสมัยรัตนโกสินทร์ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาต่อเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง รวมถึงแนวคิดเกี่ยวกับ 'รัฐธรรมนูญ' ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการเปลี่ยนจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นประชาธิปไตย และแนวคิดเรื่อง 'หลักหกประการ' ของคณะราษฎร (ประกอบด้วย เอกราช ปลอดภัย เศรษฐกิจ เสมอภาค เสรีภาพ การศึกษา) ทั้งสามแนวคิดนี้มีผลต่อรูปแบบสถาปัตยกรรมในยุคนั้น
"สถาปัตยกรรมยุคก่อนหน้านั้นจะมีสิ่งที่เรียกว่า 'ฐานานุศักดิ์ทางสถาปัตยกรรม' จะมีระเบียบคุมรูปแบบอาคารสำหรับกษัตริย์ สำหรับขุนนาง สำหรับไพร่ แม้ว่าแนวคิดนี้จะค่อยๆ คลายตั้งแต่รัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา แต่ก็ยังมีอยู่ การนำรูปแบบโมเดิร์น อาร์คิเตคเจอร์ มาใช้ ผมคิดว่าเป็นการแสดงถึงการปฏิเสธงานแบบจารีตด้วยรูปร่างหน้าตาที่แปลกแหวกแนวออกไป"
รูปแบบสถาปัตยกรรมอย่างใหม่ ถูกนำมาใช้ในการสร้างฉากของบ้านเมืองที่ทำให้รู้สึกก้าวเข้าสู่ 'สมัยใหม่'
"ถ้าเราดูหนังสือที่ตีพิมพ์สมัยคณะราษฎร จะเห็นว่ามีการแบ่งประวัติศาสตร์ออกเป็น 2 ช่วงใหญ่ๆ คือ ช่วงก่อนและภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ช่วงก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองถูกขนานนามว่า 'สยามเก่า' เป็นตัวแทนของความโบราณ ล้าหลัง ส่วนภายหลัง พ.ศ. 2475 จะถูกนิยามว่าบ้านเมืองก้าวสู่ยุค 'สยามใหม่' บ้านเมืองเจริญก้าวหน้า"
โฉมหน้าของบ้านเมืองโดยบริเวณสองฟากฝั่งถนนราชดำเนินกลาง ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นฉากให้ประชาชนรู้สึกว่าได้ก้าวเข้าสู่ยุค 'สยามใหม่' รูปแบบสถาปัตยกรรมไทยเดิมหลังคาจั่วจึงถูกแทนที่ด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบใหม่ที่เน้นความเรียบเพื่อเน้นถึงการตัดขาดจากอดีต
"ถ้าดูอาคารบนถนนราชดำเนินกลาง ตึกยุคนั้นเขาบังคับว่าต้องให้ดูเป็นหลังคาดาดฟ้าเรียบๆ ซึ่งสมัยนั้นถือว่าสร้างยาก ถ้าอาคารไหนเป็นหลังคาจั่วต้องทำแผ่นขึ้นมาบังด้านหน้าเพื่อให้ดูเป็นหลังคาตัด นี่คือลักษณะที่เขาซีเรียสนะเพื่อที่จะได้ตัดขาดจากอดีต มีเรื่องเล่าว่า ยายคนหนึ่งมาเที่ยวงานฉลองรัฐธรรมนูญหลายปีจนทนไม่ได้ต้องถามว่าตึกเมื่อไรจะสร้างเสร็จ สะท้อนให้เห็นว่าตึกมันใหม่จนคนจินตนาการไม่ออกว่าจะเป็นตึกได้ ลองจินตนาการว่าคนในยุคนั้น มาเดินถนนราชดำเนินพบกับตึกสถาปัตยกรรมแบบใหม่ ใส่หมวก นุ่งกระโปรง ใส่กางเกง ภาษาพูดเปลี่ยน เสื้อผ้าเปลี่ยน การเมืองก็เปลี่ยน"
ขณะที่ แนวคิดเกี่ยวกับ 'รัฐธรรมนูญ' ก็ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่เช่นกัน
อาจารย์ชาตรี อธิบายต่อไปว่า สัญลักษณ์ของ 'พานรัฐธรรมนูญ' ประกอบด้วย 'พานแว่นฟ้า' หรือพานสองชั้นประกอบกัน ด้านบนมีสมุดไทยวางอยู่ ในช่วงเวลาหลัง 2475 ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ได้รับการเชิดชูอย่างยิ่งใหญ่ การเชิญต้องใช้พนักงานภูษามาลา มีการสร้างพลับพลาจตุรมุข มีทหารเฝ้า มีการกราบไหว้ รวมทั้งมีการให้กรมศิลปากรเขียนแบบพานรัฐธรรมนูญจำลองส่งไปสร้างทุกจังหวัด ที่ฐานอนุสาวรีย์มีข้อความว่า "สยามรัฐธรรมนูญที่รักและสักการะยิ่ง" ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ต้องรักและสักการะ ต่างจากในปัจจุบันที่ถูกมองว่าเป็นแค่สัญลักษณ์อย่างหนึ่ง
เช่นเดียวกับรูปแบบทางสถาปัตยกรรมของ 'อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย' มีหลักฐานที่ชัดเจนให้เห็นถึงการใช้สัญลักษณ์ตัวเลขบางอย่างซึ่งมีเฉพาะในยุคนี้ รัศมีของอนุสาวรีย์กว้าง 24 เมตร เช่นเดียวกับความสูงของปีกอนุสาวรีย์ 24 เมตร มาจากวันที่ 24 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง พานรัฐธรรมนูญสูง 3 เมตร ก็คือ เดือนมิถุนายนหรือเดือนสามตามปฏิทินเก่า โดยรอบอนุสาวรีย์มีปืนใหญ่ 75 กระบอกเป็นตัวแทนของ พ.ศ. 2475 ป้อมตรงกลางมี 6 ประตู และพระขรรค์ 6 เล่ม แทนหลัก 6 ประการของคณะราษฎร ปีกทั้งสี่ด้านมีรูปสลักประวัติคณะราษฎร เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าสถาปัตยกรรมยุคนี้พยายามจะสื่อถึงเหตุการณ์ 24 มิถุนายน อย่างจริงจัง
"แนวคิดเรื่องหลักหกประการยังปรากฏในสถาปัตยกรรมอีกหลายที่ เช่น อาคารกระทรวงยุติธรรมที่สร้างใน พ.ศ. 2482 เพื่อเป็นที่ระลึกการได้เอกราชทางการศาล ก็จะเห็นรูปแบบของเสาหกต้นแทนหลักหกประการ หรืออาคารโดมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่มีช่องหน้าต่างหกช่อง หรืออาคารศาลากลางเก่าที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บ้านเกิดของนายปรีดี พนมยงค์ ก็มีรูปแบบเสาหกต้นเป็นตัวแทนของหลักหกประการ"
แนวคิดเรื่องหลักหกประการไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในงานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ในงานสถาปัตยกรรมไทยอย่างเจดีย์ในวัดพระศรีมหาธาตุบางเขนที่มี 'ปล้องไฉน' 6 ชั้น ฉีกขนบการสร้างเจดีย์ที่ต้องมีปล้องไฉนเป็นเลขคี่ ซึ่งยากจะเชื่อว่าเกิดจากความไม่รู้เพราะผู้ที่ออกแบบเป็นศิษย์เอกของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ซึ่งอาจารย์ชาตรีเชื่อว่าเป็นการสื่อถึงแนวคิดเรื่องหลักหกประการของคณะราษฎร
นาทีนี้โฉมหน้าของกรุงเทพฯ ยังคงเปลี่ยนแปลงตามการพัฒนาที่ยากจะหยุดยั้ง ภายใต้รูปโฉมของกรุงเทพฯ ที่เปลี่ยนไป หากมองให้ลึกลงไปกว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตา อาจพบว่ามีความหมายบางอย่างมากไปกว่าที่เห็นก็เป็นได้