ความสำคัญผิดสิบประการในสังคมไทย

                                                                             วรเทพ   ไวทยาวิโรจน์  

 

             สถานการณ์ความวุ่นวายในสังคมขณะนี้  มีกระแสหลากหลายที่กระจายเรื่องราวต่างๆอย่างสับสนสู่ประชาชนจนจับต้นชนปลายไม่ถูก ลูกหลานไทยไม่น้อยที่งงงันกับข้อความและข้อคำต่างๆที่เป่าหูอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจนหวั่นใจไม่น้อยว่าจากข้อมูลที่ตนได้รับมานั้นมีความน่าเชื่อถือและมีความจริงอยู่มากน้อยเพียงใดเพราะต่างก็อ้างข้อมูลมาสนับสนุนข้อคำของตนอย่างน่าเชื่อถือ จนคนที่ไม่มีจิตวิเคราะห์ก็ยากจะจำแนกความแตกต่างได้และในบรรดาข้อคำที่สับสนในสังคมทุกวันนี้ แม้จะมีมากมายแต่ที่น่าสังเกตและมีความสำคัญยิ่งในปัจจุบันคิดว่าน่าจะมีอยู่ 10 ประการที่น่าสนใจ คือ

1.การอดอาหารและมรณภาพจากการนี้ถือเป็นพุทธบูชา

  ความจริง   พระพุทธเจ้าไม่เคยสรรเสริญการทำทุกขกิริยาแก่ตนเองและทรงเห็นว่าไม่ใช่หนทางแห่งความหลุดพ้น พระองค์เคยทรงอดอาหารแล้วก็ต้องเลิกฉะนั้นการที่ภิกษุไม่ฉันจังหันจึงไม่ใช่พุทธบูชา ยิ่งการอ้างว่าถ้ามรณภาพจาการอดอาหารก็จะเป็นการดีจะพลีชีพเป็น    พุทธบูชาก็ยิ่งเป็นเรื่องไม่ตรงตามพุทโธวาทเพราะพระพุทธเจ้าตรัสสอนว่าการฆ่าตัวตายเป็นบาปมหันต์ ดังนั้นถ้าใครคิดฆ่าตัวตายโดยอ้างว่าจะเป็นพุทธบูชาจึงเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่ตรงกับที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้

2.การยุบสภาหรือเลือกตั้งเป็นการคืนอำนาจแก่ประชาชน

               ความจริง    ประชาชนชาวไทยไม่เคยมีอำนาจเองเลยการเลือกตั้งนั้นประชาชนไม่มีสิทธิเพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็น “  หน้าที่  ”  ใครไม่ไปเลือกตั้งไม่ได้จะถูกลงโทษตัดสิทธิทางการเมืองหลายประการ การไปเลือกตั้งประชาชนก็ไม่มีอำนาจจะไปเลือกคนที่ตนศรัทธาจริงๆแต่ไปเลือกคนที่เขาจัดตั้งให้เท่านั้น  ประชาชนไม่มีแม้กระทั่งอาณัติมอบหมายในการถอดถอน    ( Mandate Imperative ) คนที่ตนเลือกไปเพราะพอเลือกตั้งเสร็จนักการเมืองก็อ้างอำนาจว่าตนได้รับอำนาจจากประชาชนมาจนชนะเลือกตั้งจึงจะทำอะไรก็ได้ และการกระทำของตนก็เหมาเอาว่าทำในนามของประชาชนผู้เลือกตนมา ซึ่งความจริงถ้าประชาชนมีอำนาจจริง ๆ แล้วหากเลือกใครไปเป็นผู้แทนถ้าเขาไม่ทำตามที่สัญญาประชาชนก็ต้องถอดถอนเขาได้

3.การเลือกตั้งคือประชาธิปไตย

               ความจริง    การเลือกตั้งเป็นเพียงฉากหนึ่งของการสร้างภาพว่าผู้มาสู่อำนาจมีประชาชนเห็นชอบ แต่ความจริงการได้เสียงมานั้นอาจมาจากอิทธิพล บุญคุณ  บังคับ  ขอร้อง  ใช้อำนาจเงิน  นั่นคือมิใช่เสียงประชาชนที่แท้จริง ยิ่งกว่านั้นประเทศที่มีการเลือกตั้งก็หาได้เป็นเลือกตั้งก็หาได้เป็นประชาธิปไตยไม่  ประเทศจีนก็มีการเลือกตั้ง   สมัยฮิตเลอร์เยอรมันก็มีการเลือกตั้งแล้วท่านลองตรองดูว่าจีนก็ดี รัสเซียก็ดี เวียดนามก็ดี สมัยนาซีก็ดี เป็นประชาธิปไตยหรือ

4.ถ้าเราไม่เป็นประชาธิปไตยชาวต่างชาติจะไม่เชื่อมั่น

               ความจริง    การที่ชาวต่างชาติจะลงทุน หรือติดต่อธุรกิจกับใครเขาดูที่ผลประโยชน์และโอกาส จะเห็นได้ว่า อเมริกาไปลงทุนในจีนมหาศาล ต่างชาติไปลงทุนในเวียดนามก็ตั้งมาก แม้แต่ประเทศไทยขณะนี้จะพบว่ามีต่างชาติมาขอลงทุนผ่าน BOI. คาดว่าปี 2550 จะถึง 500,000  ล้านบาท การส่งออกของไทยเดือนพฤษภาคมสูงขึ้นถึง 20.9 % มากเป็นประวัติการณ์ ตลาดหุ้นเพิ่มทะลุ 750 จุดทั้งๆที่ตอนนี้เราก็ไม่มีการเลือกตั้ง และอยู่ในช่วงเวลาของการจัดระเบียบบ้านเมือง  ในอิรัก  อิหร่านที่เห็นว่ายิงกันฆ่ากันทุกวันแต่มีคนอาสาไปประกอบธุรกิจจนแย่งกันแทบไม่ทัน

5.คมช.เป็นเผด็จการและรัฐประหารล้มทักษิณ

              ความจริง     คมช.เป็นเผด็จการในเสื้อคลุมประชาธิปไตยมากเกินไปด้วยซ้ำเพราะเปิดเสรีแก่สื่อต่างๆอย่างกว้างขวาง ให้การชุมนุมอย่างเปิดเผย โจมตีคมช.อย่างรุนแรงทั้งๆที่ปฏิกิริยาเช่นนี้ไม่อาจมีได้ในยุคการรัฐประหารทั่วไป ฉะนั้นการเป็นเผด็จการหรือไม่จึงอยู่ที่การแสดงออกซึ่งเสรีภาพของประชาชนอย่างกว้างขวาง  ยุคทักษิณเสียอีกที่ควบคุมสื่อใครจะไปตั้งเวทีชุมนุมก็ถูกขัดขวาง ถูกทำร้าย ดังจะเห็นได้จากกรณีของประชาธิปัตย์ที่เชียงใหม่  คุณสุริยใสที่อุดรธานี  คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ที่สวนลุมพินี  เดอะเนชั่นถูกปิดล้อม เป็นต้น

6.คุณทักษิณเป็นรัฐบาลถูกต้องและเป็นประชาธิปไตย

               ความจริง      คุณทักษิณหมดความชอบธรรมที่จะเป็นรัฐบาลตั้งแต่ยุบสภาหนีการอภิปรายเพราะกลัวถูกแฉโพยความจริงการเลือกตั้งที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 เมษายน ก็เป็นโมฆะและติดตามมาด้วยการถูกตัดสินว่าโกง และทำลายระบอบประชาธิปไตย ตัวคุณทักษิณเองก็หมดความชอบธรรมที่จะอยู่ในอำนาจ และหมดสิทธิที่เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะยุบสภาโดยไม่มีเหตุผลอันชอบธรรม แล้วลาออกจาการเป็นนายกรัฐมนตรี  สภาพการการเป็นผู้นำรัฐบาลก็หมดไปทันทีแต่ก็กลับคำหวนกลับมารับตำแหน่งโดยไม่มีกฎหมายรองรับว่าให้ทำได้ แล้วกระนั้นก็ยังอยู่ในตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรีหลังการยุบสภาเกินกว่าเวลาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญอีก ความชอบธรรมใดๆในการอยู่ในตำแหน่งจึงไม่มี และเมื่อคุณทักษิณไม่ยอมออก จึงต้องถูกไล่ออกโดยกำลังทหาร

7.รัฐบาลขิงแก่จากปลัดกระทรวงที่ชำนาญงาน

                ความจริง    รัฐมนตรีที่มาจากปลัดกระทรวงเป็นส่วนมากที่หวังว่าเป็นผู้รู้งานและชำนาญงานที่แท้ก็เป็นแต่เพียงผู้ถนัดแต่การทำงานตามบัญชาเท่านั้น เปรียบเหมือนกับเป็น    แม่ค้าอาหารตามสั่งที่ชำนาญแต่ทำกับข้าวตามลูกค้าสั่งก็ทำได้ดี แต่พอมีลูกค้าที่เข้ามาแล้วแม่ค้าถามว่าจะกินอะไร  ลูกค้าบอกว่าอะไรก็ได้  แม่ค้าปรุงไม่ถูกเพราะคิดเองไม่เป็นริเริ่มเองไม่ได้ งานจึงเกิดเกียร์ว่าง

8.คุณทักษิณใช้หนี้  IMF.

               ความจริง    การชำระหนี้ของธนาคารใดในโลกมี PROGRAM กำหนดการชำระหนี้เป็นระยะอยู่แล้ว คุณทักษิณไม่ใช่ผู้วิเศษมาชำระหรือปลดหนี้ แต่เป็นเพราะมาในจังหวะที่หนี้เหลืออยู่ท้ายๆแล้วก็จึงเอาเงินของชาติไปชำระตามที่กำหนด ความจริงก็ยังมีโอกาสที่จะผ่อนชำระอีกก็ได้ แต่คุณทักษิณอยากทำให้ตลาดรับรู้ก็เลยรวบยอดชำระหนี้หมด แต่วงเงินก็มิได้มากเพราะเป็นหนี้ปลายงวดแล้ว

9.การให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาพยาบาล ( 30 บาทรักษาทุกโรค )

                ความจริง   ก่อนหน้าคุณทักษิณก็มีการรักษาพยาบาลฟรีอยู่แล้วและในรัฐธรรมนูญก็กำหนดให้มีการรักษาพยาบาลแก่ประชาชนด้วยการให้เข้าถึงการพยาบาลอย่างทั่วถึง แต่คุณทักษิณมีวิธีการตลาดที่ดี รู้จักกลยุทธ์การประชาสัมพันธ์จึงหยิบเอาจุดที่กระทรวงสาธารณสุขเปิดช่องให้มีการรักษาพยาบาลอยู่แล้วมาเป็นจุดขายโดยเพิ่มเป็นการโฆษณาว่า 30 บาทรักษาทุกโรคการที่รัฐบาลอื่นๆไม่กล้าหยิบยกเอาบริการสาธารณะมาทำการตลาดจึงเสียเปรียบหัวเซ่งลี้อย่างทักษิณ

10.ประชาชนไม่รู้ข่าวสาร จึงไม่รู้ข้อเท็จจริง

                ความจริง    ประชาชนปัจจุบันสามารถรับรู้ข่าวสารได้อย่างกว้างขวางและมีสื่อทางเลือกให้บริโภคมากมายหลายหลากประเภท แต่เป็นเพราะประชาชนขาดจิตวิเคราะห์ ไม่รู้จักคิด ไม่รู้จักแยกแยะ และปิดตา ปิดหูตัวเองจึงขาดความสมเหตุ สมผลในการเลือกตั้งและวางตน หลายคนเชื่อข่าวและข้อมูลกระแสข้างเดียว เป็นจำนวนไม่น้อยที่ไม่ยอมรับฟังข้อมูลจากฝ่ายตรงข้าม อีกมากที่ปักใจเชื่ออะไร เชื่อใครแล้วก็ยึดถือเป็นเทวดา เป็นผู้เคารพแห่งคนจนไม่สนใจใครอื่น ถ้าคนไทยเปิดใจให้กว้าง รู้จักคิด รู้จักใคร่ครวญเสียบ้าง สังคมไทยคงจะดีกว่านี้