ยุบพรรคการเมือง คดีประวัติศาสตร์
บัญญัติ บรรทัดฐาน
เรื่องคดียุบพรรคการเมืองทั้ง 2
พรรคคือไทยรักไทย และประชาธิปัตย์ ดูจะเป็นเรื่องที่ผู้คนเริ่มเอาจิตใจจดจ่อรอฟังผลกันอยู่เป็นจำนวนมาก
และสำหรับคนที่เป็นสมาชิกของแต่ละพรรคนั้นยิ่งใกล้จะถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2550
อันเป็นวันที่ตุลาการรัฐธรรมนูญ นัดฟังคำสั่งด้วยแล้ว
กล่าวได้ว่าหัวใจเต้นระทึกกันเลยทีเดียว เพราะอาจหมายถึงผลกระทบอันยิ่งใหญ่
ความจริงเรื่องพรรคการเมืองถูกยุบนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่
เพราะก็เคยมีมาก่อนแล้วหลายครั้ง เพราะแต่ก่อนโน้นในเวลาที่ระบอบประชาธิปไตยในประเทศของเรายังลุ่ม
ๆ ดอน ๆ อยู่มากและมีการยึดอำนาจโดยคณะทหารกันบ่อย
ทุกครั้งที่มีการยึดอำนาจเขาก็จะมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองกันทุกครั้ง
ซึ่งก็เพิ่งจะมี 2 ครั้งหลังที่ผ่านมานี่เอง คือ เมื่อครั้งที่คณะรสช.
ยึดอำนาจเมื่อปี 2533 ครั้งหนึ่ง และเมื่อคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินยึดอำนาจเมื่อปี
2549
นี่อีกครั้งหนึ่งที่ไม่มีคำสั่งยุบพรรคการเมืองเพียงแต่ห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรมทางการเมืองเท่านั้นเอง
แต่อย่างไรก็ตามการที่พรรคการเมืองถูกยุบโดยคำสั่งคณะปฏิวัติหรือคณะอะไรก็แล้วแต่ที่ยึดอำนาจถือได้ว่าเป็นการถูกยุบโดยที่มิใช่เป็นความผิดของพรรคการเมือง
หากแต่เพราะเกรงว่าพรรคการเมืองจะเป็นอุปสรรคขัดขวางการดำเนินการของคณะที่ยึดอำนาจ
จึงมีคำสั่งให้ยุบเสีย เมื่อเหตุการณ์กลับคืนสู่ภาวะปกติแล้วเมื่อใด
ก็มาเริ่มจดทะเบียนจัดตั้งพรรคกันใหม่ แม้ว่าพรรคการเมืองจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม
แต่โดยเหตุที่พรรคการเมืองยังไม่ค่อยจะมีความเป็นปึกแผ่นมากนัก
สมาชิกพรรคก็ยังมีไม่ค่อยมาก
ความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมในหมู่ประชาชนก็ยังไม่ค่อยจะมีผลกระทบจึงมีไม่มาก
และจึงผ่านเหตุการณ์ดังกล่าวมาได้โดยตลอด
ซึ่งต่างกับการยุบพรรคการเมืองที่จะเกิดมีขึ้นในวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 นี้เป็นอย่างมาก
ที่ผมกล่าวว่า
แตกต่างกันเป็นอย่างมากก็เพราะว่า ประการแรก
ถ้าพรรคการเมืองจะถูกยุบในครั้งนี้ก็จะต้องเป็นเพราะพรรคการเมืองได้กระทำการอันผิดกฎหมายร้ายแรงตามที่ได้มีกำหนดไว้ในกฎหมายพรรคการเมือง
การพิสูจน์ความผิดจึงเป็นเรื่องสำคัญ
และแม้ว่าภายหลังยุคพรรคการเมืองถูกยุบโดยคำสั่งของผู้ยึดอำนาจจะเคยมีกรณีถูกยุบโดย
คำสั่งรัฐธรรมนูญบ้างแล้วก็ตามแต่ก็เป็นกรณีที่ไม่ค่อยมีข้อโต้แย้ง และอยู่ในความสนใจเหมือนครั้งนี้
ประการที่
2 ก็คือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาซึ่งรวมไปถึงปฏิกริยา ของการยอมรับหรือไม่ยอมรับต่อผลที่เกิดขึ้น
ก็คงมีแน่แต่จะมากน้อยเพียงใด ย่อมจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยประกอบกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ เรื่องของการพิสูจน์ความผิด
การพิสูจน์ความผิด
ก็คือกระบวนการในการพิจารณาค้นหาเหตุผล เพื่อพิสูจน์ข้อกล่าวหา
ว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ และการกระทำนั้น
ได้มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นความผิด รวมทั้งได้มีการกำหนดโทษไว้หรือไม่
การพิสูจน์ความผิดในกรณีที่มีการยื่นข้อกล่าวหาให้มีการยุบพรรคในครั้งนี้
จึงขึ้นอยู่กับว่า พรรคใดได้กระทำการ หรือถือว่าได้กระทำการตามที่ได้มีการกล่าวหานั้นหรือไม่
และการกระทำนั้นได้มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นความผิด
รวมทั้งได้มีบทกำหนดโทษถึงขั้นยุบพรรคหรือไม่
ซึ่งการพิจารณาคดีโดยตุลาการรัฐธรรมนูญในขั้นตอนของการไต่สวนพยานของอัยการผู้ร้อง
และของพรรคการเมืองผู้ถูกร้องก็ได้เดินตามหลักที่ว่านี้มาโดยตลอด การที่พรรคใดจะถูกยุบหรือไม่
จึงย่อมขึ้นอยู่กับการกระทำของพรรคนั้นเป็นสำคัญ
มิใช่
เมื่อต้องยุบพรรคหนึ่งพรรคใดแล้ว จะต้องยุบอีกพรรคหนึ่งด้วย จึงจะถือว่าเป็นกลาง
ไม่ลำเอียง ตามที่มีคนจำนวนหนึ่งมีความเข้าใจในทำนองนี้กันอยู่ ซึ่งอาจจะด้วยเหตุผลว่าจะทำให้พรรคการเมืองที่ถูกยุบยอมรับ
เพราะถือว่าเสมอภาคกัน
หรืออาจจะด้วยความสะใจ
ที่ได้มีการล้างบางนักการเมืองกันเสียบ้าง ถ้าอย่างนั้นยิ่งอันตรายกันไปใหญ่
เพราะเหล่านี้เรียกได้ว่า เป็นความยุติธรรมตามความเข้าใจ หรือตามความสะใจ
อันเป็นความยุติธรรมทางอารมณ์ ตามความพอใจ ซึ่งมีแต่จะก่อให้เกิดปัญหา
เพราะไม่อาจจะหาข้อยุติได้ในที่สุด และจะเป็นปัญหาในระยะยาวยิ่งกว่า
มีแต่ความยุติธรรมตามกฎหมายที่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุด้วยผล
โดยมีหลักกฎหมายเป็นข้ออ้างอิงตามกระบวนการในการพิสูจน์ความผิด ที่มีคำตอบพร้อมทั้งต่อผู้ที่ถูกลงโทษว่ากระทำความผิด
และต่อสาธารณชนโดยทั่วไปได้อย่างชัดเจนเท่านั้นที่จะยุติปัญหาได้จริง
กรณียุบพรรคการเมืองในครั้งนี้ต้องถือเป็นเรื่องใหญ่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยโดยแท้จริง
เพราะเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของคนเป็นจำนวนหลายล้านคน ทั้งที่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง
และทั้งที่มิได้เป็นสมาชิกพรรคการเมือง
ซึ่งขณะนี้ต่างก็เฝ้าจดจ่อรอฟังผลการพิจารณาด้วยความกระหายใคร่รู้อยู่ด้วยกันทั้งสิ้น
เมื่อได้ชื่อว่าเป็นคดีประวัติศาสตร์
คำสั่งของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญในคดีนี้ก็ย่อมจะต้องได้ชื่อว่าเป็นคำสั่งประวัติศาสตร์
เช่นเดียวกัน
สำนวนคดี
ซึ่งประกอบด้วย คำร้อง (กล่าวหา) ของอัยการผู้ร้อง
และคำร้องแก้ไขข้อกล่าวหาของพรรคการเมืองผู้ถูกร้อง ตลอดทั้งสำนวนการไต่สวนพยาน
กระบวนพิจารณา และคำสั่งของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ก็จะเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน
เพื่อประกอบการศึกษาค้นคว้าของบรรดานักศึกษาทางกฎหมาย
และที่แน่นอนที่สุดก็คือจะเป็นเอกสารที่จะมีให้ผู้สนใจได้ค้นคว้าหาอ่านได้ตามห้องสมุดต่างๆ
ได้แน่นอน ถ้าจะมีแรงกดดัน ตุลาการรัฐธรรมนูญในการทำคำสั่งในครั้งนี้
ก็น่าจะอยู่ที่ข้อนี้มากกว่า คือจะทำคำสั่งคดีประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ให้มีความสมบูรณ์ในทุกด้านได้อย่างไร
มีท่านผู้ใหญ่ที่เป็นผู้รู้ทางด้านกฎหมายอันเป็นที่ยอมรับในสังคมนักกฎหมายท่านหนึ่งคุยให้ผมฟังว่าอย่างน้อยคำสั่งตุลาการรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคการเมืองในครั้งนี้
ควรจะประกอบด้วยสาระสำคัญ 3 ประการคือ
1.
มีมาตรฐานการตีความกฎหมายพรรคการเมืองในเรื่องยุบพรรคการเมืองอย่างเป็นที่ยอมรับ
2.
มีมาตรฐานการใช้ดุลพินิจ
ในการผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรมตามกฎหมายที่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุและผล
โดยมีหลักกฎหมายอ้างอิงได้
3.
คำสั่งตุลาการรัฐธรรมนูญทั้งที่เป็นคำวินิจฉัยกลาง
และคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการรัฐธรรมนูญแต่ละท่าน
ควรจะมีความยาวอย่างเพียงพอที่จะแสดงถึงเหตุและผลแห่งคำสั่งให้เป็นที่เข้าใจได้อย่างชัดเจนทั้งต่อพรรคการเมืองที่ถูกลงโทษว่าได้กระทำความผิด
หรือไม่ถูกลงโทษและที่สำคัญก็คือ ควรจะเป็นคำตอบที่ชัดเจนต่อสาธารณชนผู้สนใจโดยทั่วไป
ผมฟังแล้ว
เห็นด้วยทุกประการ จึงขอนำมาบอกต่อ ซึ่งก็เป็นไปได้ว่า คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ
ผู้พิจารณาคดียุบพรรคการเมืองในครั้งนี้ อาจจะมีสาระสำคัญทั้ง 3
ประการดังกล่าวไว้แล้วอย่างครบถ้วน ในคำสั่งวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 นี้โดยมิได้หวั่นไหวไปตามแรงกดดันอื่นใด.
***********************************************