ขอแค่ให้ได้ปลูก และดูแลต้นไม้จนเจริญเติบโตก็มีความสุข อย่างเวลาขับรถผ่านในที่ที่เราเคยปลูกต้นไม้ร่วมกับนักศึกษาเอาไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน ก็จำได้ว่าไม้ต้นนั้นเราเป็นคนปลูกเอง ตอนนี้มันกลายเป็นไม้ต้นใหญ่แล้ว
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : พืชพรรณไม้น้อยใหญ่กว่า 100 ชนิด ถูกปลูกรายรอบบ้านไม้โบราณแบบเมืองเหนือ 'บ้านรักฟ้า' จนร่มครึ้ม แค่ก้าวท้าวเข้าไปเท่านั้นก็แทบไม่รู้เลยว่ากำลังยืนอยู่ในรอบรั้วของบ้านกลางเมืองใหญ่ หรือกำลังอยู่ท่ามกลางป่าเขียวชอุ่มกันแน่ ถึงทำให้มีบรรยากาศเย็นสบาย ผ่อนคลายยิ่งกว่าการได้อยู่ในห้องติดเครื่องปรับอากาศหลายเท่านัก
อาจารย์สมพร ยกตรี เจ้าของบ้านวัย 71 ปี คือ ปูชนียบุคคลสำคัญของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ผู้มีความรู้และประสบการณ์เชี่ยวชาญด้านพืชพรรณไม้ หรือคนท้องถิ่นขนานนามว่า 'เก๊าไม้ล้านนา' และเนื่องในปีศุภฤกษ์อันเป็นมหามงคลครบรอบ 80 พรรษาของในหลวง อาจารย์ยังร่วมผลักดันการนำร่องปลูกต้นไม้ใน 'โครงการ 80 พรรษา 8 พรรณไม้หมายเมืองและไม้หมายทาง' เพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมจากวิกฤติภาวะโลกร้อนและมลพิษหมอกควัน ไปพร้อมๆ กับการรื้อฟื้นประวัติศาสตร์พรรณพืช พันธุกรรมไม้ประจำท้องถิ่นให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
 |
อาจารย์สมพร ยกตรี
|
เป็นมาอย่างไรถึงได้รับการยกย่องว่าเป็นเก๊าไม้ล้านนาคะ
มันเกิดจากความรัก เวลาไปตลาดก็ชอบเดินไปดูพวกพืช และต้นไม้ต่างๆ ไปสอบถามเอาความรู้จากคนขายบ้าง เวลาเห็นต้นไม้หรือพืชอะไรแปลกๆ ก็ชอบซื้อมาปลูก จนกระทั่งได้เข้ามาเป็นเป็นนักศึกษาปริญญาตรี ที่คณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาอาชีวศึกษา ม.เกษตรศาสตร์ ด้วยความอยากรู้ว่าพืชแต่ละชนิด ต้นไม้ต้นแต่ละต้นนี้มีคุณสมบัติอย่างไร ก็ได้ศึกษาค้นคว้าจนมีความรู้มากขึ้น ก็ยิ่งทำให้เกิดความรักต้นไม้ พรรณพืชมากขึ้น
แล้วตอนเป็นนักศึกษาปี 2-3 ก็ได้เข้าร่วมโครงการพันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระเทพฯ เพื่อสำรวจหาข้อมูลพืชต่างๆ เช่น สืบหาความเป็นมาของต้นไม้ แหล่งของต้นไม้แต่ละชนิดยังมีอยู่ที่ไหนบ้าง บางทีวันไหนว่างๆ ก็ชวนเพื่อน 2-3 คนที่สนใจเรื่องต้นไม้ พรรณพืช ไปตามสืบค้นต้นไม้ เคยไปชวนกันไปที่บางลำพู เพื่อจะค้นหาว่าที่นั่นมีต้นลำพูอยู่บ้างไหม แล้วเราก็ได้เห็นต้นลำพูของจริงซึ่งเหลืออยู่แค่ต้นเดียวเท่านั้น ตอนนั้นตื่นเต้นมาก เอามาเล่าสู่กันฟัง แต่คนอื่นก็หาว่าเราบ้าเหมือนกันนะ ว่าทำไมต้องดั้นด้นไปหาต้นไม้ที่เหลืออยู่แค่ต้นเดียว
เรียกได้ว่าชีวิตของอาจารย์เกี่ยวข้องกับต้นไม้มาตลอด
ใช่ เริ่มตั้งแต่ชีวิตตอนเป็นเด็ก ตอนเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ทำงานที่สวนล้านนา ร.9 มา 8 ปี และเป็นอาจารย์ที่ ม.แม่โจ้ สาขางานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และออกแบบสิ่งแวดล้อม สอนเกี่ยวกับต้นไม้ และการออกแบบจัดสวน บางทีก็มีหน่วยงานเชิญไปเป็นกรรมการตัดสินการประกวดต้นไม้ เช่น ดูว่าต้นไม้ต้นนี้สวยอย่างไร อายุเท่าไหร่ มีที่มาที่ไปอย่างไร
เมื่อ 30-40 ปีก่อน ตอนที่เป็นอาจารย์อยู่ ก็ต้องการขยายแนวคิดที่ว่าจะขยายพันธุ์ไม้อย่างไร เลยผลักดันให้เกิดชมรมอาสาพัฒนาแม่โจ้ ขึ้นเมื่อปี 2507 ซึ่งอาจารย์จะพานักศึกษาชมรมอาสาฯ ไปปลูกต้นไม้ในวันเสาร์-อาทิตย์ เป็นประจำ พวกเราช่วยกันขนกล้าไม้ จอบ เสียม ขึ้นหลังรถกระบะ เอาไปปลูกตามวัด และโรงเรียนต่างๆ ใน จ.เชียงใหม่ เป็นส่วนใหญ่ เพราะการเดินทางสมัยนั้นลำบาก ไปที่ไกลๆ ไม่ค่อยได้ แล้วแต่ละครั้งก็จะมีนักศึกษาจากคณะต่างๆ เข้าร่วมกิจกรรมปลูกต้นไม้ไม่น้อยกว่า 30 คน ก็เป็นสิ่งที่ภูมิใจที่ได้ปลูกความคิดรักการปลูกต้นไม้ให้กับนักศึกษาด้วย
อาจารย์เกษียณมา 10 ปีแล้ว แต่ยังคงทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง?
ตอนนี้ก็ทำให้มีสีเขียวรอบบ้าน (หัวเราะ) ไม่คิดที่จะไปทำธุรกิจอะไรอย่างอื่น แต่ถ้ามีทุนพอที่เราจะสามารถสั่งการ มีแรงงาน ก็จะเพาะพืชพันธุ์ไม้อยู่ที่บ้านเป็นวิทยาทาน เอาไว้แจกจ่ายให้คนอื่น ใครอยากได้ก็มาเอาไปปลูกได้ เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ ใบย่านาง เป็นพืชไม้กินได้ อายุยืน เป็นยารักษาโรค หรือไม้บางต้นอาจจะเพาะขายถูกๆ ต้นละ 2-3 บาท นอกจากนี้ ก็เป็นที่ปรึกษาโครงการ 80 พรรษา 8 พรรณไม้หมายเมืองและไม้หมายทาง เพื่อเฉลิมพระเกียรติในปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา โดยมีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นแกนนำผลักดันโครงการฯ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ
โครงการนี้มีความเป็นมาอย่างไรคะ
ปีนี้เป็นปีมงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา กอปรกับที่ผ่านมายังไม่มีหน่วยงานไหนคิดจะปลูกต้นไม้เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีของเมืองอย่างจริงจัง อาจารย์จึงได้มีส่วนในการจุดประกายแนวคิดนี้ให้กับ ม.แม่โจ้ เมื่อต้นปี 2550 เพื่อให้ผลักดันโครงการนี้ต่อไป แต่ก่อนหน้านี้ประมาณกลางปี 2549 อาจารย์ใช้ถนนสาย 121 ไปประชุมที่ศาลากลาง จ.เชียงใหม่ สังเกตว่าถนนมันดูแล้งๆ ไม่มีต้นไม้ ดูแล้วไม่งามตา ส่วนถนนสายอื่นๆ ที่สร้างขึ้นมาก็ไม่มีการสร้างสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับต้นไม้
พอช่วงต้นปี 2550 ก็เกิดภาวะหมอกควันขึ้นอีก ทำให้เรานึกถึงต้นไม้ คิดว่าเราต้องเพิ่มการปลูกต้นไม้ ซึ่งจะเป็นตัวช่วยจับฝุ่นควัน ฝุ่นละออง และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และยังทำให้เมืองมีความชื้นสัมพัทธ์เพิ่มขึ้นด้วย ควบคู่ไปกับการรณรงค์ให้ประชาชนงดการเผาเศษใบไม้แห้ง เศษขยะต่างๆ ด้วย
ที่จริงแล้ว โครงการฯ ไม้หมายเมืองและไม้หมายทาง ควรจะยกระดับเป็นนโยบายของเมืองเชียงใหม่ หน่วยงานราชการในท้องที่ เช่น เทศบาล อบต. รวมไปถึงทุกๆ หน่วยงานราชการ และทุกๆ สถานที่ ควรจะรักษาสิ่งแวดล้อมในสถานที่ของตนเองเอาไว้ ทุกๆ ฝ่ายต้องมีความกระตือรือร้นในการเข้ามาร่วมรับผิดชอบในเรื่องสิ่งแวดล้อม หันมาให้ความสำคัญว่าบ้านเมืองต้องมีต้นไม้เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมช่วยลดปัญหาเรื่องโลกร้อนให้มากกว่านี้
ตอนนี้โครงการฯ คืบหน้าไปถึงไหนแล้วคะ
ความจริงพูดกันไว้ตั้งแต่ต้นปี 2550 เพื่อเตรียมลงมือทำให้ได้ ซึ่งปีนี้ฤดูฝนมาเร็ว น่าจะเริ่มได้แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ทำ อาจารย์คิดว่าในเดือน ก.ค.-ส.ค. ต้องเริ่มทำได้แล้ว เพราะฤดูฝนเหมาะสำหรับการปลูกต้นไม้มากที่สุด เนื่องจากช่วงนี้ดินจะเย็น มีน้ำชุ่ม รากต้นไม้ติดง่าย แต่ก็ต้องคอยดูถ้าปีนี้ยังเริ่มอะไรไม่ได้ก็ต้องกระทุ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไปให้ทำให้ได้ ก็หวังว่าปีนี้จะเป็นปีเริ่มต้นของเชียงใหม่ ในการปลูกต้นไม้หมายเมืองและไม้หมายทาง เพื่อเริ่มต้นการลดภาวะโลกร้อน แล้วสร้างโลกเย็นให้เมืองเชียงใหม่
ไม้หมายเมือง และไม้หมายทางมีความสำคัญอย่างไรคะ
แนวคิดเรื่องการปลูกไม้หมายเมืองและไม้หมายทางเป็นเรื่องที่ก้าวหน้ามาก เพราะจะเป็นการฟื้นฟูประวัติศาสตร์เรื่องพรรณพืช และพันธุกรรมพืช
'ไม้หมายเมือง' บ่งบอกถึงที่ตั้งของเมืองตามลักษณะภูมิประเทศที่มีพันธุ์ไม้นั้นๆ ขึ้นอยู่เป็นลักษณะเด่น ยกตัวอย่างเช่น ห้วยตึงเฒ่า มีไม้ตึงเป็นไม้หมายเมือง โดยคนโบราณตั้งชื่อนี้ตามชื่อต้นตึงที่ขึ้นอยู่ในบริเวณนั้น, ต.ดอนแก้ว ในอดีตมีต้นแก้ว ต้นพิกุล หรือดอกแก้วขาว, บ้านหนองไคร้ มีต้นไคร้เป็นไม้ประจำท้องถิ่น จนกระทั่งคำว่าต้นไคร้ได้กลายมาเป็นคำที่เอามาใส่ไว้ในนามสกุลของชาวบ้าน เป็นต้น
ส่วน 'ไม้หมายทาง' เป็นจุดหมายตาของคนโบราณ ใช้สังเกตเส้นทางจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง เช่นเส้นทางจาก ต.สันผีเสื้อ มายังสะพานสันป่าข่อยใต้ ต.สันป่าข่อย ระหว่างทางทั้ง 2 ข้างถนนจะมีต้นผีเสื้อ และต้นข่อย เป็นไม้หมายทาง บ่งบอกเส้นทางเพื่อไปยังทิศที่ตั้งของเมืองหรือสถานที่นั้นๆ เช่น สะพานสันป่าข่อยใต้ ในที่นี้ก็บ่งบอกให้รู้ว่าที่ตั้งของสะพานในอดีตอยู่ในเมืองที่มีต้นข่อย และอยู่ทางทิศใต้ แต่ถนนหลายๆ สายก็เอาต้นไม้อะไรก็ไม่รู้มาปลูก ซึ่งไม่ได้บ่งบอก หรือมีความหมายสอดคล้องกับสถานที่ดั้งเดิมเลย แสดงว่าไม่ได้มาถามท้องถิ่น หรือศึกษาความเป็นมาของท้องถิ่น
ปัจจุบันนี้ก็ไม่ค่อยเห็นไม้หมายเมือง และไม้หมายทางแล้ว เพราะการพัฒนาเมืองได้ตัดต้นไม้ไปเยอะ?
ตัดด้วยและไม่ปลูกด้วย ยังมีอีกหลายคนที่ไม่เข้าใจ ไม่มีใครคิดจะปลูกต้นไม้ในเมือง เช่น ต้นทองกวาว มีสองสี คือ สีแสดกับสีเหลือง แต่ส่วนใหญ่ที่เห็นจะเป็นทองกวาวสีแสดมากกว่า ต้นทองกวาว เป็นไม้ประจำจังหวัดเชียงใหม่ และไม้ประจำมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ด้วย ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงโปรดมาก เมื่อครั้งที่ได้เสด็จมาเชียงใหม่ และในปี 2537 สมเด็จพระนางเจ้าฯ ก็ได้ทรงโปรดพระราชทานกล้าไม้มงคลให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด โดยให้ต้นทองกวาวเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดเชียงใหม่
เมื่อประมาณ 40-50 ปีก่อน จุดเริ่มต้นของต้นทองกวาวอยู่ตั้งแต่เส้นทางออกจาก จ.ลำพูน เข้ามาทาง อ.สารถี ผ่านถนนไฮเวย์เพื่อเข้ามาตามเส้นทางสนามบิน จ.เชียงใหม่ ผ่านเส้นทางโรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ เส้นทางเข้า ม.เชียงใหม่ ซึ่งบริเวณนั้นเต็มไปด้วยต้นทองกวาวทั้งสองข้างทาง โดยเฉพาะทางด้านทิศใต้ของเมืองเชียงใหม่ คือบริเวณดอยสุเทพ คือแหล่งใหญ่ของต้นทองกวาว นอกจากนั้นก็มีต้นทองกวาวประปรายบริเวณทางไป อ.สันกำแพง และ อ.ดอยสะเก็ด
พอถึงเดือนธันวาคม-มกราคม ทองกวาวจะออกดอกสีแสดสะพรั่งไปทั้งเมือง สวยงามมาก แต่เดี๋ยวนี้เมืองเชียงใหม่ดูหงอย เพราะแทบไม่มีดอกทองกวาวให้เห็นเลย ถูกตัดไปบ้าง ตายไปบ้างเพราะเป็นไม้เปราะ แต่ก็ไม่มีการปลูกเพิ่ม อาจารย์คิดว่า หากเชียงใหม่จะรื้อฟื้นให้เมืองสดใส มีสีสัน สมกับมีดอกทองกวาวเป็นต้นไม้ประจำจังหวัด ก็ทำไม่ยากเลย
อาจารย์ชอบต้นไม้ชนิดไหนเป็นพิเศษคะ
ไม่มีต้นไม้ชนิดไหนที่ชอบเป็นพิเศษ ก็รักหมดทุกต้น แต่ถ้าจะให้ยกตัวอย่าง ก็ชอบต้นไม้ที่ออกดอกสีม่วง เช่น อินทนิล มีช่อดอกสีม่วงตัดกับเกสรสีเหลือง ชาวบ้านคนเชียงใหม่เรียกดอกอินทนิลว่า ดอกจ้อล่อ สำหรับต้นอินทนิลนั้น เวลาเราไปเพ่งที่ดอกสีม่วงกับสีเกสรเหลืองที่ตัดกัน เวลาลมพัดจะดูพลิ้วไหวสวยงามเหมือนแพรไหม นอกจากนี้ก็ชอบต้นทองกวาวเหลือง เพราะหายาก ส่วนใหญ่ที่เห็นจะเป็นทองกวาวแสด ทองกวาวเหลืองออกดอกก่อนสีแสด คือช่วงปลายเดือนธันวาคม ตอนนี้พอหาดูได้ในที่ศูนย์การเรียนรู้ ค่ายทหาร อ.เมือง จ.เชียงใหม่
เห็นด้วยมั้ยคะว่าต้นไม้จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับทิศทางการพัฒนาเมือง?
แน่นอน การพัฒนาเมืองต้องคิดเสริมว่าจะเอาต้นไม้ไว้ หรือจะตัดออกให้หมด เพราะต้นไม้ช่วยผลิตออกซิเจน ทำลายคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเรารู้ได้ชัดเลยว่าเวลามีต้นไม้รายรอบอากาศจะเย็นสดชื่นทันที แต่อาจารย์สังเกตว่าเดี๋ยวนี้ วัด โรงเรียน สถานที่ราชการต่างๆ ปูอิฐตัวหนอนหรือเทปูน จนแทบจะไม่มีพื้นดินโล่ง หรือที่สำหรับปลูกต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา เราอาจจะคิดว่าขี้เกียจกวาดใบไม้ เอาสะดวกเข้าว่า แต่ความจริงใบไม้ที่หล่นก็เอามาทำเป็นปุ๋ยชีวภาพได้
อาจารย์คิดว่าต้นไม้มีความสำคัญมาก เป็นหน้าตาของเมืองด้วย สร้างความสดชื่น ร่มรื่น และสวยงาม ลองนึกดูสิว่าถ้าเราอยากไปในที่ที่มันเย็นสดชื่น เราก็ต้องไปหาแหล่งที่มีต้นไม้เยอะๆ เพราะจะมีออกซิเจนเต็มเลย แต่ที่ไหนที่มีคนแออัดมากๆ ยวดยานพาหนะเยอะๆ ถ้าไม่มีต้นไม้จะรู้สึกได้เลยว่ามันร้อนมาก ออกซิเจนก็น้อยจนแทบต้องพกถังออกซิเจนไปด้วย
อีกอย่าง ต้นไม้ที่มีใบใหญ่จะปรุงออกซิเจนได้มากกว่าต้นไม้ใบเล็ก เช่น หูกวาง ตะแบก อินทนิล อยากให้ปลูกไม้ใบใหญ่ให้เยอะๆ เลย ทั้งตามบาทวิถี เกาะกลางถนน ไม่ต้องกลัวว่าคนจะเดินชน หรือขับรถชน นอกจากนี้ก็ปลูกดอกไม้สวยๆ แซมเข้าไปด้วยก็ได้ จะทำให้เมืองสวยงาม และน่าอยู่ เพราะมีทั้งใบไม้สีเขียวเป็นจุดพักสายตา และสีสันของดอกไม้ต่างๆ
ตรงนี้ ทุกๆ ฝ่ายต้องช่วยกันทำให้เมืองเป็นเมืองสะอาด และเขียวชอุ่ม (Clean and Green City) หาพันธุ์ไม้มาปลูกให้หลากหลาย เริ่มต้นปลูกที่บ้านตนเอง ปลูกที่สถานที่ทำงาน หน่วยงานราชการต่างๆ แล้วช่วยกันดูแล รดน้ำ รับรองว่ามลภาวะทางอากาศจะลดลงอย่างแน่นอน เพราะเรามีโรงงานกรองอากาศช่วยผลิตออกซิเจนตามธรรมชาติอยู่เต็มเมือง
อาจารย์ได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับต้นไม้บ้างคะ
ถ้าเรามองให้สวยก็สวยเหมือนผู้หญิง แตกต่างไปตามวัย ต้นไม้ที่ถูกตัดต่อ ตัดตอน แทนที่จะสวยงามก็ไม่สวย อยากให้ต้นไม้มีความสวยตามธรรมชาติมากกว่า อย่าไปตัดต่อ หรือตัดต้นไม้มาก มันไม่ดี เราต้องมองต้นไม้กับคนให้มีความกลมกลืนกัน การตัดต้นไม้เพื่อสร้างสิ่งก่อสร้างอะไรต่างๆ เพราะบางคนอาจจะคิดว่าเป็นสิ่งกีดขวาง หรือรกรุงรัง ทั้งๆ ที่เราสามารถทำให้ต้นไม้มีความกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมได้ สามารถปรับพื้นที่ให้มีภูมิทัศน์ที่สวยงามได้โดยมีต้นไม้เป็นองค์ประกอบ โดยเฉพาะเดี๋ยวนี้มีคาร์บอนไดออกไซด์ มากขึ้น เราก็ยิ่งต้องสร้างโรงงานออกซิเจนเอาไว้เพื่อสุขภาพที่ดีในอนาคต
ท้อบ้างมั้ยคะกับการผลักดันแนวคิดการสร้างป่าให้เมืองมานานแล้ว
ก็ท้อบ้าง ที่ยังไม่มีคนให้ความสำคัญกับการสร้างป่าในเมือง ไม่สนใจสิ่งแวดล้อมเท่าที่ควร โดยเฉพาะหน่วยงานราชการ เวลาเราเสนอแนวคิดนี้ก็ยังไม่เห็นเอาจริงเอาจังสักที ทั้งๆ ที่วิกฤติโลกร้อนกำลังเป็นปัญหาสำคัญ อย่างกรณีเมืองเชียงใหม่ ก็ต้องเผชิญกับปัญหามลพิษทางอากาศสูงกว่าเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ เพราะอยู่ในแอ่งกระทะ ไม่มีลมพัด และที่สำคัญมีต้นไม้ในเมืองน้อยมาก จึงไม่มีตัวช่วยสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศเพื่อดักจับฝุ่นควัน
แต่เวลารู้สึกท้อก็นั่งดูต้นไม้ หาต้นไม้มาปลูกเพิ่ม (หัวเราะ) เพราะเป็นความสุขทางชีวิตและจิตใจ ขอแค่ให้ได้ปลูก และดูแลต้นไม้จนเจริญเติบโตก็มีความสุข อย่างเวลาขับรถผ่านในที่ที่เราเคยปลูกต้นไม้ร่วมกับนักศึกษาเอาไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน ก็จำได้ว่าไม้ต้นนั้นเราเป็นคนปลูกเอง ตอนนี้มันกลายเป็นไม้ต้นใหญ่แล้ว บางต้นออกดอกดูแล้วสดชื่น พอเห็นว่ายังไม่มีใครไปตัดก็ดีใจ และภูมิใจมากที่สุด เป็นอนุสรณ์ที่ทำให้เราชื่นใจที่เห็นมันยังมีชีวิตอยู่
วิกฤติภาวะโลกร้อน และหมอกควันมลพิษที่เกิดขึ้นต้องมองให้เป็นโอกาส หันมาช่วยกันปลูกต้นไม้มากๆ และดูแลรักษาไว้เสียตั้งแต่วันนี้ เพื่อสร้างเมืองให้เป็นโลกเย็น สวยงาม และน่าอยู่ ก็ยังไม่สายเกินไปทิพย์อักษร มันปาติ