กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : แรกเริ่มนั้น ผมไม่ได้ตั้งใจจะไปฟัง บิล เกตส์ พูดที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน... เพียงแค่ป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ นั้น...แต่พรรคพวกที่ไปฟังเสร็จยื่นคำปาฐกถาทั้งฉบับให้ผมแล้วบอกสั้นๆ ว่า "บิล เกตส์ ตั้งใจมาเขย่าสำนึกของฮาร์วาร์ดทีเดียวเพื่อนเอ๋ย...และผมว่าได้ผลเสียด้วย เพราะทุกคนคิดว่าเขาจะมาพูดเรื่องเทคโนโลยี เรื่องธุรกิจ เรื่องโลกาภิวัตน์...แต่เขาสร้างความประหลาดใจให้กับนักศึกษาจบใหม่รุ่นปี 2007 นี้ ด้วยการพูดถึงเรื่องความยากจน และความไม่เสมอภาคของมนุษย์...และถามว่าทำไมฮาร์วาร์ดไม่มีจิตวิญญาณเรื่องนี้เพียงพอ"
ผมนั่งอ่านปาฐกถาทีละประโยคแล้วก็ต้องเห็นพ้องกับเพื่อนคนนี้...เออหนอ ฮาร์วาร์ดต้องโดนคนสอบตก หรือ dropout ที่โด่งดังและประสบความสำเร็จที่สุดมาสั่งสอนเรื่องความสำนึกในหน้าที่ต่อโลกจึงจะเรียนรู้เรื่องที่โลกที่สามร้องเรียนมานานหนักหนาแล้วกระนั้นหรือ?
บิล เกตส์ กลับฮาร์วาร์ดหลังจากเดินออกไปจากมหาวิทยาลัยโด่งดังแห่งนี้เมื่อ 32 ปีก่อนโดยไม่ได้ปริญญาก็เพื่อจะบอกว่าฮาร์วาร์ด ยังไม่ได้สอนให้เด็กมะกันรุ่นใหม่เข้าใจว่า โลกนี้มีปัญหาสังคมที่โหดร้ายต่อคนยากจนและด้อยโอกาสเหลือเกิน
"ผมอยากจะเรียกร้องทั้งผู้บริหารและอาจารย์และนักศึกษาของฮาร์วาร์ด ให้ตอบคำถามที่ว่าทำไมเราไม่สอนให้คนที่มีมันสมองดีที่สุดของประเทศช่วยแก้ปัญหาที่รุนแรงที่สุดของโลกเล่า?"
บิล เกตส์ บอกว่า ฮาร์วาร์ดอาจจะสอนให้เด็กเก่งเรื่องเศรษฐศาสตร์ และเป็นปัญญาชนชั้นเลิศของประเทศ "แต่ผมย้อนกลับไปแล้วก็มีความเสียใจอย่างใหญ่หลวงเรื่องหนึ่ง...นั่นคือผมเดินออกจากฮาร์วาร์ด โดยไม่มีความตระหนักถึงความไม่เท่าเทียมของมนุษย์ในโลกนี้...ความแตกต่างอย่างน่าตกใจในเรื่องสุขภาพ และฐานะทางเศรษฐกิจและความไร้โอกาสของเขาเหล่านั้น...ที่ทำให้คนเป็นล้านๆ คนถูกสาปให้อยู่ในภาวะที่แร้นแค้นอย่างยิ่ง..."
บิล เกตส์ บอกว่าเขาต้องใช้เวลาหลายสิบปีในโลกแห่งความเป็นจริงนอกฮาร์วาร์ด จึงเข้าใจปัญหาอันรุนแรงนี้
เขาบอกว่าเด็กๆ เป็นล้านๆ คนในประเทศยากจนต้องเสียชีวิตทุกปีจากโรคภัยไข้เจ็บที่ไม่ปรากฏในอเมริกามานานแล้ว
"ผมถามตัวเองว่า ทำไมโลกจึงปล่อยให้เด็กๆ เหล่านี้ตายไปต่อหน้าต่อตา?" บิล เกตส์พูดกระตุ้นให้นักศึกษา อาจารย์และผู้บริหารฮาร์วาร์ด ฟังด้วยความตั้งใจให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองเสียงเรียกร้องของเขา
เขาตอบเองว่าที่คนยากจนเหล่านี้ต้องตายอย่างไร้ความหวังนั้น ก็เพราะ
"คำตอบที่โหดร้ายก็คือว่าระบบตลาดไม่ตอบแทนการช่วยชีวิตของคนยากจนเหล่านี้ และรัฐบาลไม่อุดหนุนให้เกิดการปกป้องพวกเขาเหล่านี้เช่นกัน...ฉะนั้น เด็กเหล่านี้ต้องตายเพราะคุณแม่ และคุณพ่อของพวกเขาไม่มีอำนาจในตลาดและไม่มีเสียงในระบบ..."
บิล เกตส์ สำทับด้วยการเน้นว่า "...แต่คุณกับผมมีทั้งสองอย่าง...เราสามารถทำให้พลังของตลาดทำหน้าที่ช่วยเหลือพวกเขาได้ดีขึ้น ถ้าเราสามารถสร้างระบบทุนนิยมที่สร้างสรรค์มากกว่านี้ (a more creative capitalism)..."
เขาบอกว่าคนที่ฮาร์วาร์ดก็ไม่ใช่ว่าจะไร้สำนึกเมื่อเห็นความโหดร้ายเกิดกับเพื่อนร่วมโลก
"ไม่ใช่ว่าเราไม่แคร์ แต่เป็นเพราะเราไม่รู้ว่าจะช่วยเหลือพวกเขาได้อย่างไรมากกว่า...เพราะปัญหานี้บางทีก็สลับซับซ้อนเกินไป...ผมจึงเสนอสี่ขั้นตอนในการแสดงความใส่ใจของเราต่อปัญหาความยากไร้ของคนในโลก...นั่นคือให้ตั้งเป้าหมายที่จะช่วยก่อน ต่อมาก็คือการหาวิธีการที่จะช่วยและขั้นที่สามคือการค้นหาเทคโนโลยี เพื่อให้สอดคล้องกับวิธีการช่วยและลงมือช่วยอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทันสมัย เช่น การหายาหรือเรื่องง่ายๆ เช่น หามุ้งให้กับพวกเขาเพื่อป้องกันโรคมาลาเรียเป็นต้น..."
แล้วบิล เกตส์ ก็พุ่งเข้าเป้าของการมาพูดกับนักศึกษาจบใหม่รุ่นล่าสุด ด้วยคำถามแทงใจดำของทั้งผู้บริหาร อาจารย์และนักศึกษาเป็นหมื่นที่มาฟังอย่างตั้งใจว่า
"Should our best minds be dedicated to solving our biggest problems?"
หรือเท่ากับถามว่า "สมองที่เยี่ยมที่สุดของเราควรจะเอามาทุ่มเทกับการแก้ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของเรามิใช่หรือ?"
หรือเท่ากับบอกทางอ้อมว่า กึ๋นชั้นหนึ่งของฮาร์วาร์ด ทุกวันนี้ ไม่ได้ใช้เพื่อสังคมของคนด้อยโอกาส หากแต่เป็นการทำเพื่อตัวเองหรือเพื่อระบบทุนนิยมมือใครยาวสาวได้สาวเอามากกว่า
และตอกย้ำด้วยประโยคต่อไปที่มุ่งไปยังนักศึกษาจบใหม่ว่า
"You have more than we had ; you must start sooner and carry on longer...knowing what you know, how could you not?"
หรือ "รุ่นของคุณมีมากกว่ารุ่นของผม (ในทุกเรื่อง) พวกคุณจึงต้องเริ่มเร็วกว่าพวกผม และต้องทำงานต่อเนื่องนานกว่า...ในเมื่อคุณรู้อย่างที่รู้แล้ว คุณจะไม่ทำอย่างนี้ได้อย่างไร?"
ประโยคอย่างนี้จากคนที่สร้างความมั่งคั่งส่วนตัวจากระบบทุนนิยมสุดขั้วของโลกมาสอนปัญญาชนระดับนำในรั้วมหาวิทยาลัยที่โด่งดังที่สุดของโลกแห่งหนึ่ง ย่อมควรจะได้รับการวิเคราะห์และวิพากษ์อย่างรอบด้านทีเดียว