นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยอมรับในระหว่างปาฐกถาพิเศษหัวข้อ "การขับเคลื่อนเศรษฐกิจมหภาคภายใต้ทีมเศรษฐกิจใหม่" วานนี้กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : โดยเชื่อว่า "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้น เป็นทางเลือกที่ดีและทางรอดของประเทศ" ซึ่งเราคิดเห็นเช่นนั้น เนื่องจากตั้งอยู่บนรากฐานของความไม่ประมาทและมีภูมิคุ้มกัน แต่สิ่งที่รองนายกรัฐมนตรี บอกให้เราทราบและต้องช่วยกันหามาตรการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน ควบคู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันนั้นคือ เศรษฐกิจวันนี้ที่โตได้ระดับ 4% นั้น ขับเคลื่อนด้วยหนึ่งเครื่องยนต์เท่านั้น
คือ "ภาคการส่งออก" ส่วนอีกสามเครื่องยนต์ที่เหลือยังดับอยู่ ไม่ว่าจะเป็น แรงกระตุ้นภาครัฐ ผ่านงบประมาณแผ่นดิน การลงทุนที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง และการบริโภค หรือกำลังซื้อที่ลดลงอย่างน่ากลัว
มีคำถามว่าเครื่องยนต์ที่เหลือเพียงครื่องเดียวอย่างส่งออก จะพยุงให้เศรษฐกิจไปไหวหรือเปล่า คำตอบคือ "ไม่แนใจ" แม้ว่าสัดส่วนภาคต่างประเทศในจีดีพี จะมีมากกว่า 70% ก็ตาม นอกจากนั้นตัวเลขการส่งออกในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก็ไม่สามารถการันตีได้เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นคำสั่งที่ได้ดำเนินการไว้ล่วงหน้า ก่อนหน้านี้แล้วมิอาจจะแสดงสถานะส่งออกแท้จริงในปัจจุบันได้
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ ออกมาระบุว่าในเดือนกุมภาพันธ์มีมูลค่าการส่งออกรวมทั้งสิ้น 11,232 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 18.4% และสองเดือนแรก มีมูลค่า 21,720.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น 18.07% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมีมูลค่า18,396.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกันค่าเงินบาทที่แข็งระดับ 35 บาทต่อดอลลาร์นั้น ถือว่าความได้เปรียบด้านราคา ที่ไทยเคยเหนือคู่แข่งในอดีตนั้นหายไปแล้ว
ตรงกันข้ามเงินบาทที่แข็งกลับสร้างความเสียเปรียบให้ภาคส่งออกของไทย แต่ในทางกลับกันอาจจะเป็นผลดีในอนาคตกดดันให้นักธุรกิจเร่งปรับปรุงประสิทธิภาพ คุณภาพสินค้า มากกว่าที่จะรอความได้เปรียบด้านราคาอย่างเคย
ขณะเดียวกันเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะตลาดใหญ่อย่างสหรัฐที่กำลังเจอปัญหาฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ จะเป็นอีกจุดสำคัญที่ทำให้ "เครื่องยนต์ส่งออก" อาจจะไม่มีแรงขับเคลื่อนมากพอในระยะยาว ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วที่การประชุมร่วมระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับภาคเอกชนจาก 3 สถาบันหรือ กกร.วานนี้ ได้ข้อสรุปที่จะตั้ง "คณะทำงานดูด้านส่งออก" ถึงแม้ในอดีตจะมีคณะกรรมการเช่นนี้มาตลอด แต่ถึงวันนี้ หากรัฐบาลไม่อยากเห็นเศรษฐกิจโตระดับ 2-3% ในระยะสั้นจำเป็นต้องใส่ใจอย่างหนัก และได้รับความร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชน
ไม่ว่าจะเป็นประเด็นวิเคราะห์ข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่าง การส่งออกและขีดแข่งขันของผู้ประกอบการไทยกับผลกระทบจากค่าเงิน รวมถึง แนวทางระยะยาวที่จะลดการพึ่งพาการส่งออก และหันมาเน้นปัจจัยภายในมากขึ้น เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจประเทศผูกชะตากรรมไว้กับต่างประเทศ ส่วนอีก 3 เครื่องยนต์ที่เหลือ เริ่มจากการลงทุนจากภาครัฐ แน่นอนทิศทางที่รัฐบาลจะเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ ถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องแม้ศักยภาพจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ไม่มาก แต่ก็สามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้พอควร
โดยเฉพาะต้องตั้งโจทย์ที่ว่า "ทำอย่างไรให้เม็ดเงินถึงมือประชาชนฐานรากมากที่สุด" ขณะที่เครื่องยนต์การลงทุนและการบริโภคจะกลับมาติดเครื่องได้นั้น ขึ้นอยู่กับ "ความมั่นใจ" ซึ่งเป็นหน้าที่รัฐบาล ที่ต้องเร่งฟื้น แน่นอนปัจจัยการเมืองดูจะเป็นเรื่องใหญ่สุดที่ต้องมีความชัดเจน รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่ไม่ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกต่อการลงทุน