![]() |
![]() |
![]() |
|
ประวัติศาสตร์สอนเราให้รู้ว่า รัฐประหาร ไม่เคยพัฒนาประชาธิปไตย ***สถาบันข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา หลักสูตรควบตรีโทด้านพาณิชยศาสตร์และการบัญชี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสถาบันข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดเสวนา เหลียวหลังแลหน้า รัฐประหาร 19 ก.ย. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดย รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ตนไร้เดียงสาเพราะเชื่อในพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมาว่าจะไม่มีนายกพระราชทาน ตามมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญปี 2540 พูดถึงการปกครองแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ก็มิได้หมายความถึงให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจทำอะไรได้ทุกอย่าง เชื่อว่าจะไม่มีการรัฐประหาร หรือการใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ มีความหวังว่าเราจะแก้ปัญหาการเมืองโดยกระบวนการตุลาการภิวัตน์ ในความเป็นจริงไม่ว่าโลกจะก้าวหน้าไปอย่างไร การรัฐประหารครั้งนี้ที่รู้สึกเศร้ามาก คือคณะปฏิรูปการเมืองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (คปค.) ทำสิ่งแรกด้วยการปิดหูปิดตาประชาชน นอกจากตัดการสื่อสารทางโทรทัศน์ ยังตัดสัญญาณเคเบิลทีวีเพื่อไม่ให้รับรู้ข้อมูลจากสำนักข่าวต่างประเทศอีก ต่อมาก็ปิดการรับรู้จากสื่อทางเลือก เช่น การปิดเว็บไซต์ อย่างเว็บมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน คปค.ไม่เรียนรู้ประวัติศาสตร์ว่าประชาชนรับไม่ได้แน่ ยังทำเรื่องซ้ำร้อยอย่างง่ายนับเป็นความเขลาอย่างยิ่ง รศ.ดร.กฤตยา กล่าวว่า สังคมไทยเข้าใจความรุนแรงทางตรงที่ต้องมีการเลือกตกอย่างออกเท่านั้น แต่ความรุนแรงทางอ้อมที่ซ่อนอยู่ เช่น กฎอัยการศึก กลับไม่ถือว่าเป็นความรุนแรง และหากปล่อยไว้จะเป็นปัญหาอย่างยิ่งว่าเราจะแลไปข้างหน้ากันอย่างไร เพราะย่อมมีผลต่อการพัฒนาระบบประชาธิปไตย สิ่งที่เราต้องการคือ การมีส่วนร่วม การมีพื้นที่ในการแสดงออกที่เห็นต่างอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกระบบการปกครอง โดยเฉพาะประชาธิปไตยที่เน้นเป็นพิเศษ ถ้ายังเคารพต่อระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ต้องมีความอดทนต่อความแตกต่าง ซึ่งทางออกนั้นคือ ภาคประชาชนพลเมืองต้องกระตือรือร้น ไม่ระย่อต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ต้องออกมาคัดค้านได้ เมื่อไม่เห็นด้วย ซึ่งน่ายินดีว่าการรัฐประหารครั้งนี้ยังได้เห็นภาพการคัดค้าน ต่อต้านอยู่พอสมควร รศ.ดร.กฤตยา ระบุและพูดติงบทบาทสื่อขณะนี้ สื่อไทยกระแสหลัก ที่พยายามเรียกตัวเองว่าเป็น สื่อแท้ ยังปกป้องสิทธิของสื่อด้วยกันเองน้อย ยังเดือดเนื้อร้อนใจกับการถูกปิดปาก ปิดหู ปิดตาประชาชนน้อย จนบัดนี้ ดิฉันยังไม่เห็นจุดยืนของสื่อที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารนี้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะอ้างตนเองเป็นสื่อคุณภาพและไม่คุณภาพก็ตาม สื่อทำเพียงเล่นตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น โดยขาดการตรวจสอบอำนาจอันมากและเด็ดขาดของคปค. ที่แปรเปลี่ยนไปเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) อยู่น้อยมาก รศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ นักประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การที่เราไม่สำนึกกับประวัติศาสตร์ คนบางกลุ่มจึงยอมรับสภาพและเหตุว่า การรัฐประหารครั้งนี้เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ การเปลี่ยนแปลงธรรมนูญปกครองเป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราวในปี 2549 นี้ทำให้กงล้อประวัติศาสตร์หมุนกลับไปถึงการรัฐประหารครั้งแรก เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนปี 2490 ไม่ใช่แค่พฤษภาปี 2535 น่าสนใจมากว่า คปค.คิดอะไรอยู่ ทำไมถึงมีแนวคิดและอุดมการณ์ที่ย้อนไปไกลขนาดนั้น ยิ่งพิจารณาในคำปรารภ อันเป็นเหตุผลที่ต้องเปลี่ยนแปลงการปกครองและร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมาในรัฐธรรมนูญ ชั่วคราว 2549 น่าสนใจมากขึ้นว่า มีการอ้างถึงธรรมเนียมประเพณีการปกครองที่ผ่านมาก็พบว่านัยสำคัญที่ซ้อนกับประวัติศาสตร์ ปี 2490 อีก ในคราวนั้น คณะทหารที่ทำการรัฐประหารใช้เวลาหลายวันกว่าจะยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี 2489 พอยึดอำนาจเสร็จแล้ว ยังไม่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงใดๆ เป็นเพียงการควบคุมสถานการณ์ เนื่องจากความไม่มั่นใจในการกระทำของตนเองว่าว่าความถูกต้องหรือไม่เยอะมาก กล่าวคือพัฒนาการแรกๆ ของการสร้างความชอบธรรมให้กับการรัฐประหารไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ มีการต่อสู้สร้างความหมาย ตามที่ผู้มีอำนาจต้องการ ให้กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ถูกต้องชอบธรรม ทั้งที่ถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย และก็พยายามทำให้ทุกอย่างต้องเป็นกฎหมาย จนเป็นรากเหง้ามาถึงวันนี้ โดยที่สุดสังคมก็เคลื่อนไม่ได้ ติดล็อกไปหมด" แม้เราจะคาดหวังว่าสถาบันตุลาการจะตัดสินได้ แต่ก็ยังเป็นปัญหาต่อเนื่องว่าสถาบันตุลาการไม่ใช่ผู้บังคับใช้กฎหมาย เพราะฉะนั้น บทเรียนเรื่องอำนาจและความชอบธรรมที่ถูกตราเป็นกฎหมาย กลายเป็นของเล่นของผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมาย เป็นการชิงไหวชิงพริบทางการเมือง มากกว่าสามัญสำนึกของพลเมืองในการตัดสิน ขอให้ทบทวนว่า ปัญหาที่เราผจญอยู่คือติดหล่มตัวบทกฎหมายใช่หรือไม่รศ.ดร.ธเนศ ตั้งข้อสังเกต นักประวัติศาสตร์ผู้นี้ชี้ให้ติดตามต่อไปว่า ปี 2490 ยุดแรกของการยึดอำนาจโดยทหาร ขณะนั้นไร้เดียงสา และมีพัฒนาการใหญ่มาก ไม่รู้ว่าจะตั้งรัฐบาลอย่างไร ก็ไปหาพลเรือนมาเป็นนายกรัฐมนตรี คือ นายควง อภัยวงศ์ และให้มีการตั้งอภิรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี และมีการมอบอำนาจในการปกครอง ทหารถอยไปเพียงแค่รักษาความมั่นคง ปลอดภัยของประเทศ ผู้นำการรัฐประหารต้องลงท้ายว่าไม่ขอรับตำแหน่งใดๆ เพื่อยืนยันไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวในการทำรัฐประหาร รัฐบาลพลเรือนต่างหากที่ออกกฎหมายพิเศษเพื่อคุ้มครองความสงบเท่ากับการออกกฎอัยการศึก เพียง 3 เดือนเท่านั้นก็ยกเลิกไป หน้าแรกประวัติศาสตร์ของทหารในนามคณะรัฐประหาเช่นกัน ตอนนั้นจอมพล ป. พิบูลสงครามได้พาคณะทหารไปสาบานตน ที่พระที่นั่งอนันตสมาคมว่าจะจงรักภักดีต่อสถาบันหลัก และแก้ปัญหาทุกข์เข็ญให้ประชาชน เป็นครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ที่มีการสาบานตน ของคณะรัฐประหารและไม่มีการทำเช่นนี้อีกเลย เพิ่งจะมีรัฐประหาร 19 กันยายนครั้งนี้กระมัง ที่ไปทำพิธีขอสมาต่อพระบรมรูป รัชกาลที่ 5 รศ.ดร.ธเนศ ระบุให้เฝ้าระวัง ในยุคนั้นเมื่อมีการเลือกตั้งต้นปีต่อมาพรรคประชาธิปัตย์ ชนะการเลือกตั้งโดยนายควง กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกและบริหารประเทศได้หนึ่งเดือน คณะทหารโดยจอมพล. ป. ก็ยื่นจม.ด่วน ว่ารัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพขอให้ลาออก และนายกฯ ก็ทำหนังสือกราบบังคับทูลฯลาออกทันที ผมเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่กลับมาอีก อดีตสอนให้เรารู้ว่า ไม่ว่ารัฐบาลทหารและพลเรือนต่างไม่ให้ความสำคัญต่อระบบรัฐสภา จงช่วยกันดูต่อไปว่าคุณภาพของการรัฐประหารเพิ่มขึ้นมา แต่จุดหมายทางการเมืองและพัฒนาการประชาธิปไตยในอนาคตจะเป็นอย่างไร จะกลับสู่วงล้อของประวัติศาสตร์หรือไม่ ศ.ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ จากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การรัฐประหาร 2549 นี้ทำให้รู้สึกว่าแนวรบด้าน 2475 ยังไม่สิ้นสุด เป็นการกระทำที่ย้อนรอยประวัติศาสตร์ไปไกลทีเดียว บทบาทของสื่อก้อยู่ในกงล้อเดียวกัน เพราะสื่อยุคหลังปี 2475 มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เป็นธรรมดาของการเริ่มมีประชาธิปไตย สื่อที่เห็นต่างเป็นฝักฝ่ายก็เพื่อเป็นปากเสียงของแนวการเมืองแต่ละฝ่ายนั่นเอง ที่น่าสนใจคือ สื่อวันนี้เห็นแตกต่างกันไหม เรายังอยู่ในสังคมประชาธิปไตยหรือไม่ นักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตว่า บทบาทของสื่อควบคู่มากับประชาธิปไตยไทย การเปลี่ยนแปลงทางสังคม ช่วงเดือนตุลาคมปี 2514 ที่คิดว่าประชาธิปไตยแตกดอกออกผล หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ประชาธิปไตยก็ถูกแช่แข็ง เมื่อกลับขึ้นมาอีกหลังปี 2534 ก่อนเกิดเหตุรัฐประหาร สื่อยังแบ่งฝักฝ่าย แต่หลังปี 2540 สื่อกลับกลายเป็นสื่อพาณิชย์นิยมเป็นปากเสียงให้ระบบธุรกิจดีที่สุด เพื่อความอยู่รอดได้ของสื่อเองอันเป็นรากฐานของสื่อปัจจุบัน จนกระทั่งเกิดวิกฤตสื่อปี 2548 เป็นต้นมา ที่ทุนพยายามครอบงำกิจการสื่อ ทำให้สื่อหันกลับไปเล่นบทเดิมคือแบ่งฝักฝ่ายอีกครั้ง และมีกลุ่มสื่อกลางๆ ที่ทั้งวิจารณ์นักการเมืองและตรวจสอบไปด้วย ศ.ดร.อุบลรัตน์ กล่าวว่า ก่อนเกิดรัฐประหาร 2549 กลุ่มสื่อที่สนับสนุนรัฐบาลทักษิณถูกบอกว่าเป็นสื่อเทียม แต่หลังรัฐประหารแล้ว สื่อเทียมหายไป กลุ่มสื่อที่วิจารณ์รัฐบาลเดิมกลับหันมาโปรทหาร ซ้ำยังเผยแพร่ข้อมูลได้มากกว่าสื่ออื่นอีก เราควรต้องระวังสื่อนี้เป็นพิเศษ สิ่งที่อยากเตือน คปค. คือ การปิดกั้นการรับรู้ข่าวสารของประชาชน การทำให้สถานการณ์ที่ไม่ปกติเป็นปกติ ซึ่งเป็นการฝืนธรรมชาติของประชาชน เชื่อว่าประชาชนจะไม่อดทนต่อ ความไม่ปกติ นี้นาน ยิ่งสื่อทางเลือกถูกปิดลงยิ่งเป็นการสร้างภาวะอึดอึดใจมากยิ่งขึ้น นักวิชาการด้านสื่อผู้นี้ยังตั้งคำถามต่อวงการสื่อทั้งหมดว่า จะกลับทำหน้าที่เป็นปากเสียงให้ประชาชนได้หรือยัง เมื่อเป็นปากเสียงให้กับคปค นักการเมือง อำนาจทุกกลุ่มทีเดินผ่านเข้ามาหมดแล้ว นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักศึกษาปริญญาเอก รัฐศาสตร์การเมือง มหาวิทยาลัยฮาวายอิ แห่งสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า การรัฐประหาร 2549 มีลักษณะพิเศษหลายอย่าง เพราะที่ผ่านมาหลายครั้งนายกฯ ยึดอำนาจตัวเองตั้งตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี หรือต้องมีการต่อสู้กันระหว่างขั้วอำนาจในกองทัพ นายกฯกับกองทัพ แต่ครั้งนี้ไม่ได้มีความขัดแย้งระหว่างผู้นำอย่างชัดเจน และกองทัพเองก็ไม่มีเอกภาพเท่าใดนัก ลองย้อนภาพแถลงการณ์ดูเปรียบเทียบกับปี 2535 ครั้งนั้น ผู้นำรสช.นั่งอ่านแถลงการณ์คนเดียว แต่ผู้นำคปค. ต้องนั่งอ่านภายใต้แม่ทัพต่างๆ เพื่อบอกว่าเป็นฝ่ายเดียวกัน เนื่องจากมีข่าวลือการปฏิวัติซ้อนที่แสดงว่า กองทัพมีความอ่อนแอ ความน่าสนใจจึงอยู่ที่ความสำเร็จของ คปค นี้เกิดจากอะไร เมื่อกองทัพอ่อนแอ ในเชิงรัฐศาสตร์นั้นเป็นที่รับรู้กันว่าการจะยึดอำนาจ จะต้องมีการครอบครองความเป้นใหญ่ทางความคิด คือต้องยึดอำนาจทางุอุดมการณ์ก่อนว่าการเมืองไม่มีทางออก กลายเป็นเรืองสมเหตุสมผลที่สามารถทำได้ ด้วยเหตุนี้จึงคล้ายรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 ที่จะครบรอบ 30 ปีในวันนี้ นายศิโรตม์ ระบุอีกว่า ทหารปล้นความเกลียดชังจากกลุ่มคนต่างๆ ที่มีต่อระบอบทักษิณมาอ้างความชอบธรรมในการรัฐประหาร แต่ก็กำลังจะทำเช่นเดียวกับที่ระบอบทักษิณทำ" เช่น ข้อกล่าวหาว่าขายชาติ การลงนามเอฟทีเอโดยไม่ผ่านกระบวนการรัฐสภา คมช.ก็รับปากต่อผู้นำองค์กรเกี่ยวกับการธุรกิจระดับประเทศที่มายื่นหนังสือว่าจะดำเนินการเรื่องนี้ต่อ รวมทั้งตัวแทนของรัฐบาลใหม่ก็บอกว่าจะผลักดันโครงการเมกะโปรเจ็คต่อ ทั้งยังปกครองประชาชนด้วยความกลัวเช่นเดียวกับคุณทักษิณ บางเรื่องแย่ยิ่งกว่า เช่น ประชาชนถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ โดยไม่รู้ว่าจะถูกจับวันใด ภายใต้กฎอัยการศึก คปค.ใช้อำนาจตามอำเภอใจในการตั้งกรรมการในองค์กรอิสระต่างๆ นายศิโรตม์ กล่าวยืนยันว่า รูปแบบการเมืองต่อจากนี้การเมืองแบบอมาตยธิปไตยและเปรมาธิปไตยจะกลับมา จะมีแต่ข้าราชการกำหนดนโยบายสาธารณะ รัฐมนตรีมาจากอดีตปลัด หรืออธิบดีที่มีความสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ฉะนั้น ในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จะมีหลักประกันใดบ้างว่ารูปแบบการเมืองเหล่านี้จะไม่ดำรงอยู่ เช่นที่รัฐธรรมนูญปี 2540 เคยกำหนดไว้ว่า ข้าราชการห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง เรากำลังเข้าสู่การปฏิรูปการเมืองที่คนเพียงหยิบมือเดียวเป็นคนกำหนด และไม่มีพรรคการเมืองเข้ามีส่วนร่วมเลย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปคือพรรคการเมืองจะอ่อนแอ ควรพูดกันในหมู่ประชาชนให้ชัดถึงอำนาจรัฐบาลชั่วคราว ไม่ควรมีอายุยาว มีภารกิจสำคัญเพียงเพื่อจัดการเลือกตั้งและบริหารประเทศในกิจการหลักที่จำเป็นเท่านั้น ไม่ควรลงนามในสนธิสัญญาระหว่างประเทศต่างๆ
|
|
|
| Copyright © 2006 All rights reserved. NKT NEWS CO.,LTD. Contact us : ktwebeditor@nationgroup.com |