register
วันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2549
 
นโยบายรัฐบาลอันพึงประสงค์

16 ตุลาคม 2549 13:59 น.
แม้ว่ารัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ จะมาจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ภายใต้การนำของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :      แต่กระบวนการอันสำคัญอย่างยิ่งก่อนเริ่มต้นบริหารประเทศอย่างเป็นทางการคือ การแถลงนโยบายอย่างเป็นทางการต่อสาธารณะผ่านรัฐสภา ซึ่งในเวลานี้ไม่มีสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง แต่มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่มาจากการแต่งตั้งจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) จะช่วยทำให้รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ มีความชอบธรรมในอีกระดับหนึ่งหลังจากแถลงนโยบายบริหารประเทศในระยะ 1 ปีข้างหน้าในช่วงปลายเดือนนี้

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พล.อ.สุรยุทธ์ นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศแนวทางการบริหารประเทศไว้ 4 ข้อใหญ่คือ โปร่งใส เป็นธรรม ประหยัดและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นแนวทางตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มาจากการเลือกตั้ง 2 ครั้งในช่วง 5 ปีกว่าที่ผ่านมา รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงในช่วง 1-2 ปีสุดท้าย ว่าบริหารประเทศอย่างไม่โปร่งใส มีการทุจริตคอร์รัปชันจำนวนมากเกิดขึ้น ไร้คุณธรรมในการเป็นผู้นำเพราะเล่นพรรคเล่นพวกในการแต่งตั้งโยกย้ายและการประกอบธุรกิจกับภาครัฐ ใช้เงินงบประมาณอย่างฟุ่มเฟือยกับโครงการต่างๆ เพื่อสร้างฐานเสียงให้กับตัวเอง และไร้ประสิทธิภาพไม่รัดกุมในการบริหารงานด้านต่างๆ จนเกิดปัญหาในระยะยาวในเกือบทุกโครงการที่รีบร้อนในการดำเนินการมากเกินไป

ความล้มเหลวในการบริหารประเทศของอดีตนายกฯทักษิณ ได้ถูกบิดเบือนจากการใช้สื่อโทรทัศน์และสื่อวิทยุที่เป็นของรัฐ รวมทั้งการแทรกแซงสื่อเอกชนที่มีความเป็นอิสระ ไม่ให้ทำหน้าที่ตามจรรยาบรรณวิชาชีพอย่างเป็นกลาง ยืนอยู่บนความถูกต้องและกล้าหาญในการนำเสนอความจริง โดยไม่หวั่นเกรงต่อผู้มีอำนาจ สื่อโทรทัศน์และสื่อวิทยุของรัฐจึงโหมโฆษณาประชาสัมพันธ์ด้านดีแต่เพียงอย่างเดียวของโครงการต่างๆ ในรัฐบาลทักษิณ เช่น โครงการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน โครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการหนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โครงการหนึ่งทุนหนึ่งอำเภอที่มาจากหวยบนดิน โครงการบ้านเอื้ออาทร โครงการธนาคารประชาชน ฯลฯ ทั้งๆ ที่โครงการประชานิยมส่วนใหญ่ของรัฐบาลทักษิณ เริ่มต้นด้วยหลักการดีในการให้ประชาชนในระดับรากหญ้า สามารถเข้าถึงแหล่งทุนและเข้าถึงสวัสดิการต่างๆ ของภาครัฐได้อย่างทั่วถึง

แต่ในทางปฏิบัติและความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม เพราะทุกโครงการขาดการทำงานอย่างโปร่งใส ไม่เป็นธรรม ไม่ประหยัดและไร้ประสิทธิภาพ จนสร้างภาระทางการเงินงบประมาณจำนวนมากและที่สำคัญคือการสร้างภาพลักษณ์ผิดๆ ให้ประชาชนในชนบท หลงเชื่อว่ารัฐบาลทักษิณมีนโยบายช่วยคนจนมากกว่ารัฐบาลชุดอื่นๆ โดยไม่ได้ล่วงรู้ข้อเท็จจริงเลยว่ารัฐบาลทักษิณมีการทุจริตคอร์รัปชันและเล่นพรรคเล่นพวกในการโยกย้ายข้าราชการ การขาดธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศในระดับรุนแรงจากผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างส่วนตัวกับส่วนรวม อดีตนายกฯ ทักษิณได้ใช้อำนาจบังคับให้สื่อโทรทัศน์และวิทยุสร้างภาพด้านดีเพื่อทำให้ประชาชนในชนบทหลงเชื่อว่ากลุ่มต่อต้านรัฐบาลเป็นผู้ทำลายชาติ จนทำให้เกิดความแตกแยกอย่างรุนแรงในสังคมอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

นโยบายของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ ที่กำลังอยู่ระหว่างการยกร่างเพื่อแถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จึงควรจะเน้นหลัก 4 ประการที่ประกาศไปแล้ว คือ โปร่งใส เป็นธรรม ประหยัดและมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างบรรทัดฐานธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศให้กลับคืนมาให้จงได้ รวมทั้งการกำหนดเป็นนโยบายสำคัญให้สิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่กับสื่อมวลชน ภาคโทรทัศน์และวิทยุที่เป็นของรัฐ ให้มีอิสระในการทำหน้าที่สื่อมวลชนที่ดี ยึดมั่นในจรรยาบรรณอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้เพื่อช่วยให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้อง ลบล้างความเชื่อผิดๆ ของประชาชนในชนบทที่ไกลจากแหล่งข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริง จึงตกเป็นเหยื่อการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลชุดที่แล้ว จนสร้างค่านิยมผิดๆ เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เช่น บริโภคนิยม โกงบ้างแล้วทำงานเป็นเรื่องดี เอาเปรียบเล่นพรรคเล่นพวกเป็นเรื่องปกติในสังคม มัวเมาอบายมุขหวยบนดิน นิยมความรุนแรงแก้ปัญหา ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้คือ "รากแก้ว" ของปัญหาร้ายแรงของแผ่นดิน ที่เกิดจากรัฐบาลทักษิณในช่วงกว่า 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ พึงกำหนดเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในการทำงานอย่างหนักช่วงระยะสั้นๆ 1 ปีข้างหน้า

อ่านย้อนหลัง




พฤติกรรมที่ต้องระวัง


สร้างเชื่อมั่น-สมานฉันท์ทั้งนานาชาติ-คนไทย


แด่!รัฐบาล"ผู้สูงอายุ"เร่งนำวิถีปกติสุขสู่คนไทย


ปชต.แบบสิงคโปร์ "คนไทยไม่ต้องการ"

More >>