register
วันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2549
 
เทมาเส็กขอเจรจารัฐบาลไทย...ในฐานะอะไรไม่ทราบ?

16 ตุลาคม 2549 13:57 น.
ข่าวลือช่วงนี้ว่ากองทุน "เทมาเส็ก" ของรัฐบาลสิงคโปร์ จะ "ถอย" กรณีซื้อหุ้นชินคอร์ปที่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยนั้นคนไทยต้องฟังหูไว้หู และต้องตรวจสอบข่าวสารให้รอบคอบ และรอบด้านอย่างแท้จริง

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :

     เพราะนักฉวยโอกาสบางคนถือโอกาสแห่งความสับสนนี้ปล่อยข่าวเพื่อปั่นหุ้น เพื่อสร้างความสำคัญให้กับตัวเองบ้าง และเพื่อจุดประสงค์ที่ไม่เอื้อต่อผลประโยชน์ของประชาชนคนไทยอย่างแน่นอน

ถ้าบอกว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเทมาเส็ก (ซึ่งอาจจะหมายรวมถึงคนสำคัญในรัฐบาลสิงคโปร์ภายใต้การนำของนายกฯ หลี่เสียนหลง) กำลังพยายามจะติดต่อนายกฯ สุรยุทธ์ จุลานนท์ของไทยเพื่อขอเจรจาหารือหวังจะแก้ปัญหาประเด็นการถือครองหุ้นชินคอร์ปใน 'แนวทางเป็นมิตร' นั้นก็ต้องตอบคำถามก่อนว่ารัฐบาลไทยเกี่ยวอะไรกับการซื้อขายหุ้นระหว่างเทมาเส็ก กับชินคอร์ป ที่ตระกูลของทักษิณ ชินวัตร ได้เงินไป 73,300 ล้านบาทโดยด้วยวิธีการที่ไม่เสียภาษีเลยแม้แต่บาทเดียว?

คำตอบก็คือรัฐบาลไทยไม่เกี่ยว...ยกเว้นเสียว่าจะต้องเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะไปสอบสวนทวนความว่าจะหาทางเก็บภาษีจากรายได้ก้อนมโหฬารจากครอบครัวที่รวยที่สุดของประเทศไทยให้เกิดความเป็นธรรมกับสังคมไทยได้อย่างไร?

การสอบสวนเรื่องว่าเทมาเส็กใช้ 'นอมินี' ที่มีสัญชาติเป็นไทยในการทำธุรกรรมครั้งนี้เพื่อหลบหลีกกฎหมายไทยในประเด็นเรื่องบริษัทต่างด้าวมาถือครองธุรกิจที่ได้สัมปทานดาวเทียม มือถือ และสถานีโทรทัศน์หรือไม่ก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ที่ได้ทำการสอบสวนแล้วในระดับที่น่าเชื่อได้ว่ามีความไม่ชอบมาพากลอยู่...และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลไทยที่จะต้องเดินหน้าจัดการกับการจงใจทำผิดกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา

เพราะกรณีเทมาเส็ก กับชินคอร์ป นั้น เป็นตัวอย่างจะแจ้งของการตกลงระหว่างกองทุนของรัฐบาลสิงคโปร์กับตระกูลของนายกฯ รัฐมนตรีไทยในสมัยนั้นเพื่อขายธุรกิจอันกระทบต่อความมั่นคงของประเทศไทยเช่นดาวเทียม มือถือ และสถานีโทรทัศน์ ไปให้กับต่างด้าวที่คนไทยมิอาจจะยอมให้ผ่านไปด้วยการ 'ซูเอี๋ย' ทางการเมืองระหว่างผู้นำของสองรัฐบาลขณะนี้ได้เป็นอันขาด

เทมาเส็ก อ้างตลอดมาว่าได้ทำตามกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด ได้ปฏิเสธตลอดมาว่าไม่เคยใช้นอมินีไทยมาถือหุ้นส่วนที่เกินกว่าที่กฎหมายไทยกำหนดเอาไว้ และยังใช้น้ำเสียงขู่เข็ญไทยมาตลอดว่า หากเรื่องนี้จบอย่างไม่เป็นที่พอใจของสิงคโปร์ เขาก็จะโวยว่าการที่ธุรกิจอื่นๆ ในไทยใช้ 'นอมินี' ก็จะต้องถูกกระทบด้วย

คำตอบของรัฐบาลไทยจะต้องชัดเจนว่าเทมาเส็ก ทำผิดก็คือทำผิด และจะต้องดำเนินตามกฎหมายไทยทุกประการ...หากบริษัทต่างด้าวอื่นกระทำผิดกฎหมายไทยด้วยก็จะต้องถูกดำเนินการไปเช่นเดียวกัน ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายไทยไปได้

เพราะนี่มิใช่ยุคทักษิณ ที่ยอมให้การทับซ้อนของผลประโยชน์ของธุรกิจยักษ์ของเหล่าบรรดาคนมีอำนาจในรัฐบาลทำอะไรก็ได้เพื่อตักตวงผลประโยชน์ของชาติมาเป็นของตนเอง

สิงคโปร์อ้างว่าคนอื่นก็ทำผิดเหมือนกัน ทำไมจึงมาเล่นงานเขาคนเดียวอย่างนั้นหรือ?

ถ้าอ้างอย่างนี้ ก็เหมือนคนฆ่าคนตาย ถูกจับได้ แต่อ้างว่าคนอื่นก็ฆ่าคนเหมือนกัน ทำไมเขาจึงถูกจับคนเดียว?

การทำความผิดเกินกว่าหนึ่งคน ไม่ได้ทำให้ความผิดนั้นกลายเป็นความถูกต้องได้

สิงคโปร์ อ้างเรื่องธรรมาภิบาล ความซื่อสัตย์สุจริต และความโปร่งใสในการทำธุรกิจก็แต่ในประเทศของตัวเองเท่านั้น แต่พอตนเองไปทำธุรกรรมในต่างประเทศ และไปคบหาและทำมาหากินกับนักการเมืองที่ถูกประชาชนเดินขบวนต่อต้านเพราะปัญหาคอร์รัปชัน กลับไม่สนใจมาตรฐานแห่งธรรมาภิบาล และไม่สนใจว่าชินคอร์ปที่เขาซื้อหุ้นมานั้นได้ประกาศในวันที่แถลงข่าวว่า "วันนี้เราไม่พูดเรื่องจริยธรรม"

เป็นการชี้ชัดว่าสิงคโปร์ มีสองมาตรฐานในการทำธุรกรรม...มาตรฐานหนึ่งสำหรับในประเทศเมื่อตนได้ประโยชน์เต็มที่ และอีกมาตรฐานหนึ่งสำหรับต่างประเทศเมื่อการทำอะไรไม่โปร่งใสกับผู้มีอำนาจทางการเมืองของประเทศนั้นทำให้เขาทำกำไรอย่างมหาศาล

ตอนที่เทมาเส็ก คบหาทักษิณ ด้วยเส้นสายทางการเมืองระดับประเทศนั้น เขาเห็นหัวคนไทยอย่างพวกเราที่ไหนเล่า?

วันนี้จะมาขอ 'ซูเอี๋ย' ผ่านรัฐบาลสุรยุทธ์ เราจะยอมเสียทีเซลส์แมนลิ้นทองที่ไร้จริยธรรมกระนั้นหรือ?

อ่านย้อนหลัง




ต้องทบทวนโครงการ "เวอร์ เพี้ยน ให้พรรคพวกหากิน"


ความจริงและเสรีภาพสื่อคือการฟื้นภาพลักษณ์ประเทศ


กำไรสูงสุดโดยไร้คุณธรรม...ท้ายสุด สังคมก็ต้องต่อต้าน


ครม.ผ่าวิกฤติ...ซ่อมบ้านหน้าฝน เข้ามาก็ต้องลุยเลย

More >>