วิกฤติการเมือง"หวนคืน"ไม่มีทางออกให้เลือกแล้ว

19 กันยายน 2549 18:37 น.
สถานการณ์หวนกลับมาสู่ความวิกฤติอีกครั้ง และเป็นเรื่องเดิมว่าด้วย "จริยธรรมแห่งผู้นำ" ซึ่งคำว่าจริยธรรมใครๆ ก็พูดได้ แต่บุคคลที่ได้รับการยอมรับจากสังคมแห่งวิถีการยึดคุณธรรมนั้นต้องมาจากพฤติกรรมที่ทั้งต่อหน้าและลับหลัง มีการกระทำที่ประจักษ์ชัดแจ้ง
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ผ่านการเคี่ยวกรำจากกาลเวลา มิใช่การเอ่ยแต่ปาก หรือพฤติกรรมเต็มไปด้วยข้อสงสัยมากมาย อย่างนั้นสังคมไม่ให้การยอมรับ และเมื่อถึงจุดหนึ่งก็ถึงขั้นการแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา ไม่เกรงกลัวซึ่งอำนาจที่เข้ามากดดัน และขณะนี้ สังคมไทยก็กำลังให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนของกลุ่มต่อต้านผู้นำ ด้วยว่าคำถามที่เคยคาใจในทุกเรื่องที่เป็นข้อครหา ไม่เคยได้รับคำตอบหรือตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา มีการแทรกแซงไปทุกจุด ปราศจากพฤติกรรมแห่งความกล้าหาญ ขาดพื้นฐานแห่งการเป็นนักจัดการบริหารในลักษณะโปร่งใส "ธรรมาภิบาล"
สถานการณ์ในห้วงนี้ ไม่แตกต่างจากที่กลุ่มต่อต้านหรือกลุ่มพันธมิตรเคยเรียกร้องมาก่อนหน้านี้ก่อนที่จะมีการยุบสภาเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2549 จนมีการเลือกตั้งเมื่อ 2 เมษายน แต่จะมีความแตกต่างก็ด้วยกระบวนการที่องค์กรอิสระจัดการเลือกตั้ง คือ กกต.ได้เปลี่ยนชุดใหม่ ซึ่งทำให้คลายความกังวลในเรื่องความเอียงเข้าข้างให้ประโยชน์กับพรรคใดพรรคหนึ่งไปได้เปลาะหนึ่งจากพฤติกรรมของอดีตกกต.ชุดเก่า นั่นเท่ากับสถาบันศาลได้เข้ามาคลี่คลายวิกฤติบ้านเมืองไปบ้างแล้ว แต่กลุ่มต่อต้านยังคงเดินหน้าเข้าจัดการปมต้นตอ เรียกร้องให้ผู้นำเว้นวรรค-วางมือการเมือง เพราะเชื่อว่าเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนี้ไม่อาจสกัดการกลับมาของระบอบทักษิณได้
สถานการณ์ขึ้นอยู่กับสังคมว่าจะให้ความสำคัญกับ "การเลือกตั้ง" หรือ "ต้องเว้นวรรค" นั่นจะเป็นตัวชี้วัดเส้นทางเดินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และต้องไม่ลืมว่าสังคมไทยได้ผ่านความอึดอัดตึงเครียดกับปัญหาการเมืองมาตลอดห้วงหนึ่งปีแล้ว ประเทศก็ไม่สามารถขยับก้าวเดินได้อย่างเต็มกำลัง
ถามว่าวันนี้สังคมจะทำอย่างไร จะเลือกข้างไหนหรือไม่อย่างไร โดยเฉพาะสังคมส่วนใหญ่ที่ยังเคลือบแคลงใจต่อตัวผู้นำกับข้อครหาที่ไม่มีคำตอบ แต่คนในสังคมเองก็ไม่อยากให้เกิดเหตุบานปลายจนถึงขั้นแตกหักมีการปะทะ จึงหวังในเส้นทางที่ว่า หากมีการ "ถอย" เพื่อลดดีกรีอุณหภูมิ และเปิดทางให้ตรวจสอบข้อครหาอย่างตรงไปตรงมา เพื่อพิสูจน์ความจริง
สถานการณ์จึงอยู่ที่ว่า "อยู่ไปเพื่ออะไร" หรือ "มีอะไรต้องสะสาง" การหน่วงเหนี่ยวและใช้พลังมวลชนเข้ามาคะคาน จะยิ่งกลายเป็นเร่งปฏิกิริยาให้กลุ่มคนที่อยู่ในสังคม "เป็นกลาง" อาจต้องแสดงตนออกมา และในเมื่อเคยยกเปรียบเทียบตัวเองกับประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ทั้งที่ในข้อเท็จจริง
สถานการณ์สมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แตกต่างกับที่ตัวเองโดนวิพากษ์วิจารณ์จนถูกขับไล่ เพราะสมัย พล.อ.เปรมเป็นเรื่องเรียกร้องประชาธิปไตย แต่ขณะนี้ เป็นเสียงเรียกร้องในเรื่อง "จริยธรรม" ดังนั้น น่าจะสรุปได้แล้วว่าควรจะเลือกเส้นทางอนาคตการเมืองของตัวเองในแบบไหน เนื่องจากวันนี้มาถึงซอยตัน ไม่มีทางสองแพร่ง-สามแพร่งให้เลือกเดินอีกแล้ว
|