สังคมอุดมคติ
1 กันยายน พ.ศ. 2549 00:00:00

๐ นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ nitny@nationgroup.com

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :      บรรยากาศบ้านเมืองยามนี้ชวนให้คิดถึงนิยายเชิงปรัชญาเรื่อง การิทัตผจญภัย ซึ่ง รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ แปลมาจากเรื่อง The Curious Enlightenment of Professor Caritat ของ Steven Lukes ศาสตราจารย์ด้านทฤษฎีการเมืองและสังคมผู้มีชื่อเสียงระดับโลก

หนังสือเล่มนี้เริ่มเผยแพร่สู่สายตาสาธารณชนเป็นภาษาอังกฤษในปี 2538 และได้รับการแปลเป็นภาษาไทยในปี 2541 ว่าด้วยเรื่องของศาสตราจารย์นิโคลาส การิทัต ผู้เชื่อมั่นในความเป็นกลางทางความรู้ จับพลัดจับผลูต้องออกผจญภัยหารูปแบบสังคมที่เหมาะสมที่สุดสำหรับมนุษย์ แต่ตระเวนไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ ก็ไม่พบที่ไหนสมบูรณ์แบบ นำไปสู่คำถามว่าหรือสังคมที่ดีที่สุดคือสังคมแห่งความหลากหลายที่คนหลากหลายความคิด หลากหลายวัฒนธรรมสามารถอยู่ร่วมกันและขัดแย้งกันเป็นปกติ แต่ยอมรับสิทธิการดำรงอยู่อย่างเท่าเทียมของฝ่ายที่ขัดแย้งกัน

ประเด็นที่ทำให้ชื่อหนังสือวาบสว่างกลางใจ เป็นเรื่องมือที่สามมือที่สี่อันสืบเนื่องจากข่าวคาร์บอมบ์ไม่บอมบ์เพราะถูกจับ ซึ่งทางการโฆษณาว่าเป็นความล้มเหลวของกลุ่มคนร้ายผู้จงใจลอบสังหารนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนนำไปสู่เสียงครหาว่าเป็นเรื่องคาร์บ๊อง เพราะยิ่งอธิบายคนฟังยิ่งเวียนหัวและไม่เข้าใจว่าเหตุไฉนแผนสังหารระดับชาติจึงน่าเอ็นดูและเปิดทางให้รู้ทันเหมือนแผนผู้ร้ายในหนังตลกตกเก้าอี้ปานนั้น

เรื่องนี้ข่าววงในแจ้งว่านายกฯ และคนใกล้ชิดนายกฯ เชื่ออย่างเอาจริงเองจังว่ามีคนร้ายจงใจลอบสังหาร ส่วนฝ่ายไม่รักนายกฯ และห่างไกลนายกฯ ก็เชื่ออย่างเอาจริงเอาจังเหมือนกันว่าเป็นแผนฯ กลบข่าวกุหลาบแก้วและข่าวรุมกระทืบคนไม่รักนายกฯ ที่สยามพารากอน ซึ่งจนบัดนี้คนถูกกระทืบยังนอนอยู่ในโรงพยาบาล

ขบวนการมือมีอยู่ในทุกสังคม ไม่ใช่เฉพาะที่บ้านเกิดของการิทัตซึ่งมีการจัดตั้งขบวนการมืออย่างเปิดเผย แต่น่าสนใจว่าในห้วงเวลาแห่งความอลหม่าน ไม่เคยมีใครรู้ว่ามือไหนเป็นมือไหน รู้แต่ทุกมือล้วนเปื้อนเลือด ไม่ว่าจะด้วยเจตนาเปลี่ยนแปลงโลกหรือไม่คิดอะไรเลยนอกจากประโยชน์กรูแต่ผู้เดียว

สังคมไทยวันนี้ไม่ต่างจากสังคมที่การิทัตพานพบ มีผู้ปกครองดื้อด้าน มีคนโกง มีคนเห็นแก่ตัว มีเผด็จการในรูปแบบต่างๆ มีนักปฏิวัติผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกซึ่งบอกว่าถ้าเปื้อนเลือดแล้วเปลี่ยนโลกได้ ก็ต้องสละเลือดกันบ้าง และมีคนที่พยายามมองโลกด้วยความรู้ที่เป็นกลาง ซึ่งอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ต้องใช้เลือดล้างเลือด

เราหลายคนคงคล้ายๆ กับการิทัต ในแง่ที่พยายามแสวงหาสังคมสมบูรณ์แบบ ซึ่งหมายถึงดีกว่า ยุติธรรมกว่า เป็นต้น แต่คำถามคือดีกว่าและยุติธรรมกว่าอะไร และความสมบูรณ์แบบที่ว่านั้นแตกต่างกันหรือไม่ในทัศนะของคนที่คิดต่างกัน เป็นไปได้หรือที่มีผู้คนมากมายหลากหลายความเห็น แต่มีเพียงข้อสรุปเดียวสำหรับทุกคน

ความจริงคือทุกรูปแบบสังคมที่เราฝันถึงอย่างหลวมๆ ในเชิงอุดมคติมักมีช่องโหว่เสมอเมื่อถึงภาคปฏิบัติ และเมื่อเรานึกว่าค่อยๆ แก้ปัญหากันไป บางทีก็กลับกลายเป็นลิงแก้แห ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง ยิ่งเพิ่มปัญหาและคู่ขัดแย้ง ยิ่งแสดงความเห็นของตนก็ยิ่งไม่เคารพสิทธิการดำรงอยู่ของความเห็นต่าง ยิ่งรุนแรงยิ่งทำลายล้าง

เป็นเรื่องยากที่จะมองโลกอย่างเป็นกลาง เพื่อจะได้พิจารณาโลกหรือสังคมอย่างไม่มีอคติ แต่ไม่ใช่เรื่องเกินความสามารถที่จะพยายามเข้าใจธรรมชาติมนุษย์แล้วยอมรับว่ามนุษย์ทุกคนรวมทั้งเรา ไม่สามารถถูกทั้งหมด ผิดทั้งหมด เลวทั้งหมด ดีทั้งหมด เห็นทั้งหมด เข้าใจทั้งหมด จากนั้นจึงค่อยๆ เรียนรู้และน้อมรับความรู้ความเข้าใจใหม่ๆ จากมุมมองอื่นๆ ที่แตกต่างออกไป เพื่อที่เราอาจเข้าใกล้สังคมอุดมคติของเราแต่ละคนได้มากขึ้น โดยไม่ต้องทำสงครามเพื่อกวาดล้างคนคิดต่างให้สิ้นซาก

แน่นอนว่าถ้าทุกคนคิดแบบการิทัต คงไม่มีข่าวทำร้ายคนคิดต่าง (ทั้งที่สยามพารากอนและในกรณี 3 จังหวัดภาคใต้) รวมถึงข่าวระเบิดลอบสังหาร แต่ในฐานะผู้นำประเทศที่ฉลาดเฉลียวและยืนยันว่าอุทิศตนเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ควรเรียนรู้และทำความเข้าใจแนวคิดนี้ก่อนคนอื่น


 
  กลับสู่ด้านบน