การประชุมร่วมกันระหว่างคณะรัฐมนตรีไทย-กัมพูชาหลังจากนั้นมาจึงเป็นความพยายามจะรื้อฟื้นความเข้าใจอันดีระหว่างไทย-กัมพูชาให้หวนคืนกลับมาดังเดิม โดยเฉพาะเนื่องในวโรกาสมหามงคลสมัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี สัจภูมิ ละออ เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติที่มีมาเป็นลำดับ
"...ความต้องการของข้าพเจ้าคือ ต้องการมีส่วนร่วมในการให้การศึกษาเยาวชนกัมพูชา ซึ่งเป็นเยาวชนที่มีศักยภาพเป็นอย่างดี และถ้าได้ศึกษาเล่าเรียนและฝึกอบรมที่ดีแล้ว จะเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง ต่อสังคมกัมพูชา และสังคมโลกสืบต่อไป"
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับสั่งถึงพระราชปณิธาน ในการสร้างโรงเรียนกัมปงเฌอเตียล เพื่อพระราชทานให้กับประชาชนชาวกัมพูชา เมื่อวันที่ 10 พฤษจิกายน 2548
ในการครั้งนี้ นับเป็นการสานสายสัมพันธ์อันดี ระหว่างราชวงศ์ไทย-กัมพูชาที่มีมาแต่บรรพกาล
ตามหลักฐานที่โบราณวัตถุยืนยันชัดเจน ในด้านความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาคือ 'ภาพเสียมกุก' ภาพจำหลักกองทัพไทยยาตราทัพอยู่ในขบวนแถวของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ที่ผนังระเบียงปราสาทนครวัด ไล่สายตาลงไปเบื้องล่างของภาพ ยังปรากฏข้อความเป็นภาษาเขมรกำกับไว้ด้วยว่า 'นี่ เสียมกุก' อีกด้วย ปราสาทแห่งนี้สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. 1690 มาถึงบัดนี้ก็ 869 ปี เฉียด 1,000 ปีแล้ว
นี่นับเป็นร่องรอยสัมพันธไมตรีอันยาวนาน
สืบมาเมื่อ 'ไท' มีอาณาจักรสุโขทัยเป็นปึกแผ่น ร่องรอยสร้อยสัมพันธ์ไท-ขอม ก็ปรากฏให้เห็นในถ้อยคำจารใบลาน ในจารึกหลักต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นจารึกป่ามะม่วง และจารึกหลักที่ 1 ในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ต่อเนื่องมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา 'สยาม' ก็ยังมีความสัมพันธ์กับขอมอย่างใกล้ชิด สิ่งยืนยัน นอกจากถ้อยคำที่สยามรับเอามาใช้แล้ว ขนบธรรมเนียม ประเพณีต่าง ๆ ของสยามและขอมก็มีการถ่ายเทกันไปมา เท่ากับเป็นการแลกเปลี่ยน และหล่อหลอมวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน
พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ สายใยยังมั่นคง
ในปัจจุบัน กัมพูชามีพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่คือ สมเด็จเจ้านโรดม สีหมณี พระองค์ได้รับมติจากสภาราชบัลลังก์กัมพูชาแต่งตั้งเป็นกษัตริย์กัมพูชาพระองค์ใหม่ ต่อจากสมเด็จเจ้าสีหนุพระราชบิดาที่ทรงประกาศสละราชบัลลังก์อย่างเป็นทางการ เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2548 พิธีราชาภิเษกอย่างเป็นทางการนั้นมีขึ้นท่ามกลางความยินดีของประชาชนกัมพูชาในระหว่างวันที่ 28-30 ตุลาคม 2547 ณ บริเวณพระราชวังเขมรินทร์ กลางกรุงพนมเปญ
พระราชประวัติของพระองค์ น่าสนใจยิ่ง
สมเด็จเจ้านโรดม สีหมณี ทรงประสูติเมื่อ วันที่ 14 พฤษภาคม 2496 ณ กรุงพนมเปญ เป็นพระโอรสในกษัตริย์นโรดม สีหนุ และ พระราชินีโมนิก ทรงสนพระทัยการร้องรำมาแต่ทรงพระเยาว์ เห็นได้จากพระองค์ศึกษาการรำพื้นเมืองกับพระขนิษฐา เจ้าหญิงบุปผา เทวีซึ่งปัจจุบันทรงเป็นนักแสดงที่มากความสามารถของกัมพูชา
เมื่อทรงมีอายุ 9 พรรษา ได้ศึกษาต่อที่ประเทศเช็กโกสโลวะเกีย ทรงศึกษาอยู่เป็นเวลา 13 ปี ตั้งแต่ชั้นประถม มัธยม และอุดมศึกษา ทรงเรียนทางด้าน Dance, Music and Theatre ที่ National Conservatory of Prague แล้วจบในด้านเดียวกันจาก The Academy of Musical Art of Prague ใน ค.ศ.1975 และยังทรงศึกษาเพิ่มเติมด้านภาพยนตร์ที่เกาหลีเหนือ ระหว่าง ค.ศ.1975- 1976 และตั้งแต่ปี 1981 เป็นต้นมา เป็น Professor of Classical Dance and Artistic Pedagogy at The Marius Petipa Conservatory, The Gabriel Faure Conservatory และที่ The W.A. Mozart Conservatory of The City of Paris
ชีวิตของพระองค์ไม่ธรรมดา เพราะเติบโตอยู่ในสถานการณ์ของบ้านเมืองที่คุกรุ่นไฟสงคราม โดยเฉพาะช่วงต้นปี 2519 ถึงต้นปี 2520 ยุคเขมรแดงครองอำนาจ สมเด็จสีหมณีกับสมาชิกราชวงศ์หลายพระองค์ต้องตกอยู่ในฐานะนักโทษ ถูกเขมรแดงกักบริเวณให้อยู่แต่ในวัง พระองค์เคยให้สัมภาษณ์ถึงช่วงเวลาดังกล่าวว่า เป็นช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากครั้งหนึ่งของชีวิต ต้องปลูกผัก ผลไม้เสวยกันเองภายในวัง ทหารเขมรแดงจะนำข้าวและปลามาส่งให้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ต้องทำอาหารเสวยเอง เสื้อผ้าสวมเฉพาะชุดดำ-ซักทำความสะอาดเองทั้งหมด รวมถึงการถูพื้นห้องโถงพระราชวัง แม้แต่การซ้อมเต้นรำของพระองค์ยังต้องทำในสวน
หลังกองทัพเวียดนามขับไล่ยึดอำนาจเขมรแดงสำเร็จเมื่อต้นปี 2522 สมเด็จสีหมณีติดตามเป็นเลขาส่วนพระองค์ให้กษัตริย์สีหนุ ซึ่งลี้ภัยอยู่ที่กรุงปักกิ่ง 2 ปี จนสหประชาชาติเข้ามาไกล่เกลี่ยเลือกตั้งกัมพูชาสำเร็จในปี 2536 ทำให้กษัตริย์สีหนุได้กลับคืนสู่บัลลังก์กษัตริย์อีกครั้ง ในช่วงนั้นสมเด็จสีหมณีเสด็จไปพำนักที่ฝรั่งเศส สอนเต้นบัลเล่ต์และสอนเต้นรำคลาสสิกแบบเขมร จนได้รับการแต่งตั้งดำรงตำแหน่งทูตวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ปี 1992 คอยเผยแพร่สืบทอดวัฒนธรรมเขมร ผนวกกับความทุ่มเทของพระองค์เพื่อปกป้องศิลปะโบราณวัตถุเขมรจากการถูกขโมย
สายสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมไทย-กัมพูชา
ไทยกับกัมพูชามีความคล้ายคลึงกันทางด้านศิลปวัฒนธรรมอย่างมาก จึงเป็นเรื่องง่ายที่รัฐบาลทั้งสองฝ่ายจะใช้ความร่วมมือด้านวัฒนธรรมเป็นสื่อกลางในการส่งเสริมความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ดังที่ปรากฏเป็นรูปธรรมคือ ความพยายามที่จะประสานรอยร้าวของความสัมพันธ์ภายหลังเหตุการณ์ความไม่สงบในกรุงพนมเปญเมื่อปี 2546 ด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมไทย - กัมพูชา เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านวัฒนธรรม และใช้เป็นกลไกในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ดังจะเห็นได้จากทั้งสองฝ่ายได้จัดประชุมร่วมกันแล้วหลายครั้งเพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือและแผนปฏิบัติการประจำปีสำหรับใช้เป็นกรอบในการดำเนินงานร่วมกัน นอกจากนี้ยังได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และการท่องเที่ยว เพื่อผลักดันความร่วมมือในแต่ละสาขาด้วย
เป็นต้นว่า ความร่วมมือทางวิชาการไทย - กัมพูชา ไทยได้ให้ความช่วยเหลือแก่กัมพูชาผ่านสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร.) กระทรวงการต่างประเทศ โดยให้ความสำคัญต่อการพัฒนาด้านการเกษตร การศึกษาและด้านสาธารณสุขเป็นหลัก รวมทั้งการพัฒนาในสาขาอื่นๆ อาทิ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาชนบท และการท่องเที่ยว เป็นต้น โดยในปี 2546 และปี 2547 ไทยได้ให้ความช่วยเหลือแก่กัมพูชาเป็นงบประมาณจำนวน 81.35 ล้านบาท และ 38.38 ล้านบาท ตามลำดับ
นี่ไม่นับความช่วยเหลือที่กัมพูชาได้รับโดยตรงจากส่วนราชการ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชนอีกจำนวนมาก
ความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจ
การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป กัมพูชา - ไทย ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 9 - 10 มิถุนายน 2548 พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กับ พล.อ.เตีย บันห์ และ พล.อ.ญึก บุญชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีร่วมว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชาแสดงออกร่วมกันว่ามีความพอใจต่อความก้าวหน้าของความร่วมมือ ในกรอบของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป โดยความร่วมมือที่เพิ่มมากขึ้นในพื้นที่ชายแดน ทั้งการแลกเปลี่ยนการเยี่ยมเยือนระดับผู้นำฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายทหาร รวมถึงการประชุมระดับทวิภาคี และพหุภาคี ที่ส่งผลต่อการพัฒนาพื้นที่ชายแดนในด้านต่าง ๆ
ร่วมทั้งความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการปราบปรามยาเสพติด ซึ่งจะตั้งจุดประสานงานที่ 3 เพิ่มเติมที่ จ.ไพลิน - จันทบุรี ร่วมมือกันอำนวยความสะดวกให้แก่การพิสูจน์สัญชาติแรงงานกัมพูชา และจะร่วมกันดำเนินมาตรการที่เหมาะสม เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายในพื้นที่ชายแดน ทั้งทางบก และทางทะเล รวมทั้ง จะร่วมมือต่อต้านการก่อการร้ายโดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน
นอกจากนั้น ความสำเร็จของการประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนกัมพูชา - ไทย ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 5 - 6 มกราคม 2548 ณ กรุงพนมเปญ คือการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่ชายแดนให้เป็นไปในวงกว้างขึ้น เพื่อความกินดีอยู่ดี และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน และไทยได้แสดงความยินดีที่กัมพูชาเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อความร่วมมือกันในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนระหว่างประเทศ เพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนเป็นระบบ และถูกต้องตามกฎหมาย
สายสัมพันธ์ราชวงศ์ไทย-กัมพูชา
สำหรับราชวงศ์ไทย-กัมพูชาก็มีการเสด็จเยือนซึ่งกันและกันเสมอมา
ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2535 - 2549 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเยือนกัมพูชาหลายครั้ง ผลแห่งการเสด็จเยือน ก่อให้เกิดโครงการพระราชดำริ อันเป็นการสร้างสายสัมพันธ์อันยั่งยืน นั่นคือโครงการโรงเรียนในพระราชดำริที่ กำปงเฌอเตียล
กัมปงเฌอเตียล...สายสัมพันธ์อันยั่งยืน
โครงการสร้างโรงเรียนกัมปง เฌอเตียล อำเภอสมโบร์ไพรกุก จังหวัดกัมปงธมนี้ เป็นไปตามที่รัฐบาลของสมเด็จฮุนเซนได้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินเพื่อสนองแนวพระราชดำริ จำนวน 45 ไร่ ปัจจุบันเพิ่มเป็น 117 ไร่
สำหรับการก่อเกิดโครงการเกิดขึ้นจากน้ำพระทัยในพระองค์โดยแท้
เนื่องมาจากทุกครั้งที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยือนกัมพูชา ชาวกัมพูชาจะรอเฝ้าฯ รับเสด็จด้วยอัธยาศัยไมตรีอันดียิ่ง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชปรารภที่จะตอบแทนน้ำใจไมตรีของชาวกัมพูชา โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระราชทานความช่วยเหลือทั้งด้านการศึกษา และการสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน ซึ่งมีผู้แทนจากกรมราชองครักษ์ กองบัญชาการทหารสูงสุด กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมเป็นคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้
คล้อยหลังจากนั้น การก่อสร้างโรงเรียนก็เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 กระทั่งเดือนพฤศจิกายน 2548 ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยบริบูรณ์ รวมใช้เวลาก่อสร้างจนถึงวันนี้ราว 5 ปี ใช้งบประมาณไป 100 กว่าล้านบาท โรงเรียนกัมปงเฌอเตียล มีการจัดทำหลักสูตรอบรมพิเศษ เพื่อพัฒนาบุคลากรครูชาวกัมพูชาที่จะบรรจุในวิทยาลัยพระราชทาน การสอนและการบูรณาการสอน ตลอดจนการดูงานในสถานที่ต่างๆ พร้อมทั้งการจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อให้มั่นใจว่าครูกัมพูชาจะสามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ได้รับพระราชทานให้เกิดประโยชน์ ต่อการศึกษาของนักเรียนอย่างสูงสุด อีกทั้งได้ดำเนินการพัฒนาดิน พัฒนาสภาพแวดล้อม พัฒนาสุขภาพ และพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างต่อเนื่อง
กระทรวงศึกษาธิการได้ถวายงานตามพระราชดำริ
ในส่วนของการจัดการการอาชีวศึกษา ในการพัฒนาวิทยาลัยพระราชทานกัมปงเฌอเตียล ซึ่งรับนักเรียนชั้น ม.ต้นสายสามัญ เข้าเรียนสายอาชีพ 3 ปี ในสาขาวิชาช่างอิเล็กทรอนิกส์ สาขาวิชาช่างไฟฟ้า สาขาวิชากสิกรรม และสาขาวิชาปศุสัตว์ โดยได้วางแผน ออกแบบเครื่องมือครุภัณฑ์ การจัดการเรียนการสอน การฝึกอบรมครูวิชาชีพ ตลอดจนกิจกรรมส่งเสริมด้านอาชีวศึกษาต่างๆ เช่น นำครูต้นแบบของวิทยาลัยพระราชทานกัมปงเฌอเตียล เข้าศึกษาดูงานและฝึกอบรมวิชาชีพระยะสั้น ในงานมหกรรมอาชีวศึกษาเทิดไท้ 72 พรรษามหาราชินีอีกด้วย
นอกจากนี้ ยังจัดกิจกรรมค่ายอาสาสมัครวิชาชีพเยาวชนไทย-กัมพูชา ที่วิทยาลัยพระราชทานกัมปงเฌอเตียล โดยนำนักศึกษาชั้น ปวส. ของสถานศึกษาในสังกัดประเภทวิทยาลัยเทคนิคและวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีที่สื่อสารภาษากัมพูชาได้เพื่อทำกิจกรรมร่วมกับนักเรียนอาชีวศึกษาของวิทยาลัยพระราชทานฯ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้ทางด้านวิชาชีพ ตลอดจนมีการจัดให้มีการแข่งขันกีฬา และกิจกรรมค่าย ก่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างเยาวชนทั้ง 2 ประเทศ รวมถึงจัดการอบรมวิชาชีพระยะสั้นให้กับครู นักเรียน และชุมชนกว่า 20 อาชีพ ที่วิทยาลัยพระราชทานกำปงเฌอเตียล มีผู้สนใจเข้าเรียนจำนวนมากทุกวิชาชีพ
ต่อมาเมื่อวันที่ 9 -10 พฤศจิกายน 2548 เสด็จฯ เยือนกัมพูชา เพื่อพระราชทานโรงเรียนกัมปงเฌอเตียลให้กับประชาชนชาวกัมพูชา
วันเดียวกันนี้เอง พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ รองผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะประธานอนุกรรมการการจัดงานพิธีเปิดวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ พูดถึงที่มาของกำปงเฌอเตียล ว่า "สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาที่กัมพูชา เพื่อทรงศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับปราสาทในเขมร ทรงมีข้อมูลลึกซึ้งมาก และทุกครั้งที่เสด็จฯจะได้รับการต้อนรับจากประชาชนชาวกัมพูชาอย่างอบอุ่น และด้วยน้ำใจไมตรี จึงทรงอยากจะตอบแทนไมตรีนั้น ด้วยการให้ของขวัญที่ยั่งยืนแก่ชาวกัมพูชา นั่นคือทรงอยากจะให้การศึกษาแก่เด็กๆ กัมพูชา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชประสงค์ให้วิทยาลัยนี้เป็นความร่วมมือระหว่างเอกชนต่อเอกชน ไม่ใช่ประเทศต่อประเทศ เพราะท่านอยากให้เห็นว่าเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนต่อประชาชน แรกๆ มีคนต่อต้านเยอะ เพราะคนกลัวว่าจะมายึดพื้นที่ แต่หลังจากเห็นวิทยาลัยเป็นรูปเป็นร่าง คนเขมรกลับมีความรู้สึกที่ดีต่อวิทยาลัย เพราะไม่ใช่แค่สร้างวิทยาลัยอย่างเดียว แต่เป็นการพัฒนาพื้นที่และความเป็นอยู่ของชาวบ้านรอบๆ วิทยาลัยไปด้วย รวมถึงการทำนุบำรุงวัดในพื้นที่"
ปัจจุบันวิทยาลัยกัมปงเฌอเตียล เป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา เปิดการเรียนการสอนทั้งสายสามัญและสายอาชีวศึกษา การพระราชทานโรงเรียนแห่งนี้ เป็นการพระราชทานโรงเรียนทั้งระบบ ตั้งแต่การสำรวจความต้องการของชุมชน การก่อสร้างอาคารเรียน บ้านพักครู-นักเรียน การพัฒนาหลักสูตร ซึ่งได้คณาจารย์จากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาช่วยวางหลักสูตรร่วมกับทางกระทรวงศึกษาธิการของกัมพูชา รวมไปถึงการจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอนแก่ครูและนักเรียน ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพชีวิตและพัฒนาสิ่งแวดล้อมของโรงเรียน
เนื่องวโรกาสมหามงคล ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมณี แห่งกัมพูชา ก็จะเสด็จร่วมอย่างเป็นทางการ เพื่อสืบสานสร้อยสัมพันธ์อันงดงามสืบไป.
ข้อมูลบางส่วนจาก:
1.เวบไซต์ศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงศึกษาธิการ
2.เวบไซต์กระทรวงการต่างประเทศ
3.เวบไซต์มติชน